ส่องนโยบายสู้เลือกตั้ง สู่กาบัตรเชิงยุทธศาสตร์ ชิงแต้มการเมือง 2 ขั้ว

23.04.23 | 12:05 น.
ส่องนโยบายสู้เลือกตั้ง สู่กาบัตรเชิงยุทธศาสตร์ ชิงแต้มการเมือง 2 ขั้ว

ส่องนโยบายสู้เลือกตั้ง สู่กาบัตรเชิงยุทธศาสตร์ ชิงแต้มการเมือง 2 ขั้ว

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขีดเส้นตายภายในวันที่ 18 เมษายน ให้ทั้ง 70 พรรคการเมือง ส่งคำชี้แจงการจัดทำนโยบายที่จะใช้หาเสียงเลือกตั้งให้ตรวจสอบ

ตามมาตรา 57 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 ตาม 3 เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดคือ 1.มีการระบุวงเงินที่ต้องใช้และที่มาของเงินที่จะใช้ดำเนินการ 2.ระบุความคุ้มค่าและประโยชน์ในการดำเนินนโยบาย 3.ระบุผลกระทบและความเสี่ยงในการดำเนินนโยบายหรือไม่ โดยสำนักงาน กกต.ได้เผยแพร่รายละเอียดการชี้แจงงบประมาณในการดำเนินนโยบายของทุกพรรคการเมืองผ่านเว็บไซต์ กกต. ซึ่งนโยบายของแต่ละพรรคการเมือง ถือเป็น 1 ใน 3 ปัจจัยสำคัญ นอกเหนือจากผู้สมัครรับเลือกตั้งและแคนดิเดตนายกฯ ในการชี้ขาดผลแพ้-ชนะเลือกตั้ง นโยบายที่เป็นไฮไลต์เด็ดที่แต่ละพรรคนำเสนอ และมีการเผยแพร่ต่อสาธารณะโดยสำนักงาน กกต.ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งพิจารณานั้น มีทั้งเรื่องนโยบายประชานิยม การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง การแก้ปัญหาในเชิงโครงสร้าง ล้วนแล้วต้องใช้งบประมาณมาดำเนินการมากน้อยแตกต่างกันไป

อาทิ พรรคแกนนำในขั้วอนุรักษนิยม อย่าง พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรค รทสช. มีไฮไลต์ที่น่าสนใจ อาทิ เพิ่มเงินสมทบของภาครัฐ เพื่อให้แรงงานในระบบประกันสังคม วงเงิน 1.16 แสนล้านบาท, กองทุนฉุกเฉินประชาชน วงเงิน 3 หมื่นล้านบาท, บัตรสวัสดิการพลัส วงเงิน 2.84 แสนล้านบาท, คนละครึ่งภาค 2 วงเงิน 1.6 แสนล้านบาท, เที่ยวด้วยกันเมืองรองภาค 2 วงเงิน 7.2 หมื่นล้านบาท, เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุปีละ 4 หมื่นล้านบาท, ช่วยเหลือเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด ปีละ 4 พันล้าน, กองทุนพ่อเลี้ยงเดี่ยวแม่เลี้ยงเดี่ยว ปีละ 1 พันล้านบาท, ค่าตอบแทน อปพร.ปีละ 1 หมื่นล้านบาท
รวมใช้งบ 7.17 แสนล้านบาท

ส่วน พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นหัวหน้าพรรค พปชร. มีนโยบายไฮไลต์ อาทิ บัตรประชารัฐเดือนละ 700 บาท และฟรีประกันชีวิตประชารัฐ วงเงิน 1.28 แสนล้าน, แม่-บุตร-ธิดาประชารัฐ 1.74 แสนล้านบาท, เบี้ยผู้สูงอายุ 4.95 แสนล้านบาท, สุขภาพครบวงจร 5 พันล้านบาท, การบริหารจัดการน้ำ 1 หมื่นล้านบาท, บริหารที่ดิน 3 พันล้านบาท, กองทุนประชารัฐ วงเงินปีละ 1 แสนล้านบาท, ก๊าซประชาชน 2.4 หมื่นล้านบาท, เรียนฟรีถึงปริญญาตรี 5.2 หมื่นล้านบาท ฯลฯ
งบประมาณร่วมๆ กว่า 1 ล้านล้านบาท

Advertisement

เช่นเดียวกับ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ที่มี นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ภท. มีนโยบายไฮไลต์ที่สำคัญ อาทิ กองทุนประกันชีวิตผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป วงเงิน 1.48 แสนล้านบาท, ภาษีบ้านเกิดเมืองนอน 1.01 แสนล้านบาท, ค่าตอบแทน อสม.เดือนละ 2 พันบาท วงเงิน 5.2 หมื่นล้านบาท, การตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ วงเงิน 1.7 ล้านล้านบาท,
ใช้งบประมาณรวม 2.01 ล้านล้านบาท

ขณะที่ขั้วประชาธิปไตยเสรีนิยม อย่าง พรรคเพื่อไทย (พท.) นำเสนอ 70 นโยบาย มีไฮไลต์ อาทิ นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัลระบุวงเงินที่จะใช้ครั้งนี้ 5.6 แสนล้านบาท โดยที่มาของเงินที่ใช้ดำเนินการ มีดังนี้ จากการบริหารระบบงบประมาณและระบบภาษี 1.ประมาณการรายได้รัฐที่เพิ่มขึ้นในปี 2567 จำนวน 2.6 แสนล้านบาท 2.ภาษีที่ได้มาจากผลคูณต่อเศรษฐกิจจากนโยบาย 1 แสนล้านบาท 3.การบริหารจัดการงบประมาณ 1.3 แสนล้านบาท

