การเมืองชิง ‘ประธานสภา’ สะท้อนเสียงตั้ง รบ.ยังไม่นิ่ง ท้าทายจุดร่วมก้าวไกล-พท.

28.05.23 | 12:11 น.
การเมืองชิง ‘ประธานสภา’ สะท้อนเสียงตั้ง รบ.ยังไม่นิ่ง ท้าทายจุดร่วมก้าวไกล-พท.

การเมืองชิง ‘ประธานสภา’ สะท้อนเสียงตั้ง รบ.ยังไม่นิ่ง ท้าทายจุดร่วมก้าวไกล-พท.

ผลการเลือกตั้งผ่านพ้นไปแล้วกับชัยชนะของพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ด้วยเสียง ส.ส.มาเป็นที่หนึ่ง 151 เสียง พร้อมกับได้รับความชอบธรรมจากฉันทามติของประชาชนเป็นแกนนำ รวมเสียงกับ 7 พรรคในขั้วประชาธิปไตย ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลก้าวไกล 312 เสียง

โดยทั้ง 8 พรรค ถือฤกษ์ในช่วงเย็นวันที่ 22 พฤษภาคม เป็นสัญลักษณ์ครบรอบ 9 ปี การทำรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ด้วยการจรดปากกาเซ็นบันทึกข้อตกลงร่วมกัน (เอ็มโอยู) การจัดตั้งรัฐบาลผ่านวาระ 23 ข้อ และ 5 แนวทางการบริหารประเทศ

พลันที่มีการเซ็นเอ็มโอยูทั้ง 23 ข้อเสร็จสิ้น ภารกิจต่อไปของแกนนำและทีมเจรจาของ 8 พรรคร่วม คือ การเดินหน้าเจรจาพูดคุยกับสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ทั้ง 250 คน เพื่อโน้มน้าวให้มาร่วมโหวต “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” หัวหน้าพรรค ก.ก. เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 30 โดยเสียงที่ต้องการให้ ส.ว.มาสนับสนุนอย่างน้อย 64 เสียง

ตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 272 วรรคแรก กำหนดไว้ว่า ที่ประชุมรัฐสภาต้องโหวตเลือกบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกฯ โดยต้องได้รับเสียงสนับสนุนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง หรือ 376 เสียง ขณะที่ยังไม่มีสัญญาณยืนยันว่าจะได้เสียง ส.ว.สนับสนุนครบ 64 เสียงหรือไม่ แกนนำจัดตั้งรัฐบาลอย่าง พรรค ก.ก. ต้องเผชิญกับความเป็นจริงในทางการเมืองเรื่องแรก คือ ความเห็นแย้งกันระหว่าง น.ต.ศิธา ทิวารี แคนดิเดตนายกฯ พรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) ที่ยิงคำถามเรียกร้องให้ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ตอบว่าจะสามารถมีเอ็มโอยูขั้นแอดวานซ์ระหว่างพรรค พท.กับพรรค ก.ก.ได้หรือไม่ ว่าจะไม่ทิ้งกัน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้าน หรือฝ่ายรัฐบาล ให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นในพรรคการเมืองฝั่งประชาธิปไตย

Advertisement

ทำเอา นพ.ชลน่านถึงกับข่มอารมณ์ไว้ไม่อยู่ เรียกร้องให้ น.ต.ศิธาออกมาขอโทษ เพราะเป็นการกระทำที่เสียมารยาทระหว่างพรรคร่วมด้วยกันเอง หลุดคำว่า “ถ้าชกได้ ผมชกไปแล้ว” พร้อมกับเรียกร้องให้แกนนำจัดตั้งรัฐบาลอย่างพรรค ก.ก.ลงมาเคลียร์เรื่องดังกล่าว ถึงขั้นมีคำขู่กลายๆ ขึ้นมาว่า พรรค ก.ก.จะเลือก 141 เสียงของพรรค พท. หรือ 6 เสียงของพรรค ทสท.

เหตุที่เป็นเช่นนี้ เนื่องจากเสียงของขั้ว 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลก้าวไกล 312 เสียง แม้รวมได้เสียงข้างมากของสภาผู้แทนราษฎร คือเกิน 250 เสียง เป็นรัฐบาลที่อยู่ในขั้นมีเสถียรภาพ

แต่ในทางการเมืองต้องถือว่าขั้ว 8 พรรคร่วมรัฐบาลก้าวไกล เสียงยังไม่นิ่ง เพราะการตั้งนายกฯ ในชั้นแรกจะต้องมีเสียงของสมาชิกรัฐสภาสนับสนุนไม่น้อยกว่า 376 เสียง อีกทั้งบุคคลสำคัญในการคุมเกมการประชุมรัฐสภาโหวตเลือก นายกฯ คือ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะทำหน้าที่ประธานรัฐสภาโดยตำแหน่ง ส่งผลให้เก้าอี้ประธานสภาจึงเป็นอีกตำแหน่งสำคัญที่พรรคแกนนำ ทั้งพรรค ก.ก.และพรรค พท. ต่างหวังส่งตัวแทนของพรรคเข้าไปทำหน้าที่ประมุขของฝ่ายนิติบัญญัติ ทั้งด้วยเหตุผลในทางการเมือง และเหตุผลการขับเคลื่อนงานของฝ่ายนิติบัญญัติ พร้อมกับเปิดศึกยกเหตุผลของแกนนำและสมาชิกของทั้งสองพรรค ผ่านการให้สัมภาษณ์และโพสต์ผ่านช่องทางออนไลน์ตอบโต้กันไปมา ดังที่ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” เลขาธิการคณะก้าวหน้าและผู้ช่วยหาเสียงพรรค ก.ก. โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กกระตุกจุดยืนของแกนนำพรรค ก.ก. ระบุว่า “ที่ผ่านมาพรรคก้าวไกลรณรงค์หาเสียงจนได้คะแนนมากกว่า 14 ล้านเสียง มีหลายเรื่องต้องผลักดันผ่านสภา จึงจำเป็นต้องมี ส.ส.ของพรรคทำหน้าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อคุมวาระและญัตติ”

