หน้าแรก เด่นวันนี้ ‘สธ.-สสส.’ ผน...

‘สธ.-สสส.’ ผนึกพลังภาคีคุ้มครองเด็ก-เยาวชนจากภัยร้ายบุหรี่ไฟฟ้า

13.06.23 | 06:00 น.

แม้สถานการณ์การสูบบุหรี่ของคนไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง จากร้อยละ 32 ในปี 2534 เหลือเพียงร้อยละ 17.4 ในปี 2564 และมีแนวโน้มจะลดลงไปเรื่อยๆ แต่กลับกลายเป็นว่า มีการแจ้งเกิดนักสูดควันหน้าใหม่ที่เป็นกลุ่มเด็กและเยาวชน โดยมีตัวการอย่าง ‘บุหรี่ไฟฟ้า’ และกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

วันที่ 31 พฤษภาคมของทุกปีตรงกับวันงดสูบบุหรี่โลก ปีนี้ ประเทศไทยกำหนดประเด็นการรณรงค์ ‘บุหรี่ไฟฟ้ามีสารพิษ เสพติด อันตราย’ พร้อมจัดงานประชุมวิชาการบุหรี่กับสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 2 ‘คนไทยไม่เอาบุหรี่ไฟฟ้า’ วันที่ 31 พฤษภาคม-2 มิถุนายน 2566 ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น ด้วยความร่วมมือของหน่วยงานที่มีบทบาทด้านสาธารณสุขประเทศไทย ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) สมาพันธ์เครือข่ายแห่งชาติเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่ และ มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่

 มีการเชิญผู้แทนจากองค์การอนามัยโลก และนักวิชาการด้านสาธารณสุขของต่างประเทศ ร่วมกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้า ผลกระทบทั้งในด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และร่วมกันหาแนวทางสกัดกั้นไม่ให้คนไทยเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าโดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชน

กิจกรรมวันแรกเป็นการพูดคุยภาพรวมที่ต้องมีการรณรงค์ โดย นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค แจงสถานการณ์ที่เข้าขั้นรุนแรงจนถือเป็นภัยคุกคามหนัก มีนักสูบหน้าใหม่ใช้บุหรี่ไฟฟ้าจำนวนมาก การดำเนินการควบคุมของคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติจึงได้มุ่งเน้นในเรื่องการสื่อสารทั้งสร้างการรับรู้ ให้ตระหนักถึงอันตรายจากสารพิษต่างๆ ที่อยู่ในบุหรี่ไฟฟ้า และการช่วยกันป้องกันเด็กและเยาวชนไม่ให้เริ่มสูบบุหรี่ไฟฟ้า

Advertisement

“ที่ประชุมคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2566 มีมติเห็นชอบ 5 มาตรการเพื่อป้องกันเด็กและเยาวชนไม่ให้รับสารพิษจากยาสูบรูปแบบใหม่ๆ ประกอบด้วย การจัดการองค์ความรู้ การสร้างความตระหนักเพื่อรับรู้พิษภัยบุหรี่แก่เด็กและเยาวชน การเฝ้าระวังและบังคับใช้กฎหมายควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า โดยมีคณะทำงานในหลายจังหวัด และมีการพัฒนาภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ เอกชน โรงเรียน ท้องถิ่น มูลนิธิต่างๆ สุดท้ายคือการยืนยันนโยบายและมาตรการป้องกันและปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าที่ทุกภาคส่วนต้องเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง”

ด้านของ ดร.จอส ฟอนเดลาร์ ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย ย้ำถึงผลการศึกษาในสหรัฐอเมริกาว่า บุหรี่ไฟฟ้าทำร้ายปอดให้เสียหายและนำไปสู่โรคภัยไข้เจ็บที่ร้ายแรงอย่าง Heart Attack คนที่สูดควันมือสองก็ได้รับพิษไม่แตกต่างไปจากบุหรี่ทั่วไป หลายคนอ้างว่าการเลิกสูบบุหรี่ทั่วไปแล้วหันไปสูบบุหรี่ไฟฟ้าจะดูดีกับสุขภาพกว่า ซึ่งในความเป็นจริงบุหรี่ไฟฟ้าก็ยังมีนิโคตินอยู่ด้วย

             ประเด็นที่ผู้แทนองค์การอนามัยโลกกังวลก็คือ การเริ่มสูบบุหรี่ไฟฟ้าในคนรุ่นใหม่หรือเด็กและเยาวชนมาจากการได้รับข้อมูลต่างๆ เผยแพร่ผ่านทางโซเชียลมีเดีย จากการสำรวจเมื่อปี 2015 มีเยาวชนอายุ 13-15 ปี ใช้บุหรี่ไฟฟ้า 3.3% แต่ปี 2021 อัตราการใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเพิ่มขึ้นเป็น 8.1% ซึ่งเป็นความน่าวิตกกังวลอย่างยิ่ง เขาแนะนำว่าควรจะต้องบรรจุหลักสูตรในโรงเรียนเพื่อให้ความรู้เด็กๆ ตระหนักถึงอันตรายของบุหรี่ไฟฟ้า

             “ปัจจุบันประเทศต่างๆ กำหนดมาตรการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าแตกต่างกันออกไป แต่มี 32 ประเทศมีมาตรการห้ามจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าทุกรูปแบบที่รายงานตรงต่อองค์การอนามัยโลก และหวังว่าประเทศไทยจะยังคงมาตรการนำเข้าและจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าต่อไป องค์การอนามัยโลกจะสนับสนุนให้มีการรณรงค์ให้คนไทยเห็นถึงโทษภัยของบุหรี่ไฟฟ้าเพื่อให้ลดน้อยลงที่สุด”

