องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก หรือ WMO ได้ประกาศแถลงการณ์ครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ว่า ‘ภาวะโลกร้อนสิ้นสุดแล้ว’ (Global Warming) และกำลังทะยานสู่ภาวะ ‘โลกเดือด’ (Global Boiling) ที่ร้ายแรงกว่าเดิม หลังเดือนกรกฎาคม 2023 กลายเป็นเดือนที่ทุบสถิติอุณหภูมิโลกสูงสุดในโลกในรอบ 174 ปีเป็นที่เรียบร้อย
แน่นอนว่าการทำลายสถิติในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องดีสำหรับเราและโลก ตัวเลขอุณหภูมิที่สูงขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าโลกของเรากำลังร้อนระอุขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นสัญญาณภัยแล้งที่ยาวนาน ฝนทิ้งช่วง คลื่นความร้อนที่รุนแรงกระจายตัวเป็นวงกว้างและยาวนาน หรือการที่ประชากรหลายล้านคนต้องเผชิญภาวะความไม่มั่นคงทางอาหาร
แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศจะเห็นได้ชัด และกำลังส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลก แต่เราสามารถร่วมเป็นส่วนสำคัญในการช่วยเหลือโลกนี้ให้ดีขึ้นได้ อาจจะเริ่มจากสิ่งเล็กๆ ใกล้ตัวอย่างการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตประจำวันเช่นเรื่องอาหารการกิน เพราะ 1 ใน 4 ของก๊าซเรือนกระจกบนโลกใบนี้มาจากอุตสาหกรรมอาหาร ในฐานะผู้บริโภค หนึ่งในแนวทางหยุดยั้งผลกระทบที่รุนแรงนี้ คือ การเลือกซื้อเลือกบริโภคผลิตภัณฑ์อาหารที่ใส่ใจเรื่องความยั่งยืน
เพราะอาหารและความยั่งยืนไม่ใช่เทรนด์ ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอดของโลกใบนี้ การเลือกบริโภคอาหารที่ยั่งยืน ปลอดภัย และคำนึงถึงผลกระทบทางสังคมไปพร้อม ๆ กัน ไม่เพียงส่งผลดีต่อตัวเราที่จะมีสุขภาพดี แต่ยังส่งผลต่อระบบนิเวศโดยรวมที่ดีขึ้น จุดนี้เอง บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้นำธุรกิจอาหารระดับโลก จึงได้ขยับตัวครั้งสำคัญ เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมอาหารทะเลของโลก อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน ภายใต้ภารกิจ ‘ SeaChange®’

ภารกิจความยั่งยืนเพื่อทุกชีวิต SeaChange® 2030
การถือกำเนิดของกลยุทธ์ความยั่งยืน SeaChange® ในแง่หนึ่งเป็นเพราะ ไทยยูเนี่ยน ดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับท้องทะเลโดยตรง หากทรัพยากรทางทะเลไม่ยั่งยืน ก็จะไม่มีวัตถุดิบอาหารทะเลที่มีคุณภาพป้อนสู่ท้องตลาด แต่สิ่งสำคัญไปกว่าการทำธุรกิจคือ ความยั่งยืนของวัตถุดิบอาหารทะเลส่งผลกระทบต่อประชากรโลกกว่า 600 ล้านคน ที่พึ่งพามหาสมุทรเป็นทั้งแหล่งอาหาร รวมถึงใช้เป็นแหล่งประกอบอาชีพตลอดห่วงโซ่อุปทาน เป็นเหตุให้ ไทยยูเนี่ยน ให้ความสำคัญเรื่องการปกป้องท้องทะเลตั้งแต่ปี 2016 เป็นต้นมา
