ภาพเก่า เล่าตำนาน : เกิด แก่ เจ็บ ตาย ในเวทีดีเบต
“ความเป็นผู้นำและการเรียนรู้เป็นของคู่กันอย่างขาดไม่ได้”
“ดังนั้น… เรามาเริ่มกันใหม่ โดยระลึกทั้งสองฝ่ายว่า ความสุภาพไม่ใช่สัญญาณของความอ่อนแอ และความจริงใจนั้นต้องได้รับการพิสูจน์เสมอ อย่าให้เราเจรจาด้วยความกลัว แต่ขอให้เราอย่ากลัวที่จะเจรจา…”
2 ตัวอย่างของคำกล่าวของอดีตประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี ในการดีเบตและปาฐกถาในเวทีดีเบตที่ได้รับการยกย่อง
ผู้ที่อาสาเข้ามาทำงานการเมืองต้องมีความ “กล้า” เป็นคุณสมบัติหลัก ต้องชาญฉลาด พร้อมที่จะเผชิญกับ “ความจริง” โดยเฉพาะ “คำถาม” ที่มาจากสาธารณชน
พลันเมื่อมีประกาศเลือกตั้ง…14 พฤษภาคม 2566 โปรดิวเซอร์แทบทุกสำนักเชิญนักการเมืองมา “ดีเบต” จนกลายเป็นกิจกรรมฮอตฮิต ทั้งสดและแห้ง …นำมาตัดต่อเป็นคลิปสั้น เอาตรงวาทะเด็ดที่มาเผยแพร่ทางสื่อ
โซเชียล…บางคนถึงขั้น “ดับอนาถ” ด้วยจำนนต่อความจริงในอดีต ความไม่ชัดเจนในอนาคต เลยต้องตะแบง โกหก ตอแหล แก้ตัว เรียกเสียงโห่ไล่ แทบกลับบ้านไม่ถูก
บางคน พูดดี ประวัติดี มีผลงาน เมื่อได้ขึ้นเวทียิ่งโกยคะแนน
ใครพูด ใครทำอะไรไว้ในอดีต ปัจจุบันสื่อโซเชียล เปิดดูทางมือถือไปขุดคุ้ย ถลกหนังออกมาได้หมดล่อนจ้อน แถมยังเอามาส่งต่อแพร่กระจายกันไปแบบไม่มีโอกาสแก้ตัว
ภาพอินโฟกราฟิกภาพเดียว มีข้อความใครพูดอะไร เมื่อไหร่ บนจอมือถือ มีพลังกระแทกสูงสุด ทั้งบวก-ลบ พลิกสถานการณ์ได้
แต่ละพรรคการเมือง ต้องผลิตสโลแกน คำขวัญประโยคสั้นๆ ที่ได้ใจความ กระชับ มีผลต่อการตัดสินใจของสาธารณชน
ก่อนหย่อนบัตรในวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 จะยังมีดีเบตอีกหลายรายการที่ให้คนไทยได้ชมอย่างน่าตื่นเต้น พ่อค้าแม่ค้าเปิดฟังทางมือถือ ขายของไปด้วย ทำให้เขากลายเป็น “คนสำคัญ” ที่จะลงคะแนน
พ.ศ.2566 สังคมไทยเข้าใจคำว่า “ดีเบต” ดีพอ ไม่ต้องไปคิดคำศัพท์อะไรขึ้นมาให้น่ารำคาญ (บางสำนักใช้คำว่า “โต้วาที”)
ผู้เขียนเชื่อมั่นในประโยชน์ของดีเบต ความรู้ ความกระจ่าง จะตกอยู่กับประชาชนคนไทยแบบไม่ต้องไปอ่านตำรา ความชอบ เฉย หรือชัง เป็นเรื่องปกติของจิตใจของปุถุชน
คุณพูดอะไรออกมา …คนดูจะคิดและตัดสินคุณเอง การสอบถามทำให้เกิดสติปัญญา-เรียนรู้
กว่า 2 พันปีที่แล้ว ชาวกรีก โรมัน จัดการดีเบตเพื่อแสดงความคิดเห็นในรูปแบบต่างๆ รวมไปถึงการโต้วาทีในปรัชญาและการเมือง มีการประชุม มีการซักถาม โต้แย้งในสภา
ลองมาย้อนอดีต…การดีเบตในรอบศตวรรษที่ผ่านมา…
พ.ศ.2401 เกิดการโต้วาทีครั้งใหญ่ คือ ชุดการโต้วาทีระหว่างอับราฮัม ลินคอล์น และเฟรเดอริก ดักลาส สมาชิกพรรคเดโมแครตของรัฐอิลลินอยส์ กำลังลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นวุฒิสภาสหรัฐ
สังคมในอเมริกาตื่นเต้นกับการดีเบตที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน
(คนในอเมริกา ส่วนใหญ่คือชาวยุโรปที่อพยพมาตั้งต้นชีวิตใหม่ รวมถึงคนจากทั่วโลก พูดคนละภาษา หลั่งไหลไปอยู่ในอเมริกา)
