สัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้เปิดเวทีสานพลัง สร้างนวัตกรรม สู่สุขภาวะชุมชนที่ยั่งยืน
ปี 2566 ภายใต้แนวคิด ‘พลังชุมชนท้องถิ่น ตอบโจทย์ประเทศ’ ระหว่างวันที่ 7 – 9 ก.ค. เพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างหน่วยงาน ชุมชนและประชาชน นำมาสู่การพัฒนาเป็นสุขภาวะชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม
ซึ่งในเวทีกลางได้เปิดบรรยายในหัวข้อ ‘ร่วมสร้างสังคมสุขภาวะแนวใหม่’ แนวทางการสร้างระบบสุขภาพชุมชน เท่าเทียม ถ้วนหน้า ยุคถ่ายโอน
โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ไปองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) โดย ดร.ประกาศิต กายะสิทธิ์ รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุน
การสร้างเสริมสุขภาพ รักษาการผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สสส. กล่าวว่า สำหรับการสร้างสุขภาวะชุมชนแนวใหม่
ที่ยั่งยืน ความสำคัญคือ 1. การเปลี่ยนฐานคิด จากความคิดเชิงบุคคลเป็นเชิงระบบ เพื่อไม่ให้การแก้ไขปัญหาขององค์กรหนึ่งไปกระทบระบบในส่วนอื่นๆ และ 2. วิธีการเปลี่ยนฐานคิดโดยใช้ศาสตร์พระราชาที่เป็นการเข้าใจ เข้าถึงพัฒนา และการใช้ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งนี้ สสส. ก็ได้ปรับฐานคิดในการทำงาน เพื่อให้เป็นองค์กรมหาชน ที่สามารถอยู่กึ่งกลางระหว่างภาครัฐและเอกชนได้ โดยมีประชาชนเป็นที่ตั้งแต่ยังมีความคล่องตัวในการทำงานคล้ายกับภาคเอกชน
อย่างไรก็ตาม สสส. มีบทบาท ‘ผู้สนับสนุน’ สอดคล้องกับพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. 2544 ที่กำหนดบทบาทของ สสส. ไว้ 4 ด้าน คือ จุดประกาย กระตุ้น สานและเสริม เพื่อช่วยทำให้องค์กรหลักในพื้นที่มีความเข้มแข็ง ร่วมกันทำงานพัฒนาคุณภาพชีวิตคนในพื้นที่
ขณะเดียวกัน ปัจจุบัน สสส. ได้ปรับวิธีการทำงานให้เป็นแบบใหม่ เชื่อมประสานงานบูรณาการกับภาคส่วนต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น หรือส่วนหนึ่งก็ได้นำไปร่วมขับเคลื่อนงานกับระดับจังหวัด ประชาสังคม เพื่อให้เกิดความเป็นเจ้าของของการทำงานและสามารถขับเคลื่อนร่วมกันได้
“เวลาที่เรามองปัญหา ต้องมองแบบสุขภาวะองค์รวม ไม่มองแบบตาบอดคลำช้าง ต้องมองช้างทั้งตัว เมื่อเห็นปัญหาใหญ่ก็จะสามารถแก้ไขปัญหาได้โดยไม่ไปกระทบส่วนอื่นๆ ของระบบ แต่การมองสุขภาพองค์รวม มักจะมีส่วนประกอบเยอะมาก ทั้งการศึกษา เศรษฐกิจ วัฒนธรรม สังคม อาชีพ
ซึ่งมีความสัมพันธ์กับหลายกระทรวง หลายหน่วยงาน ดังนั้น ทุกด้านจำเป็นต้องมีผลลัพธ์ปลายทาง 2 เรื่องที่ตรงกัน คือ 1. เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และ 2. เปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมชุมชนนั้นๆ โดยเฉพาะองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ที่มีบทบาทเรื่องโนบายสาธารณะมาก เช่น การหาพื้นที่สร้างลานออกกำลังกาย ส่งเสริมให้มีกิจกรรมทางกายมากขึ้น หรือเรื่องเหล้า บุหรี่ ที่สามารถเริ่มได้จากจุดเล็กๆ เช่น งานบุญปลอดเหล้า” ดร.ประกาศิต กล่าว