พร้อมทิ้งท้ายว่า “การประนีประนอมและการเจรจาทางการเมือง เป็นเรื่องเข้าใจได้ ในการตั้งรัฐบาลผสม แต่การถอยถึงขนาดยอมยกตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรให้พรรคอื่น เป็นเรื่องเข้าใจไม่ได้ หวังว่าพรรคก้าวไกลจะพิจารณาประเด็นนี้ให้ถ้วนถี่”

ขณะที่ “ประเสริฐ จันทรรวงทอง” เลขาธิการพรรค พท. ยกเหตุผลขึ้นมาเรียกร้องเก้าอี้ประธานสภา ที่ควรเป็นของพรรค พท.ว่า เนื่องจากพรรค ก.ก.ได้ตำแหน่งนายกฯ ไปแล้ว ซึ่งถือเป็นเบอร์หนึ่งของฝ่ายบริหารไปแล้ว จึงมีเหตุผลที่ตำแหน่งประธานสภาควรเป็นผู้แทนจากพรรค พท. ที่มีเสียง ส.ส.รองเป็นอันดับสอง ห่างจากพรรคแกนนำเพียง 10 เสียง อีกทั้งในเอ็มโอยูทั้ง 23 ข้อที่มีการเซ็นร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลนั้น มีเฉพาะการสนับสนุนร่วมโหวตให้นายพิธาเป็นนายกฯ ไม่เกี่ยวกับตำแหน่งประธานสภา อีกทั้งแกนนำพรรค พท.ได้แจ้งความประสงค์ไปยังคณะเจรจาการจัดตั้งรัฐบาลของพรรค ก.ก.แล้วว่า มีบุคคลที่มีคุณสมบัติและวัยวุฒิพร้อมทำหน้าที่ประธานสภา นอกจากนี้ทางฝั่งของสมาชิกพรรค พท. รวมทั้งกองเชียร์พรรค พท. ออกมาร่วมเรียกร้องให้พรรค พท.ยืนยันจุดยืนเหมือนเดิม คือ ประธานสภาต้องเป็นผู้แทนจากพรรค พท.เข้าไปทำหน้าที่ หากพรรค ก.ก.ไม่ยอม อาจต้องไปถึงขั้นฟรีโหวตกันในที่ประชุมสภา เพื่อให้ที่ประชุมสภาตัดสินว่าจะเลือกใครให้มาทำหน้าที่ประธานสภา รวมทั้งมีข้อเรียกร้องไปถึงขั้นที่ว่า หากพรรค พท.ไม่ได้เก้าอี้ประธานสภา ก็ควรถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล

ส่วนพรรค ก.ก.ยังคงยืนยันถึงความจำเป็นในการที่ต้องมีตัวแทนของพรรคเข้าไปทำหน้าที่ประธานสภา ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญของฝ่ายนิติบัญญัติในการผลักดันกฎหมายที่ก้าวหน้า จำนวน 45 ฉบับ เกี่ยวข้องกับการเดินหน้าบริหารประเทศของรัฐบาลก้าวไกล

แม้ “พิธา” หัวหน้าพรรค ก.ก. จะส่งสัญญาณล่าสุดกลับไปให้คณะเจรจาของทั้งสองพรรคไปพูดคุยหาข้อสรุปกันภายในเรื่องบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งประธานสภา พร้อมกับเชื่อมั่นว่า ทั้งพรรค ก.ก.และพรรค พท.ยังจับมือเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาตามที่ประชาชนมีความคาดหวังได้อย่างแน่นอน และคงไม่ถึงขั้นต้องไปโหวตแข่งกันในสภา

นับจากนี้ไปจนถึงวันประชุมสภา ตามไทม์ไลน์คือวันที่ 25 กรกฎาคมนี้ ต้องติดตามว่าแกนนำของพรรค ก.ก. ในฐานะพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลจะบริหารจัดการ ให้เกิดการแสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง ในเกมการเมืองเพื่อชิงเก้าอี้ประธานสภาได้หรือไม่ ท่ามกลางสถานการณ์การรวมเสียงเพื่อโหวตเลือกนายกฯ ที่ยังไม่นิ่ง พร้อมกับปัจจัยทางการเมืองที่พร้อมจะส่งผลให้ระดับนำของทั้งสองพรรคเกิดความหวาดระแวง ยังไม่ไว้ใจซึ่งกันและกัน