4.การบริหารงบประมาณด้านสวัสดิการที่ซ้ำซ้อน 9 หมื่นล้านบาท นโยบายเงินสมทบคนสร้างตัว วงเงินที่ต้องใช้ 9 หมื่นล้าน, นโยบายสวัสดิการผู้สูงอายุ 3 แสนล้านบาท, รถไฟฟ้า กทม. 20 บาทตลอดสาย 4 หมื่นล้าน+8 พันล้านต่อปี, นโยบายเชื่อมโยงรถไฟขนส่งสินค้าจากลาวเข้าสู่ท่าเรือแหลมฉบัง และสนามบินสุวรรณภูมิ 4.5 หมื่นล้าน, เชื่อมโครงข่ายรถไฟความเร็วสูง ทั่วประเทศ 8 หมื่นล้าน, นโยบายบริหารจัดการน้ำ ไม่ท่วม ไม่แล้ง เบื้องต้น 5 แสนล้านบาท, เงินเดือนคนจบปริญญาตรี 2.5 หมื่นบาท ใช้เงิน 4 หมื่นล้าน, สนับสนุนส่งเสริมเอสเอ็มอี 3 หมื่นล้าน, นโยบายยกระดับ 30 บาทรักษาทุกโรค เพิ่ม 2 หมื่นล้านบาท ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 3 พันล้านบาท
รวม 70 นโยบายใช้งบประมาณ 3 ล้านล้านบาท

ส่วน พรรคก้าวไกล (ก.ก.) นโยบายไฮไลต์ที่น่าสนใจ อาทิ ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ 3 พันล้านต่อปี, ปฏิรูปกองทัพ 1.2 หมื่นล้านต่อปี, สร้างสังคม คนเท่ากัน 3.6 พันล้านต่อปี, สวัสดิการเกิด 5 หมื่นล้านต่อปี, สวัสดิการเติบโต 4.46 หมื่นล้านต่อปี, สวัสดิการทำงาน 5.6 หมื่นล้านต่อปี, สวัสดิการสูงอายุ เงินผู้สูงวัยเดือนละ 3 พันบาท 5 แสนล้านบาทต่อปี, สวัสดิการทุกช่วงวัย 9.85 หมื่นล้านบาทต่อปี, เพิ่มงบจังหวัดจัดการตนเอง 2 แสนล้านบาทต่อปี, การศึกษาที่ฟรีจริง 3.3 หมื่นล้านบาทต่อปี, ปลดหนี้เกษตรกร 5.2 หมื่นล้านบาทต่อปี, ส่งเสริมเอสเอ็มอี 4.4 หมื่นล้านบาทต่อปี
ใช้งบประมาณรวม 1.09 ล้านล้านบาท

ปัจจัยด้านนโยบายเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการชี้ขาดผลแพ้-ชนะการเลือกตั้ง เนื่องจากแต่ละพรรคของทั้งสองขั้วการเมืองต่างต้องเร่งช่วงชิงคะแนนนิยมจากฐานเสียงตามจุดยืนทางการเมือง ให้มาสนับสนุนให้ได้มากที่สุด ตามยุทธศาสตร์ที่แกนนำของพรรค พท.อย่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรค พท. ออกมาส่งสัญญาณต่อฐานเสียงของพรรค พท.ที่ระบุว่า ต้องเลือกตั้งอย่างมียุทธศาสตร์ เพื่อแลนด์สไลด์ปิดสวิตช์สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ปิดสวิตช์ 3 ป. การเลือกตั้งแบบมียุทธศาสตร์สำคัญมาก จะแผ่วไม่ได้ แบ่งใจไม่ได้ ขอให้หนักแน่นในพรรคเพื่อไทย อีกอึดใจเดียวได้เพื่อไทยเป็นรัฐบาล

การใช้กลยุทธ์เลือกตั้งแบบยุทธศาสตร์ เป็นกลยุทธ์ที่่พรรคแกนนำของทั้ง 2 ขั้วการเมือง อย่างพรรค พท.ต้องตรึงฐานเสียงในขั้วเสรีนิยมที่มีพรรค ก.ก. พร้อมจะแชร์คะแนนในขั้วการเมืองส่วนนี้ด้วย เช่นเดียวกับขั้วอนุรักษนิยมที่มีภาพของ พล.อ.ประยุทธ์เด่นชัด ย่อมต้องส่งสัญญาณถึงผู้สนับสนุนให้เลือกตั้งแบบมียุทธศาสตร์เช่นกัน เพื่อให้เสียงแตกไปยังพรรคการเมืองในขั้วอนุรักษนิยม ทั้งพรรค พปชร. พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) พรรค ภท.เช่นกัน

จากนี้จนถึงวันเลือกตั้งต้องติดตามว่ากลยุทธ์ที่แต่ละขั้วการเมืองนำมาใช้ตรึงฐานเสียงผู้สนับสนุนจะตอบโจทย์ ผ่านผลการเลือกตั้งที่มีเดิมพันสูง คือ ชนะเลือกตั้ง เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ได้หรือไม่