หน้าแรก เด่นวันนี้ WHO ยกไทยผู้น...

WHO ยกไทยผู้นำคุมยาสูบระดับโลก หนุนขึ้นภาษี ลดการสูบกลุ่มเยาวชน

23.06.23 | 06:00 น.

สถานการณ์การบริโภคยาสูบทั่วโลกทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้องค์การอนามัยโลกจัดให้ยาสูบเป็นสาเหตุการป่วยและตายที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ทั้งยังต้องเร่งดำเนินการป้องกันและแก้ไขโดยด่วนทั่วโลก

ด้วยเหตุนี้ ดร.เอเดรียนา บลังโก มาร์กิโซ (Dr. Adriana Blanco Marquizo) หัวหน้าสำนักเลขาธิการกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก (WHO Framework Convention on Tobacco Control : WHO FCTC) พร้อมคณะ จึงเดินทางมาแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกับหลายหน่วยงานของไทย อาทิ คณะกรรมควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการคลัง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อยกระดับการดำเนินการให้สอดคล้องตามกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก

ดร.เอเดรียนา เผยว่า ตนและคณะได้เดินทางมาไทย เพื่อประเมินความจำเป็นในการดำเนินการตามกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก ทั้งการทบทวนกฎหมาย ยุทธศาสตร์ นโยบาย และมาตรการควบคุมยาสูบของไทย โดยเฉพาะประเด็นเรื่องบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งใน 20 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ไทยเป็นภาคีต่อ WHO FCTC ได้ดำเนินตามกรอบอนุสัญญาฉบับนี้เป็นที่ประจักษ์ และเป็นผู้นำในการควบคุมยาสูบทั้งระดับภูมิภาคและระดับโลก  

“องค์การอนามัยโลก ขอสนับสนุนให้รัฐบาลใหม่ของไทยคงมาตรการห้ามนำเข้าและขายบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์และผลิตภัณฑ์ยาสูบแบบใหม่ทุกชนิด พร้อมบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เพื่อคุ้มครองเด็กและเยาวชนจากบุหรี่ไฟฟ้า และควรให้ความสำคัญถึงการป้องกันการแทรกแซงโดยอุตสาหกรรมยาสูบ ตามแนวปฏิบัติข้อ 5.3 ของกรอบอนุสัญญาฯ” ดร.เอเดรียนา เน้นย้ำ

Advertisement

ทั้งนี้ เพื่อลดการสูบบุหรี่ รวมถึงควบคุมการผลิตและจำหน่ายยาสูบในไทย ดร.เอเดรียนา จึงเสนอปรับโครงสร้างภาษี โดยบอกว่า ปัจจุบันไทยจัดเก็บภาษียาเส้นในระดับที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับบุหรี่ซิกาแรต ซึ่งยาเส้นที่มีปริมาณการผลิตไม่เกิน 12,000 กิโลกรัมต่อปี เก็บภาษี 0.025 บาทต่อกรัม ส่วนยาเส้นที่มีปริมาณการผลิตเกิน 12,000 กรัมต่อปี เก็บภาษี 0.10 บาทต่อกรัม ทำให้ราคาขายปลีกยาเส้นต่อซองต่ำกว่าบุหรี่ซิกาแรต 5-6 เท่า โดยให้กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับกระทรวงการคลัง จัดทำอัตราภาษีใหม่ให้เหมาะสม และสอดคล้องกับการเจ็บป่วยจากโรคที่เกิดจากยาสูบ 

รวมถึงสนับสนุนให้ไทยเข้าร่วมสัตยาบันต่อพิธีสารว่าด้วยการขจัดการค้าผลิตภัณฑ์ยาสูบผิดกฎหมาย เพราะปัญหาบุหรี่เถื่อนระบาดหนักมากขึ้นในไทย ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและกระทบต่อรายได้จากการจัดเก็บภาษียาสูบ ซึ่งหากสามารถดำเนินการครบทุกมาตรการที่เสนอแนะ ไทยจะสามารถควบคุมและป้องกันปัญหาจากยาสูบทุกชนิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และบรรลุเป้าหมายที่ไทยต้องการให้อัตราการสูบยาสูบลดลง 14% ภายในปี 2570  

ด้าน ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ อธิบายว่า องค์การอนามัยโลกเคยประเมินสมรรถนะการควบคุมยาสูบของประเทศไทยเมื่อปี 2551 มีข้อเสนอให้ไทยดังนี้ 1.ขึ้นภาษีบุหรี่ซิกาแรตตามการเปลี่ยนแปลงของค่าครองชีพ 2.ขึ้นภาษียาเส้นมวนเองให้สูงขึ้น 3.ปรับกฎหมายห้ามสูบบุหรี่ในทุกพื้นที่สาธารณะ 4.จัดบริการให้คำปรึกษาเพื่อเลิกบุหรี่ในระบบบริการปฐมภูมิ 5.กำหนดแผนควบคุมยาสูบแห่งชาติ โดยเพิ่มความเข้มแข็งของการควบคุมยาสูบทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค 6.สร้างบุคลากรควบคุมยาสูบรุ่นใหม่ และ 7.เพิ่มการรณรงค์พิษภัยยาสูบผ่านสื่อหลัก 

ซึ่งไทยได้ดำเนินการตามข้อแนะนำหลักๆ อาทิ การมีแผนควบคุมยาสูบแห่งชาติ การกำหนดในกฎหมายให้มีคณะกรรมการควบคุมยาสูบจังหวัด แต่ยังมีบางเรื่องที่ไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร เช่น แผนการขึ้นภาษียาเส้นมวนเอง การบริการรักษาการเลิกสูบบุหรี่ที่ยังไม่เข้มแข็ง และยังขาดงบประมาณรณรงค์พิษภัยยาสูบผ่านสื่อต่างๆ

ขณะเดียวกัน ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ยังเพิ่มเติมอีกว่า ข้อมูลล่าสุดมีประเทศห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจาก 32 ประเทศเมื่อ 2 ปีก่อน โดยเพิ่มเป็น 37 ประเทศ และอีก 2 เขตปกครองพิเศษ ได้แก่ นอร์เวย์ สปป.ลาว มอริเชียส วานูวาตู ปาเลา กาบูเวร์ดี รวมถึงเขตปกครองพิเศษฮ่องกง และไต้หวัน 

ศ.นพ.ประกิต จึงหวังว่า “อยากขอให้รัฐบาลใหม่ยังคงกฎหมายห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้าของไทยไว้ และมีการบังคับใช้กฎหมายห้ามขายอย่างเข้มงวด ซึ่งจะป้องกันเด็กและเยาวชนจากการสูบบุหรี่ไฟฟ้าได้ดีกว่า” 

อย่างไรก็ตาม การประเมินความต้องการเพิ่มความเข้มแข็งของการควบคุมยาสูบของไทยจากองค์การอนามัยโลกครั้งนี้ ถือว่าได้รับข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับรัฐบาลไทย ในการขับเคลื่อนงานควบคุมยาสูบ เพื่อลดจำนวนคนสูบบุหรี่ให้เหลือน้อยที่สุดต่อไป