คุณหมอนักต้านควันร้าย ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เล่าการติดตามเรื่องของบุหรี่ไฟฟ้าตั้งแต่เริ่มขายในสหรัฐอเมริกาปี 2550 จากช่วงแรกที่ยังไม่แพร่หลาย แต่เมื่อ 4 ปีผ่านไปพบว่ามีนักเรียนมัธยมใช้บุหรี่ชนิดนี้ถึง 1.5% ได้สังเกตุเห็นการตลาดของบริษัทบุหรี่ว่าพุ่งเป้าไปที่เด็ก กระทั่งในปี 2562 สหรัฐอเมริกาเกิดวิกฤตทางสุขภาพจากการเกิดประชากรเสพติดรุ่นใหม่ มีนักเรียนมัธยมปลายสูบบุหรี่ถึง 27% ซึ่งในจำนวนนี้เป็นการสูบบุหรี่ทั่วไปเพียง 5-6%

ศ.นพ.ประกิตกล่าวถึงปัญหาน่าหนักใจคือบุหรี่ไฟฟ้าทำให้เด็กนักเรียนที่ไม่เคยสูบบุหรี่หันมาสูบบุหรี่ไฟฟ้า เมื่อสูบแล้วก็ติดรุนแรงกว่าบุหรี่ทั่วไป จึงเป็นเหตุผลที่หน่วยงานสาธารณสุขทั่วโลกไม่เห็นด้วยกับการให้บุหรี่ไฟฟ้าเข้าประเทศ โดยในปี 2557 ประเทศไทยมีการกำหนดให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าที่ต้องห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักร รวมถึงประเทศอื่นๆ

“บางประเทศอยู่ระหว่างการปรับกฎหมายจากให้ขายได้มาเป็นห้ามขาย ไม่มีประเทศใดที่ออกกฎหมายห้ามขายแล้วกลับมายกเลิก ซึ่งบริษัทบุหรี่พยายามวิ่งเต้นให้มีการยกเลิก อย่างฟิลิปปินส์ขายได้แต่ห้ามสำหรับคนอายุต่ำกว่า 21 ปี บริษัทบุหรี่ก็มีความพยามยามให้แก้กฎหมายย้ายอำนาจการควบคุมจากกระทรวงสาธารณสุขไปที่กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมแทน”

ศ.นพ.ประกิตยังบอกอีกว่า จากการทำงานรณรงค์บุหรี่เป็นเวลา 40 ปี ไม่เคยเห็นการระบาดของบุหรี่ทั่วไปในโรงเรียนเหมือนที่บุหรี่ไฟฟ้าเป็นอยู่ในขณะนี้ บรรดาคุณครูออกมาเรียกร้องกันว่าจะทำอย่างไร ฝากให้ทุกคนช่วยกัน กระทรวงศึกษาธิการต้องมีการจัดการเรียนการสอนเรื่องพิษภัยบุหรี่ไฟฟ้า ขณะเดียวกันก็ต้องบังคับใช้กฎหมายที่ห้ามอยู่ เพื่อให้โอกาสเด็กไทยรอดพ้นจากการติดบุหรี่ไฟฟ้าหรือติดให้น้อยที่สุด

พลังหนุนเสริมที่ยืนยันหนักแน่นถึงนโยบายไม่เอาบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการ สสส. ย้ำถึงการควบคุมยาสูบเป็นหนึ่งในพันธกิจสำคัญ สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ระดับหนึ่ง โดยตัวเลขคนไทยสูบบุหรี่ลดลงเช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ และมีหลายประเทศพูดถึง End Game หรือจุดจบของการสูบบุหรี่ อย่างเช่นนิวซีแลนด์ มีการออกกฎหมายห้ามขายบุหรี่ให้กับผู้ที่เกิดหลังวันที่ 1 มกราคม 2009 และจะห้ามเจนเนอเรชั่นต่อๆไป

             “ต่อไปการสูบบุหรี่จะเป็นเรื่องอดีต แต่การอัศดงของยาสูบจะมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทดแทน เช่น บุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งนอกจากอันตรายที่ยังไม่รู้ว่าจะมากกว่าหรือน้อยกว่าอย่างไร ยังเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ในรูปแบบที่เป็นความท้าทาย กับคนที่เราหวังว่าจะเป็น End Game คือนักสูบหน้าใหม่ที่มีตัวอย่างในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกาซึ่งชี้ชัดว่าเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่กระตุ้นการสูบยาสูบของคนรุ่นใหม่ทดแทนการสูบบุหรี่”

             “การจัดวันงดสูบบุหรี่โลกของประเทศไทยปีนี้จึงพุ่งเป้าไปที่บุหรี่ไฟฟ้า เพื่อส่งสัญญาณถึงคนไทยให้ระวังอันตรายของผลิตภัณฑ์ใหม่ โดย สสส.พร้อมที่จะสนับสนุนภาคีทั้งในด้านนโยบาย แผนยุทธศาสตร์ควบคุมยาสูบแห่งชาติ การบังคับใช้กฎหมายต่างๆ ภาคสังคมที่ประสานทุกวิชาชีพ ชุมชนท้องถิ่นต่างๆ ภาควิชาการที่สนับสนุนงานวิชาการอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการสื่อสารผ่านแคมเปญบ้านปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า และแคมเปญเฉพาะบุหรี่ไฟฟ้าที่จะออกมาในช่วงต้นปีหน้า เป็นการปรับตัวตามสถานการณ์และความเสี่ยงใหม่ ที่กำลังนำเรื่องการควบคุมยาสูบไปสู่อัศดงที่ตั้งใจกันต่อไป”