ชางเย่เป็นชื่อตะเข็บชายแดนของแคว้นอู๋กับฉู่ จากมุมมองของ “หัวซาน” ผ่านสำนวนแปล ชาญ ธนประกอบ
เหมือนสาวน้อย 2 นางแย่งใบหม่อนใบเดียว
ด่าทอกันไม่พอยังตบตีกันด้วย ผลสุดท้ายผู้ปกครองบ้านโมโห จึงเข้าร่วมตบตีด้วย
พอมีคนตาย
ทหารรักษาชายแดนของทั้ง 2 ฝ่ายก็ออกทัพ สุดท้าย กลายเป็นสงครามใหญ่ระหว่างแคว้นทั้ง 2
ทัพอู๋ตีอิงฉู่ ตีเมืองหลวงฉู่แตก อู๋เจาอ๋อง เจ้าแห่งแคว้นฉู่หนีเอาตัวรอด
นี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ยุคชุนชิวที่เมืองหลวงของแคว้นประเทศราชถูกตีแตก
อู๋อ๋อง เจ้าแห่งแคว้นอู๋ลิงโลด จึงแสดงอาการกร่างสุดขีดในเมืองอิงฉู่ นานวันเข้าแคว้นเจ้าเห็นกองทัพอู๋ไปสุมอยู่ในแคว้นฉู่
ในแคว้นอู๋ว่างเปล่า
จึงฉวยโอกาสยกทัพบุกแคว้นอู๋
ขณะเดียวกัน อู๋เจาอ๋อง ที่หนีตายกลับได้กำลังหนุนขนาดใหญ่จากแคว้นฉิน
นี่ย่อมเป็นสถานการณ์อันพลิกผันแปรเปลี่ยน แหลมคม
แหลมคมเนื่องจากระยะกาลเดียวกัน เหอหลี่ว์ เจ้าแห่งแคว้นอู๋ เพราะต้องรับมือจากทั้งแคว้นฉิน อันมีทัพของเจาอ๋องร่วมรบอยู่ด้วย
จึงกลายเป็นถูก “ขนาบ”
เท่านั้น ยังไม่พอสถานการณ์ยิ่งแปรปรวนมากไปอีก เพราะฟูไก้ น้องชายของเหอหลี่ว์ก็คิดไม่ซื่อ
มองเห็น “ช่องว่าง” แห่งอำนาจ
ฉวยโอกาสก่อการอีกองค์ประกอบหนึ่ง โดยลักลอบหนีกลับแคว้นอู๋หมายมุ่งครองแคว้นเสียเอง
เหอหลี่ว์จึงรีบยกทัพกลับแคว้นอู๋ไปปราบกบฏ
เห็นสถานการณ์แปรเปลี่ยน พลิกกลับเป็นอย่างนั้น ฟูไก้กลับนำกองกำลังไปสวามิภักดิ์ต่อแคว้นฉู่
บทสรุปของ “หัวซาน” คือ
เหอหลี่ว์รบชนะขาดลอยในตอนแรก แต่ไม่รู้จักหยุดจนเกือบล่มสลาย และทำให้อ่อนเปลี้ยไปทั่วแคว้น
โดยไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย
ทุกอย่างจึงดำเนินไปอย่างที่ “ซุนวู” ได้เคยเตือน
เมื่อไพร่พลอ่อนล้า ไร้พลังและขาดทรัพย์สิน เจ้าแคว้นอื่นจะฉวยโอกาสโจมตี แม้จะมีผู้เปรื่องปราชญ์ก็ยากจะแก้ไข
ด้วยเหตุนี้จึงเคยฟังว่า
การศึกต้องรวดเร็ว แม้จะไม่ประณีตนัก มิเคยเห็นการพลิกแพลงแล้วยืดเยื้อ ยาวนานได้
บทการทำศึกนี้ “ซุนวู” ตั้งใจเขียนให้ “เหอหลี่ว์” อ่าน
แต่ต่อมาเหอหลี่ว์ก็กลายเป็นกรณีตัวอย่างมุมกลับ ซึ่งก็คือที่ “หัวซาน” เรียกว่า “สงครามชางเย่”
อันตรงกับคำว่า “สงครามใบหม่อน”
ในคำอธิบายของ “หัวซาน” การทำสงครามนั้นถ้ายืดเยื้อยาวนาน กองหลังและการทูตอาจเกิดปัญหา
ถ้ากองทัพอ่อนเปลี้ย หมดกำลังทั้งคนทั้งทรัพย์
ขุนศึกแคว้นต่างๆ อาจฉวยโอกาสเข้าตีได้ ถึงเวลานั้น ต่อให้มีผู้ทรงปัญญาปราชญ์เปรื่อง