SeaChange® ได้เข้ามาพลิกโฉมอุตสาหกรรมอาหารทะเลไปตลอดกาล ด้วยการมุ่งดูแลคนและโลกเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน ตั้งแต่การพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับอาหารทะเล การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การส่งเสริมมาตรฐานด้านแรงงาน รวมถึงการสนับสนุนชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติและโรคระบาดโควิด-19
แนวทางดังกล่าวยังสอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (UN SDGs) เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในวงกว้างของอุตสาหกรรมอาหารทะเล ผ่านการขับเคลื่อน นอกจากนี้ไทยยูเนี่ยนยังมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนเป้าหมายองค์กร “Healthy Living, Healthy Oceans”

นายปราชญ์ เกิดไพโรจน์ ผู้อำนวยการด้านความยั่งยืน ภูมิภาคเอเชีย และผู้จัดการด้านสิทธิมนุษยชน บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เผยว่า หลังจากผลสำเร็จของ SeaChange® เมื่อปี 2020 ไทยยูเนี่ยนได้ต่อยอดพันธกิจความยั่งยืน ประกาศกลยุทธ์ ‘SeaChange® 2030’ ขยายขอบเขตการทำงานให้ครอบคลุมมากกว่าเดิม ทั้งมิติของผู้คนและโลกใบนี้ พร้อมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารทะเล ด้วยงบประมาณเทียบเท่ากำไรสุทธิของปี 2565 ของบริษัทฯ กว่า 7,200 ล้านบาท หรือกว่า 200 ล้านเหรียญสหรัฐ ต่อยอดกลยุทธ์ความยั่งยืนไปถึงปี 2573 พร้อมตั้งเป้าหมายที่ท้าทาย เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับห่วงโซ่มูลค่าธุรกิจอาหารทะเล
“การพัฒนาเพื่อความยั่งยืนเป็นหัวใจหลักของไทยยูเนี่ยน ที่สะท้อนความสามารถในการเป็นบริษัทที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม รวมทั้งมีความจำเป็นต่ออนาคตของบุคลากร สังคม และโลก นอกจากนี้ ความยั่งยืนยังเป็นแนวทางที่จะทำให้เราบรรลุผลสำเร็จ ตามพันธกิจการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมอาหารทะเล”
“SeaChange® 2030 เรามองในทุกมิติ ตั้งแต่เรื่องสิ่งแวดล้อม ด้วยความตั้งใจในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ใช้พลังงานหมุนเวียน ลดการปล่อยของเสีย ใช้ทรัพยากรน้ำให้เกิดความคุ้มค่ามากที่สุด นอกจากนั้นเรายังมองเรื่องคน สิทธิแรงงาน สิทธิมนุษยชน รวมถึงเรื่องอาหารที่มีโภชนาการที่ดีของคน ครอบคลุมทุกมิติตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำของกระบวนการผลิต ตลอดจนถึงปลายน้ำระดับผู้บริโภค เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าสินค้าอาหาร และผลิตภัณฑ์ของเรามีโภชนาการที่ดี มีความปลอดภัย”

นับเป็นการต่อยอดอย่างก้าวกระโดด ที่จะช่วยฟื้นฟูและปกป้องระบบนิเวศรวมถึงชุมชน ครอบคลุมการดำเนินงานและจัดหาวัตถุดิบอย่างยั่งยืน พร้อมเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมอาหารทะเลให้ดียิ่งขึ้น โดยครั้งนี้ไทยยูเนี่ยนประกาศพันธกิจเพื่อความยั่งยืนทั้งสิ้น 11 ข้อ ภายใต้ผลลัพธ์ในอนาคต เพื่อผู้คนบนโลก และเพื่อโลกของเรา
นายปราชญ์ ขยายภาพภารกิจเพื่อผู้คนบนโลก ภายใต้ 2 ประเด็นหลักคือ สิทธิแรงงาน (Labor Rights) และ สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (Health & Wellness) ประกอบด้วย
