สมหมาย ปาริจฉัตต์ : ไม่อยากเป็น ส.ส. ขอเป็นแต่นายกฯ
สถานการณ์การเมืองไทยตั้งแต่วันเปิดรับสมัครเลือกตั้ง ส.ส.วันที่ 3-7 เมษายน ปลุกเร้าบรรยากาศประชาธิปไตยให้คึกคักขึ้นอีกระดับหนึ่ง
แน่นอนว่าคำตอบที่ทุกฝ่ายคงอยากได้เหมือนกัน คือ ผลการเลือกตั้งจะปรากฏออกมาอย่างไร ผู้สมัครคนไหนจะได้รับเลือก พรรคการเมืองใดจะครองเสียงข้างมากรวมตัวกันเป็นรัฐบาล และพรรคไหนจะตกที่นั่งฝ่ายค้าน
ในบรรดาหัวหน้าพรรค หัวหน้าครอบครัว ประธานคณะยุทธศาสตร์และนโยบายทั้งหลายแหล่ ใครจะยึดครองตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้สำเร็จ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนหน้าเดิม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะกลับมาผงาดอีกครั้ง หรือถูกส่งตัวกลับบ้าน ปิดฉากการเมืองยุค 3 ป.
หากประเมินผลการเลือกตั้งจากการตัดสินใจเดินเกมการเมืองของ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ สองแกนนำที่ลาออกจากพรรคพลังประชารัฐกลับคืนพรรคเพื่อไทยบ้านเก่า
ย่อมสะท้อนถึงความเชื่อมั่นว่าโอกาสของพรรคเพื่อไทยจะได้รับเลือกตั้งมากที่สุดและเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ค่อนข้างสูงกว่า ภูมิใจไทย พลังประชารัฐ และรวมไทยสร้างชาติ
ทั้งสองพรรคหลังนอกจากเกิดสภาพแข่งขัน แย่งคะแนนกันเองแล้ว ข้อแตกต่างที่น่าติดตามคือ การวางตำแหน่งทางการเมืองของ 2 หัวหน้าพรรค
พลังประชารัฐ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ซึ่งรับหน้าที่หัวหน้าพรรคมาตั้งแต่ต้นยังเป็นต่อไป พร้อมสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.แบบบัญชีรายชื่ออันดับหนึ่งกับเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี
ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ ประธานคณะกรรมการกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ไม่ลงสมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ แต่รับเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอย่างเดียว
การประกาศตัวไม่ลงสมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อของ พล.อ.ประยุทธ์ ทำให้เกิดการวิเคราะห์กันไปต่างๆ นานาว่าเหตุผลเบื้องหลังคืออะไร การตัดสินใจดังกล่าวถูกต้อง หรือผิดพลาด เพราะเป็นผลเสียต่อตัวเองและคะแนนนิยมของพรรคมากกว่า
ทั้งๆ ที่ถ้าลงสมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่ออันดับหนึ่งมีโอกาสที่จะได้รับเลือกตั้ง จากคะแนนเสียงที่พรรครวมไทยสร้างชาติได้รับมากพอถึงเกณฑ์ที่กำหนดอย่างแน่นอน
แต่ พล.อ.ประยุทธ์กลับปฏิเสธทั้งๆ ที่ลูกพรรคต่างก็เสียดายแต่พูดไม่ออก เลยเกิดคำถามว่า พล.อ.ประยุทธ์กลัวอะไร กลัวว่าจะไม่ได้รับเลือก ซึ่งไม่ใช่อยู่แล้ว
หรือเป็นการเตรียมทางหนีทีไล่ หาทางลงหากไม่ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อไม่ได้เป็น ส.ส.ก็เก็บของกลับบ้าน ทำหน้าที่แค่ประธานคณะกรรมการกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) อย่างเดียวพอ
การเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อฝ่ายรัฐบาล หรือฝ่ายค้านก็ตามอาจเกิดความรู้สึกแปลกแยกจากที่เคยเป็นหัวหน้ารัฐบาลมาตลอด กลายมาเป็นตัวประกอบในสภาผู้แทนฯ รับไม่ไหว สู้ออกไปทำหน้าที่อื่นได้ประโยชน์มากกว่า
คำอธิบายของ พล.อ.ประยุทธ์ต่อเรื่องนี้บอกว่า ต้องดูว่ามีความจำเป็นหรือไม่ ต้องดูว่าผมมีหน้าที่อะไร ไม่ใช่ผมมีหน้าที่แค่ทำงานด้านการเมืองอย่างเดียว ซึ่งผมทำมาตลอด แต่ผมมีหน้าที่อื่นด้วย ผมไม่มีงานด้านการบ้านหรือไง
คำตอบฟังได้หรือไม่ แค่ไหน อยู่ที่ดุลพินิจของประชาชนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งในวันลงคะแนน
การตัดสินใจของคนเป็นผู้นำ เคยมีอำนาจ เป็นใหญ่มาก่อนย่อมละเอียดอ่อน มีปัจจัยให้คิดเยอะ ต่างจากคนที่ถอดหัวโขน ปรับตัว ปรับใจได้เร็ว
ยิ่งหากมองเป็นเรื่องของระบอบประชาธิปไตย การให้ความสำคัญกับสถาบันสภาผู้แทนราษฎรไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าฝ่ายบริหาร การเปลี่ยนแปลงบทบาทหน้าที่ไม่ใช่เรื่องศักดิ์ศรี หน้าตา ที่น่าหวั่นไหวใดๆ
การเลือกเส้นทางเดินทางการเมืองอย่างไรเป็นสิทธิส่วนตัวที่สามารถทำได้ก็ตาม แต่ผลที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร คะแนนเสียงของพรรครวมไทยสร้างชาติที่ได้รับจะเป็นคำตอบสุดท้าย
หากไม่เอามุมมองของตัวเองเป็นตัวตั้ง แต่คิดด้านตรงข้าม มองเชิงระบบ การสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.เป็นการส่งเสริมให้รัฐสภาเป็นสถาบันทางการเมืองที่มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีความแน่นแฟ้นกับประชาชนโดยตรง
จึงน่าเสียดาย โอกาสที่จะเชื่อมโยงกับประชาชน ความร่วมมือระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหารที่ควรจะเพิ่มมากขึ้น พร้อมกันไปกับการตรวจสอบ ถ่วงดุลอย่างเข้มข้นยิ่งขึ้น
จากบทเรียนในรัฐสภาสมัยที่ผ่านมา เพราะช่องว่างระหว่างรัฐบาลกับสภาเป็นต้นเหตุทำให้เกิดปรากฏการณ์สภาล่มซ้ำซาก ถูกตำหนิ ประณามถึงความไม่รับผิดชอบดังไปทั่ว
การตัดช่องน้อยแต่พอตัว เพียงว่าไม่ถนัดงานในสภา ชอบทำเนียบมากกว่าก็แค่นั้น
ด้วยเหตุนี้ ต่างจาก พล.อ.ประวิตร ซึ่งพร้อมเป็น ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ไม่หวั่นไหวจะเข้าไปนั่งในสภาด้วยฐานะใดก็ตาม จึงถูกคาดหวังว่าจะเป็นพรรคขั้วที่สาม ได้แต้มจากผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งและวุฒิสมาชิกมากขึ้นทุกวัน