ก็คงทำอะไรไม่ได้
ด้วยเหตุนี้ จึงเคยฟังมาว่า การทำศึกต้องเผด็จศึกอย่างรวดเร็ว ไม่เคยเห็นผู้ใดพลิกแพลงแล้วยืดเยื้อได้
ตัวอย่างประวัติศาสตร์ข้อนี้คือ
จักรพรรดิสุยหยางตี้ พระนามเดิมหยางก่วง พระองค์มีนิสัยคล้ายคลึงกับฮั่นอู่ตี้ และมีความสามารถสูง
เฉลียวฉลาดทั้งบุ๋นและบู๊หาตัวจับยาก
ทะเยอทะยานที่จะทำการใหญ่ จึงตั้งรัชศกของตนเป็น “ต้าเย่” แปลว่า “การใหญ่”
การขุดคลองขนาดใหญ่ในรัชสมัยของพระองค์
เป็นงานใหญ่ระดับคุณประโยชน์ชั่วลูกชั่วหลาน ถ้าพระองค์ทำเรื่องนี้เรื่องเดียวก็จะได้รับจารึกในประวัติศาสตร์อย่างเอิกเกริก
แต่ชีวิตคนเราสั้นนัก
พระองค์จึงต้องการทุ่มเทให้กับการใหญ่ทุกเรื่อง จึงสั่งย้ายราชธานีไปลั่วหยาง สร้างปราสาทราชวังใหม่
ต่อมา ยกทัพไปปราบปรามเผ่าทูกู่หุน
ทำสงครามกับเกาหลี 3 ครั้ง
ทำเอาราษฎรยากจนไปถนัด ทุกข์ระทมไปทั่วหล้า พระองค์ยังเร่งต่อเรือขนานใหญ่
ทำเอาช่างต่อเรือต้องย่ำในน้ำตลอดเวลาจนเท้าเน่า
และแล้วจึงเริ่มมีหยางเสวียนกั๋นและหลี่มีฉวยโอกาสก่อกบฏจนแผ่นดินลุกเป็นไฟ
และหยางก่วงก็เสียหัวไป
หัวข้ออัน “หัวซาน” สรุปรวบผ่าน “พิชัยยุทธ์ซุนวู ฉบับหัวซาน” ตามสำนวนแปล ชาญ ธนประกอบ ย่อมเป็น
“การเตรียมการต้องช้า การลงมือต้องเร็ว”
“ฟังว่า การทำศึกต้องรวดเร็ว มิเคยเห็นใครพลิกแพลงแล้วยืดเยื้อได้” อะไรที่พลิกแพลง ไม่ตรงไปตรงมา
ย่อมอยู่ได้ไม่นาน
คำว่า “รวดเร็วไม่ประณีต” เจิงกั่วฟาน ขุนศึกผู้ปราบไท่ผิงเทียนกว๋อ เคยอธิบายไว้ว่า
ในที่นี้หมายถึง “ไม่รีบ แต่เร็ว”
ว่ากันตามยุทธศาสตร์และเส้นทางชีวิตแล้ว การตั้งอกตั้งใจทำงานให้เรียบร้อย ทำทีละก้าว สะสมไปเรื่อยๆ
ก้าวหน้าวันละนิด 20 ปีก็จะล้ำหน้าคนทั่วไป แก่นแท้ยามปกติและพื้นฐาน
ว่ากันตามหลักการศึกแล้ว “รวดเร็วไม่ประณีต” หมายถึงการเตรียมการต้องช้าต้องบรรจง
ยามลงมือต้องรวดเร็ว
ไม่ว่ากรณีของ “เหอหลี่ว์” แห่งแคว้นอู๋ ไม่ว่ากรณีของ “สุยหยางตี้” แห่งราชวงศ์สุยอัน “หัวซาน” ยกมา
เป็นทั้งเรื่องของ “บุ๋น” และ “บู๊”
เป็นเรื่องของการศึกสงคราม และการปรับแต่งบ้านเมืองในยามสันติในยามสงบ
มีทั้งด้านที่ “ต่าง” และด้านที่ “ร่วม”
ร่วมในเรื่องการตระเตรียม วางแผน ร่วมในเรื่องการลงมือปฏิบัติที่เป็นจริงในแต่ละพื้นที่
สัมพันธ์ “เร็ว” เกี่ยวเนื่องกับ “ช้า”
สะท้อนให้เห็น “เอกภาพ” แห่ง “ด้านตรงข้าม” ที่ดำรงอยู่และเผยแสดงออกมาอย่างเป็นรูปธรรม
ว่าด้วย “แนวรบ” ว่าด้วยลักษณะ “ยืดเยื้อ”