– สร้างบรรทัดฐานใหม่สู่ งานที่ปลอดภัย มีคุณค่า และเท่าเทียม : ยอมรับความแตกต่างหลากหลาย สิ่งนี้เองเป็นรากฐานสำคัญและเป็นหัวใจเรื่องของสิทธิแรงงาน ที่ไทยยูเนี่ยนทำมาตั้งแต่ปี 2016 และจะทำบางเรื่องเพิ่มขึ้น เช่น การสรรหาแรงงานอย่างมีความรับผิดชอบ โดยนายจ้างจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการจัดหางาน ไม่ว่าจะเป็นค่าพาสปอร์ต ค่าทำใบอนุญาตทำงาน ค่าวีซ่า หรือค่าเดินทางมาสัมภาษณ์ เป็นต้น โดยในปี 2030 จะขยายผลเรื่องการรับสมัครงานให้สามารถประยุกต์ใช้กับโรงงานของไทยยูเนี่ยนทั่วโลก
– ผลักดันด้าน โภชนาการและสุขภาพ : 100% ของผลิตภัณฑ์ที่เก็บได้ในอุณหภูมิห้อง (เช่น ผลิตภัณฑ์อาหารบรรจุกระป๋อง) ภายใต้แบรนด์ของบริษัทจะต้องยึดตามแนวทางด้านโภชนาการ และ 100% ของผลิตภัณฑ์ที่เก็บได้ในอุณหภูมิห้องที่ออกใหม่ทั้งหมดภายใต้แบรนด์ของบริษัท จะต้องส่งเสริมโภชนาการเชิงบวกเพื่อสุขภาพที่ดี ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางจากองค์การอนามัยโลก
– สนับสนุนคนในองค์กรสู่ การเป็นพลเมืองดีของสังคม : ไทยยูเนี่ยนจะสนับสนุนงบประมาณจำนวน 250 ล้านบาท (มากกว่า 7 ล้านเหรียญสหรัฐ) เพื่อช่วยเหลือและตอบแทนชุมชนในพื้นที่ที่เราดำเนินธุรกิจ อาทิ การเปิดศูนย์การเรียนรู้ก่อนวัยเรียนหรือ Thai Union preschool ในจังหวัดสมุทรสาคร จำนวน 5 แห่ง เพื่อส่งเสริมการศึกษาให้กับแรงงานข้ามชาติ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ยังมีงานบรรเทาสาธารณภัยในช่วงเวลาวิกฤตอีกด้วย

นอกเหนือจาก ภารกิจเพื่อผู้คนบนโลก SeaChange® ยังขยายผลไปถึงการฟื้นฟูและปกป้องระบบนิเวศ เพื่อโลกของเรา ภายใต้ 3 ประเด็นหลัก คือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Action) , เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circularity), และความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ประกอบด้วย
เส้นทางสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ : ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 42% ในขอบเขตที่ 1, 2 ภายใต้การควบคุมของเราเองอย่างเช่นเรื่องของการใช้ไฟฟ้า การใช้พลังงานในโรงงานของเราเอง และขอบเขตที่ 3 คือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่อุปทาน ภายในปี 2573 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2593
ยกตัวอย่างเช่นโครงการกุ้งคาร์บอนต่ำ มีการร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ เพื่อนำเอาเทคโนโลยีที่จะช่วยให้เกษตรกรประหยัดพลังงาน อาทิการติดเเผงโซลาร์เซลล์ เพื่อใช้ผลิตพลังงานหรือการส่งเสริมการผลิตอาหารกุ้งที่มีคาร์บอนต่ำเป็นต้น
การทำประมงอย่างรับผิดชอบ : 100% ของอาหารทะเลที่จับจากธรรมชาติ จะผลิตอย่างมีความรับผิดชอบ หรือมาจากโครงการปรับปรุงการประมง โดยมีแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศด้านแรงงาน และขยายขอบเขตการทำงานมากกว่าวัตถุดิบปลาทูน่าไปยังสัตว์น้ำอื่น ๆ
การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างรับผิดชอบ : กุ้งเพาะเลี้ยงทั้งหมด 100% ของเรา จะต้องผลิตขึ้นโดยส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน้อยที่สุด และสอดคล้องกับแนวปฏิบัติด้านสวัสดิการและสภาพการทำงานของอุตสาหกรรมอาหาร
การฟื้นฟูระบบนิเวศ : ไทยยูเนี่ยนจะสนับสนุนงบประมาณ 250 ล้านบาท (มากกว่า 7 ล้านเหรียญสหรัฐ) เพื่อปกป้องและฟื้นฟูระบบนิเวศสำคัญซึ่งเป็นที่ตั้งหรืออยู่ในห่วงโซ่อุปทานของไทยยูเนี่ยน
เกษตรกรรมที่มีความรับผิดชอบ : 100% ของวัตถุดิบถั่วเหลืองและน้ำมันปาล์มจะได้รับการรับรองว่ามาจากแหล่งการผลิตที่ยั่งยืนปราศจากการตัดไม้ทำลายป่า ส่วนวัตถุดิบไก่จะได้รับการจัดหาอย่างมีความรับผิดชอบ
กระบวนการผลิตที่เป็นเลิศ : ไทยยูเนี่ยนมีการปรับปรุงระบบภายในโรงงานเพื่อลดการปล่อยน้ำเสียเป็นศูนย์ ลดของเสียฝังกลบเป็นศูนย์ และลดการสูญเสียอาหารเป็นศูนย์ ในโรงงานหลักห้าแห่งทั้งในและต่างประเทศ
การลดขยะพลาสติกในทะเล : ไทยยูเนี่ยนจะจัดการขยะพลาสติก 1,500 ตัน ไม่ให้ปนเปื้อนสู่แม่น้ำลำคลองและทะเล มีการทำงานร่วมกับเรือประมงในห่วงโซ่อุปทาน เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์ที่อาจหลุดลงไปในทะเล พร้อมขับเคลื่อนการลงทุนติดตั้งเทคโนโลยีในการดักจับขยะก่อนลงทะเล เป็นต้น
บรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน : ผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์สินค้าของบริษัท 100% จะต้องใช้บรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืนภายในปี 2568 และไทยยูเนี่ยนจะสนับสนุนให้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทที่ผลิตให้กับคู่ค้าอย่างน้อย 60% ใช้บรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน

ภารกิจ SeaChange® 2030 นับเป็นความท้าทายครั้งสำคัญของไทยยูเนี่ยน ที่จะเข้ามาพลิกอุตสาหกรรมอาหารทะเลไปสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง เพราะผลลัพธ์ที่ได้ไม่ได้ส่งผลเพียงภาพลักษณ์หรือผลกำไรของบริษัทฯ แต่หมายรวมถึงประชากรโลกกว่า 600 ล้านคนมีแหล่งอาหารและโปรตีนที่มีคุณภาพ มีออกซิเจนไว้หายใจ และที่สำคัญยังมีโลกใบนี้ที่ยั่งยืนไว้ให้ลูกหลานในอนาคต
“ผมคิดว่า SeaChange®2030 จะสร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ ซึ่งจะไปกระตุ้นให้ผู้เล่นทั้งอุตสาหกรรมไม่ว่าจะเป็นผู้ค้า คู่แข่ง หรือลูกค้าของเราหันมาดูแลและให้ความสำคัญเรื่องความยั่งยืนมากขึ้น ซึ่งผมเชื่อว่าจะช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำด้านการเปลี่ยนแปลงของไทยยูเนี่ยนต่อไป” ผู้อำนวยการด้านความยั่งยืน ไทยยูเนี่ยน กล่าวทิ้งท้าย
สามารถศึกษากลยุทธ์เพิ่มเติมเกี่ยวกับความยั่งยืน SeaChange® 2030 ได้ที่ www.seachangesustainability.org
#ThaiUnion #SeaChange2030 #HealthyLivingHealthyOceans #SustainableSeafood #SeaChange2030เพื่อเราเพื่อโลก