ดร.ประกาศิต กล่าวต่อว่า ขณะที่การถ่ายโอนอำนาจ รพ.สต. ไปยัง อบจ. ที่พบว่ามีปัญหาเรื่องการจัดกำลังคน ระบบการบริการสุขภาพและวิธีการบริหารจัดการทรัพยากร ตนได้เสนอในหลายเวทีว่า ควรใช้โอกาสนี้ในการเปลี่ยนฐานคิด เปลี่ยนวิธีทำงานให้ไปสู่การบริการปฐมภูมิมากขึ้น เน้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น โดยหาก รพ.สต. ทำตามความต้องการของประชาชนในพื้นที่ มีประโยชน์ในพื้นที่ คะแนนเสียงในพื้นที่ก็จะเป็นของ
ฝ่ายบริหารในพื้นที่ ดังนั้น ตนสนับสนุนให้ใช้โอกาสนี้ทำประโยชน์ในพื้นที่มากกว่าให้เป็นเพียงการถ่ายโอนพันธกิจ
“ข้อสรุปสำหรับการสร้างสุขภาวะแนวใหม่ จะต้องเปลี่ยนฐานคิด จากนั้นต้องมาร่วมกันทำ โดยใช้ 3 สร้าง คือ สร้างการมีส่วนร่วม สร้างการเรียนรู้
และสร้างการเปลี่ยนแปลง หากเป็นหน่วยงานภาครัฐสิ่งที่สร้างเพิ่มขึ้นได้คือ สร้างโอกาส เชื่อใจว่าหน่วยงานในพื้นที่ทำได้ ไม่ว่าจะเรื่องการถ่ายโอนอำนาจ การทำบริการปฐมภูมิ หรือการทำระบบสุขภาพทางเลือก ช่วงแรกอาจมีอุปสรรคบ้างแต่ถ้าเราสร้างการเรียนรู้ การมีส่วนร่วม ก็จะสร้างการเปลี่ยนแปลงระยะยาวได้” ดร.ประกาศิต กล่าว
นพ.โกเมนทร์ ทิวทอง รองผู้อำนวยการ (ผอ.) สำนักสนับสนุนระบบสุขภาพปฐมภูมิ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงการสร้างระบบสุขภาพชุมชนเท่าเทียมถ้วนหน้าในยุคการถ่ายโอนอำนาจ ว่า การถ่ายโอนครั้งนี้มีความสำคัญมาก เพราะเป็นการถ่ายโอนภารกิจบริการสาธารณะที่สำคัญ ปัจจุบันมีการถ่ายโอน รพ.สต. ไปยัง อบจ. รวม 84 แห่ง จาก 9,773 แห่ง
ซึ่งหลายที่มีการให้บริการที่ดีขึ้น ขณะที่ ความคาดหวังของประชาชนก็มากยิ่งขึ้นเช่นกัน ตนมองว่าในมิติใหม่ของ รพ.สต. จะต้องมีการดูแลภายในชุมชน (Social Care) เพื่อสร้างความมีส่วนร่วมของคนในชุมชน ประกอบการใช้ผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง ซึ่ง รพ.สต. จะต้องดูแลให้ครอบคลุมถึงครอบครัวของผู้ป่วยด้วย ฉะนั้น ภารกิจการดูแลสุขภาพประชาชนยังมีความสำคัญมาก
ไม่ว่า รพ.สต. จะมีการเปลี่ยนไปอยู่ในระดับใด ทุกคนยังมีความสำคัญในการเข้ามาร่วมกันสร้าง ทั้งนี้ สธ. มีนโยบายภายใน 3 ปี คือ การยกระดับบริการสุขภาพ ภายใต้แนวคิดสำคัญของ นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดสธ. ว่า ‘รพ.ของประชาชน’ เพื่อความเท่าเทียม ถ้วนหน้า แต่ท้ายที่สุดแล้วทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันสู่อนาคตที่ต้องไปถึง
ขณะที่ นพ.อภิชาติ รอดสม รองเลขาธิการสำนักงานกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า สปสช. ได้รับงบประมาณจากรัฐบาลมาดูแลประชาชนปีละ 1.4 แสนล้านบาท แบ่งเป็นด้านการส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค 2 หมื่นล้านบาท และด้านการรักษาประมาณ 1 แสนล้านบาท
