บทนำ : ยึดเจตนารมณ์
พรรคก้าวไกล ที่ชนะเลือกตั้งทั่วไป ครองที่นั่ง ส.ส.สูงสุดในสภาผู้แทนราษฎร เลื่อนการนัดหมายหารือกับพรรคเพื่อไทย พันธมิตรร่วมลงนามเอ็มโอยูจัดตั้งรัฐบาลร่วมกัน สนับสนุนนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อหาข้อยุติในตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่ต่างฝ่ายต่างแสดงความประสงค์อยากได้ตำแหน่งนี้ ออกไป ขณะเดียวกันก็ได้เลื่อนการนัดหมายแกนนำ 8 พรรคการเมือง ที่ประกาศจับมือตั้งรัฐบาลด้วยเช่นกัน ภายหลังพรรคเพื่อไทยยืนยัน จุดยืนประธานสภาต้องเป็นโควต้าพรรคเท่านั้นเตรียมนำเสนอต่อพรรคก้าวไกลให้พิจารณาตัดสินใจตอบรับหรือไม่ ในการประชุมร่วม 2 พรรค
นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ระบุว่า พรรคมิได้เปลี่ยนแปลงท่าที การประชุม กก.บห.และการประชุม ส.ส.พรรคเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน ที่มีข้อสรุปเรื่องประธานสภา เป็นเพียงการให้คำตอบกับพี่น้องประชาชนว่าพรรคยืนยันหลักการที่ได้เสนอไปในการเจรจาครั้งแรก คือเป็นไปตามสัดส่วน 14+1 พรรคก้าวไกลได้รัฐมนตรี 14 ตำแหน่งกับนายกรัฐมนตรีดูแลฝ่ายบริหาร และเพื่อไทยได้รัฐมนตรี 14 ตำแหน่ง และจะรับหน้าที่ประธานสภา ที่ผ่านมาก้าวไกลยังไม่มีคำตอบกลับมาในข้อเสนอซึ่งยืนยันไปตั้งแต่แรก ยืนยันว่าตำแหน่งประธานสภา จะไม่นำไปสู่ปัญหาความแตกแยกของพรรคร่วมทั้ง 8 พรรค
ตำแหน่งประธานสภา เป็นปัญหาคาราคาซังระหว่าง 2 พรรค มาตั้งแต่หลังเสร็จสิ้นเลือกตั้ง เมื่อเป็นที่ต้องการของทั้งก้าวไกลและเพื่อไทย สมาชิก 2 พรรค ยกเหตุผล ต่างๆ นานา มาเป็นข้ออ้างความชอบธรรมที่ตำแหน่งนี้ต้องเป็นของตัว แต่ก็เป็นเพียงการให้สัมภาษณ์ มิได้พูดคุย หารือให้ได้ข้อสรุปร่วมกัน เนื่องจากยังพอมีเวลา กระทั่งมีการนัดประชุมสภาวันที่ 4 กรกฎาคม วาระโหวตเลือกประธาน เมื่อต้องมีข้อยุติ จึงมีการหยิบยกตำแหน่งนี้ขึ้นมาหารืออย่างจริงจัง เพื่อไทยยืนกรานต้องได้ตำแหน่งนี้ ก้าวไกลเลื่อนการนัดหารือ 2 พรรค หาข้อสรุปออกไป รวมถึงการประชุมแกนนำ 8 พรรค ยืนยันการจับมือ ตั้งรัฐบาลร่วมกัน
การเลื่อนประชุม สะท้อนภาพ ความไม่ลงตัว ตำแหน่งประธานสภายังคงเป็นปัญหา สองพรรคต้องร่วมกันหาทางออกต่อไป ซึ่งยังพอมีเวลาที่จะหารือให้ได้ข้อยุติ การต่อรองทางการเมืองถือเป็นเรื่องธรรมดา ทุกครั้งที่มีการตั้งรัฐบาล แต่สิ่งที่ 2 พรรคพึงต้องระมัดระวังก็คือ ต้องมิให้ปัญหาตำแหน่งประธานสภาที่ดำรงคงอยู่ กระทบความร่วมไม้ร่วมมือในการจัดตั้งรัฐบาล ที่เป็นความหวังของประชาชน อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในบ้านเมือง มีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง มิใช่ได้ผู้นำฝ่ายบริหาร หรือมาจากบุคคลในระบอบที่ดีไซน์กติกากันเอง เจตนารมณ์ที่ประชาชนแสดงออกผ่านผลการเลือกตั้ง 14 พฤษภาฯ ต้องได้รับการสานต่อ ตอบสนองยิ่งกว่าผลประโยชน์ของพรรคการเมือง