ลินคอล์น จากพรรครีพับลิกันเป็นผู้ท้าทาย ทั้ง 2 จัดเวทีดีเบต 7 ครั้ง 21 สิงหาคม, 27 สิงหาคม, 15 กันยายน, 18 กันยายน, 7 ตุลาคม, 13 ตุลาคม และ 15 ตุลาคม ประเด็นที่ดีเบต คือ เรื่องทาส
ทั้งคู่…ตระเวนไปใน 7 เขตเลือกตั้ง 7 ครั้ง แต่ละครั้งใช้เวลา 3 ชั่วโมง แบ่งกันคนละ 1 ชม. 30 นาที ทำให้สังคมอเมริกันคึกคักสนใจการเมือง การปกครอง มองเห็นอนาคตชีวิตของตนและครอบครัว มีข้อมูลพอที่จะตัดสินใจลงคะแนนให้นักการเมืองอย่างมีเหตุผล
เริ่มดีเบตออกสื่อวิทยุ
วันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ.2491 การดีเบตครั้งประวัติศาสตร์ที่ถูกบันทึกไว้ในอเมริกา คือ นายเดอวีย์ (Thomas Dewey) ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก และนายสแตสเซน (Harold Stassen) อดีตผู้ว่าการรัฐมินนิโซตา ทั้งคู่ตกลงจับมือกันไปดีเบต ณ สถานีวิทยุ KEX-ABC เมืองพอร์ตแลนด์ รัฐออริกอน เพื่อกระจายเสียงทางวิทยุ
คาดว่าชาวอเมริกันฟังทางวิทยุประมาณ 40-80 ล้านคน
ใช้เวลา 1 หนึ่งชั่วโมง คนละ 20 นาที ให้โต้แย้ง 8 นาทีครึ่ง
หัวข้อการดีเบต คือ การออกกฎหมายให้พรรคคอมมิวนิสต์ในสหรัฐอเมริกา …จำกัดการพูดอยู่เพียงประเด็นเดียว
การดีเบตกลายเป็นเรื่องสร้างสรรค์ สนุกสนานในอเมริกา หากแต่ต้องเว้นว่าง… ห่างหายไปนานโดยไม่ทราบสาเหตุ
หลังจากนั้นมีโทรทัศน์เกิดขึ้นในโลก
26 กันยายน พ.ศ.2503 เป็นการดีเบตชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในการเลือกตั้งทั่วไปในอเมริกา ระหว่างวุฒิสมาชิกจอห์น เอฟ. เคนเนดี ผู้ได้รับการเสนอชื่อจากพรรคเดโมแครต และรองประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ผู้ได้รับการเสนอชื่อจากพรรครีพับลิกัน ในเมืองชิคาโกที่สตูดิโอของ WBBM ของ CBS โทรทัศน์ ดำเนินรายการโดยนายโฮเวิร์ด
มีการโฆษณา ตีฆ้องร้องป่าว โหมโรงอยู่นาน เพื่อเรียกแขก
เป็นวันแห่งประวัติศาสตร์ที่เปลี่ยนภูมิทัศน์ทางการเมืองในอเมริกา เมื่อรองประธานาธิบดีและวุฒิสมาชิกเข้าร่วมในการโต้วาทีชิงตำแหน่งประธานาธิบดีทางโทรทัศน์ระดับประเทศเป็นครั้งแรก
การโต้วาทีทางโทรทัศน์ครั้งแรกของทั้ง 2 คน เป็นการเปลี่ยนวิธีการหาเสียงชิงตำแหน่งประธานาธิบดี เนื่องจากพลังของโทรทัศน์ทำให้การเลือกตั้งเข้ามาอยู่ใน “ห้องนั่งเล่น” ของชาวอเมริกัน
ชาวอเมริกันพร้อมเครื่องดื่ม อาหาร พรรคพวกเพื่อนฝูง ได้สังสรรค์ เฮฮากับการดีเบตเพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดี
คาดว่ามีผู้ชมชาวอเมริกันราว 70 ล้านคน การเมืองกลายเป็นกีฬาอิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากได้เห็นผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี “ตัวจริง” ในสภาพแวดล้อมจริงในฐานะผู้นำที่มีศักยภาพ
ผู้มีสิทธิเลือกตั้งส่วนใหญ่ “ไม่เคย” มีโอกาสเห็นผู้สมัครรับเลือกตั้งอย่างใกล้ชิดและเป็นส่วนตัว ทำให้พวกเขามีโอกาสที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประธานาธิบดีคนต่อไปโดยพิจารณาจากรูปลักษณ์ เสียง และความคิดเห็นของพวกเขา