ซึ่งความสำคัญจึงอยู่ที่การป้องกันไม่ให้เกิดโรค ซึ่งใช้งบประมาณน้อยกว่าการรักษาโรคหลายหมื่นล้านบาท สปสช. จึงมีแนวคิดว่า ‘ความมั่นคง ทางสุขภาพ’ ให้ประชาชนมีสุขภาวะกาย จิต สังคม ปัญญา เข้าถึงบริการคุณภาพอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ไม่ล้มละลายจากการรักษาพยาบาล ทั้งนี้ การถ่ายโอน รพ.สต. ไปยัง อบจ. ต้องมีการบริการที่ดียิ่งขึ้น เนื่องจากได้รับงบประมาณทั้งจาก สปสช. และจากท้องถิ่น ฉะนั้น อบจ. จะต้องมีบทบาท
ในการออกนโยบายส่งเสริมสุขภาพมากยิ่งขึ้น เช่น การดูแลแม่และเด็ก สนับสนุนให้มีการตั้งครรภ์ การใช้เครื่องมือในการคัดกรองสุขภาพคนในชุมชนให้มากยิ่งขึ้น

ด้าน นายศิริพันธ์ ศรีกงพลี รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น (สถ.) กล่าวว่า ตนขอเรียนว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มีอำนาจในการจัดการสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมในชุมชน แม้ไม่ได้รับถ่ายโอนก็มีอำนาจอยู่แล้ว เพราะการดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตประชาชนไม่ได้แบ่งว่าเป็นอำนาจของคนใดคนหนึ่ง ดังนั้น การปกครองส่วนท้องถิ่น
ส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินภารกิจด้านสาธารณสุขของ อปท. พัฒนาสร้างเสริมสุขภาพของประชาชนให้มีสุขภาพที่ดี รวมถึงการจัดการบริการสาธารณสุขระดับท้องถิ่น รพ.สต. เป็นสถานพยาบาลในระบบสุขภาพปฐมภูมิที่เน้นการส่งเสริมสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งเป็นด่านหน้า ของบริการสุขภาพในชุมชนท้องถิ่น เช่นเดียวกับ อปท. ที่เป็นด่านหน้าของระบบสาธารณะที่ให้บริการประชาชนในพื้นที่เช่นกัน การถ่ายโอน รพ.สต. จึงเป็นสิ่งที่องค์การต่างๆ ทั้งด้านสุขภาพ สาธารณสุข อปท. จะต้องร่วมมือ สานพลัง ให้เกิดหน่วยสุขภาพที่มีประสิทธิภาพในท้องถิ่น ผลักดันให้เกิดนโยบาย
ขับเคลื่อนงานตั้งแต่ระดับพื้นที่ บูรณาการส่วนต่างๆ นำไปสู่นโยบายภาครัฐที่ยั่งยืนและ ดร.ภูนท สลัดทุกข์ รักษาการเลขาธิการสมาคม อบจ. แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภารกิจถ่ายโอน รพ.สต. มาสู่ อบจ. ทั้ง 76 จังหวัด แม้ว่าท้องถิ่นเป็นกุญแจสำคัญในการปฏิวัติรูปแบบสุขภาพยุคใหม่ แต่หลังการถ่ายโอนพบว่า รูปแบบโครงสร้างเดิมยังเป็นอุปสรรค เพราะ คน เงิน และงาน มาไม่พร้อมกัน ทำให้ อบจ. บริหารงานได้ยาก นอกจากนั้น อบจ. ยังติดกฎหมายการขยายกรอบอัตรากำลังทำให้ไม่สามารถจ้างบุคลากรทางการแพทย์ได้ ทั้งนี้ อบจ. ได้สร้างแนวคิดการบริหารจัดการ รพ.สต. ด้วยการลดความเหลื่อมลำ้ทั้งด้านโครงสร้าง อำนาจ หน้าที่และภารกิจ พร้อมบูรณาการการจัดการภาครัฐแนวใหม่ (New Public Management) ซึ่งต้องมองประชาชนจากผู้รับบริการเป็นลูกค้า เพื่อให้การบริการดีขึ้นกว่าเดิม และที่สำคัญคือต้องมีเอกภาพ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และอำนวยความสะดวกให้ประชาชนอย่างแท้จริง