การปรากฏตัวทางโทรทัศน์ต้องเนี้ยบเฉียบขาด มีเรื่องเล่าแถมมาว่า…ทั้งนิกสันและเคนเนดีต่างก็ปฏิเสธที่ถูกจะแต่งหน้าโดยช่างเสริมสวยของสถานีโทรทัศน์
หนุ่มหล่อเคนเนดีเป็นคนผิวสีแทนและดูสบายๆ ถ่ายภาพแล้ว “ขึ้นกล้อง” แอบซุ่มไปใช้เวลานานในการ “อาบแดด” เขามีทีมของเขาเองแต่งหน้าก่อนที่กล้องจะถ่ายทอดสด
วันนั้น…เป็นไปตามคาด…เคนเนดีหล่อ ส่งเสียงไพเราะในโทรทัศน์ ในขณะที่นิกสันดูซีดเซียวและเหนื่อยล้า กล้องโทรทัศน์ยังดันไปจับภาพตรงหนวดเคราที่ดู “หล่อน้อย”
เคนเนดีสวมสูทสีเข้ม ในทางกลับกัน นิกสันสวมสูทสีเทาอ่อน
ระหว่างดีเบต….เคนเนดีจ้องตรงไปข้างหน้า ดึงดูดผู้ชมทีวีของเขา แต่นิกสันเอาแต่มองจากด้านหนึ่งไปอีกด้าน โดยพูดกับนักข่าวในสตูดิโอ ผลที่ได้คือเคนเนดีดูดี มั่นใจ
ผู้ชมนินทานิกสันว่า “ดูเหมือนว่าตัวเขาไม่ต้องการอยู่ที่นั่น”

วันอังคารที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2503 เป็นวันลงคะแนนเลือกตั้งที่มีการแข่งขันกันอย่างสูสี
ผลการเลือกตั้ง…วุฒิสมาชิกจอห์น เอฟ. เคนเนดี จากพรรคเดโมแครต “ชนะ” รองประธานาธิบดีนิกสัน จากพรรครีพับลิกัน
ในช่วงต้นทศวรรษ 1960 ประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ของครัวเรือนชาวอเมริกันมีโทรทัศน์ โทรทัศน์กลายเป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นโปรดชิ้นใหม่ของทุกครอบครัว โทรทัศน์กลายเป็นแหล่งสื่อสารหลัก
การโต้วาทีทางโทรทัศน์กลายเป็น “การพิสูจน์” ความเป็นผู้นำ สติปัญญา บุคลิก ไหวพริบ นิสัยใจคอที่ถูกใจพระเดชพระคุณชาวอเมริกันยิ่งนัก… ใครคนนั้น …ชีวิตคนในชาติจะกินอิ่ม-นอนอุ่น มากน้อยแค่ไหน จะนำพาประเทศชาติและประชาคมโลกได้จริงหรือ
หลายประเทศจัดการดีเบตในประเด็นสำคัญ โดยให้ผู้รับผิดชอบมาชี้แจงแสดงเหตุผล เพื่อให้ประชาชนรับทราบ แสดงความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์ เพราะประชาชน คือ ผู้เสียภาษี
การให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง “เข้าถึง” ข้อมูลผ่านการโต้วาทีระหว่างผู้สมัครที่เป็นคู่แข่งสามารถปรับปรุงความรู้และเพิ่มการมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตยได้อย่างมีนัยสำคัญ
ในเวลาต่อมาการดีเบตชิงตำแหน่งประธานาธิบดีกลายเป็นสิ่งที่ “ขาดไม่ได้” ใครที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ “ต้อง” ผ่านกระบวนการนี้
ดีเบตที่จัดขึ้นระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งทั่วไป ผู้สมัครจะเปิดเผยความคิดเห็นทางการเมืองและข้อเสนอนโยบายสาธารณะ ตลอดจนการวิจารณ์ต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยปกติจะมีการถ่ายทอดสดทางวิทยุ โทรทัศน์ (รวมถึงอินเตอร์เน็ต)
หลังการดีเบตแต่ละครั้ง จะมีการประเมินคะแนนความนิยมโดยสังคมและสื่อ …ต่างฝ่ายต้องปรับปรุงการทำงาน เอาชนะใจประชาชน
เชื่อไหมครับ…การดีเบตเพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐตั้งแต่อดีตมีการบันทึกเนื้อหาเป็นลายลักษณ์อักษร มีภาพถ่ายให้ชนรุ่นหลังได้ติดตามอย่างน่ายกย่อง ใครพูดอะไรไว้ ดีมาก ดีน้อย
ไม่มีใครสมบูรณ์ไปหมด ไม่มีใครทำถูกต้องทุกอย่าง ความพลั้งเผลอ เรื่องตลกเฮฮา ก็ปรากฏในการดีเบต…ให้ประชาชนเห็น
การดีเบตที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในขณะนี้ มีหลายตัวแสดง (แตกต่างจากอเมริกา) เพราะมีหลายพรรคการเมือง มีรูปแบบที่น่าสนใจ มีการจับฉลาก ใครพูดก่อน-พูดหลัง ใครจับคู่กับใคร พิธีกรมีลูกเล่น มีลูกล่อลูกชน ไปจัดกลางแจ้งให้คนดูแบบสดๆ ตัวเป็นๆ
บ้างก็จัดในสตูดิโอ… สังคมไทยคึกคัก เรียนรู้ ถือเป็นการพัฒนาระบบประชาธิปไตยแบบถึงลูกถึงคน เสร็จแล้วยังนำมาตัดต่อเป็นคลิปสั้นๆ เน้นเฉพาะ “จุดตาย” ทำเอายอดชมเป็นแสนเป็นล้านวิว
การจัด “มวยถูกคู่” แบบเกลือจิ้มเกลือ ให้เผชิญหน้ากัน เป็นศิลปะการจัดดีเบตที่ถูกใจ ขนาดผู้ชมไม่กล้าลุกไปเข้าห้องน้ำ
บรรดา “ตัวตึง” ที่เก่งแต่พูดคนเดียว ชอบพูดเสียดสี เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่นในโทรทัศน์ อภิปรายในสภาแบบไม่มีใครโต้เถียงได้ แทบไม่มีใครกล้ามาขึ้นเวทีดีเบตเพราะรู้ตัวดีว่า…“ไม่ใช่ของจริง”
ที่ผ่านมา ประชาชนคนไทยทั้งหลายก็ไม่ผิดหวัง เพราะมี “ใครบางคน” ที่กร่างหนักในสภา มีหน้าที่การงานที่สูงเด่น ชอบสั่งสอนอบรมคนไทยเสมอ เผลอมาขึ้นเวทีดีเบต…
เมื่อต้องเจอกับคำถามแบบไม่ต้องเกรงใจใคร เขาคนนั้นแทบกลายเป็น “ศพไร้ญาติ” คาเวทีและจะหายไปอีกนาน
ผู้เขียนติดตามชมคลิปที่ “โดดเด่นบนหน้าจอมือถือ” และยังมีมิตรรักแฟนเพลงส่งมาให้ไม่หยุด ต้องยอมรับว่า เวทีดีเบต คือ การคัดกรอง การพิสูจน์ ตัวตนของ “ผู้นำ” ที่มีประสิทธิภาพ เรื่องฉาวโฉ่ ความดีงามในอดีต จะถูกขุดขึ้นมาบอกเล่า ตีแผ่ต่อสังคมไทยให้ได้รับรู้ ไส้พุงกี่ขดถูกลากออกมากองหน้าเวที
พูดแล้ว…บอกว่าไม่ได้พูด พูดอย่าง ทำอย่างถูกตีแผ่หมด
ในเวลาเดียวกัน ผู้พูดบนเวทีก็จะต้อง “รับผิดชอบ” ต่อสิ่งที่กล่าวออกมา เป็นการหมิ่นประมาทหรือไม่ แต่ที่ผ่านมา มืออาชีพที่ขึ้นเวทีทั้งหลายจะ “แม่นข้อมูล” มั่นใจ หนักแน่นเพื่อโกยคะแนน
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเห็นว่า อย่าไปให้น้ำหนัก รัก เชื่อมั่นการดีเบตจนหมดหัวใจ เพราะเป็นเพียงกระบวนการ 1 ในระบอบประชาธิปไตยเพื่อรู้จักตัวตน ความคิด จิตใจ บุคลิกแบบผิวเผิน
สังคมทั่วไปยอมรับว่า คนพูดเก่ง พูดดี หน้าตาดี มีแต่ให้ จะได้เปรียบเสมอ ถ้า “ดีจริง-ทำจริง” ก็ถือว่าเป็นโชคของสังคมนั้นๆ
ไอ้พวก พูดเก่ง พูดดี ดีแต่พูด พูดทำเสียงนุ่มๆ ทำมาดหล่อ ชอบแสดงมาดขรึม เคร่งครัด มาแสดงละครหลอกให้คนในสังคมลงคะแนน แล้ว “หักหลัง” สังคมก็มีให้เห็นเยอะ…
พิจารณาดูดีๆ นะครับ… ชวนกันลงคะแนนเพื่อตัวเราเองและเพื่อบ้านเมืองของเรา
พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก

