หน้าแรก เด่นวันนี้ พลังคมคิดและแ...

พลังคมคิดและแรงบันดาลใจ เก็บตกจากเทศกาลวรรณกรรมนานาชาติ Neilson Hays Bangkok Literature Festival 2023

11.11.23 | 09:00 น.
เบอร์นาดีน เอวาริสโต (ซ้าย)

ทันทีที่ร่างสูงโปร่งในเดรสสีสดใสก้าวขึ้นเวที เสียงกรี๊ดเสียงปรบมือจากนักอ่านที่เป็นแฟนคลับดังก้องในหอสมุดหลังคาโดมที่ในยามปกติจุเก้าอี้ได้ไม่ถึงร้อย แต่เวลานี้ยืนจนแน่นแทบไม่เหลือช่องว่าง นักเขียนได้รับการชื่นชมไม่แพ้ศิลปินนักร้องนักแสดง นี่คือเวลาของ “เบอร์นาดีน เอวาริสโต” (Bernardine Evaristo) นักเขียนสตรีผิวสีชาวอังกฤษคนแรกที่ได้รับรางวัล Booker Prize หนึ่งในรางวัลวรรณกรรมทรงเกียรติระดับโลก จากผลงาน Girl, Woman, Other นวนิยายที่อดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา ออกปากว่าเป็นหนังสือเล่มโปรดที่สุดของปี 2019 

Girl, Woman, Other เป็น “งานทดลอง” ที่ประสบความสำเร็จด้วยการวางตัวละครที่เป็นผู้หญิงอังกฤษผิวสี 12 คนที่แตกต่างกันด้วยสถานะทางสังคม ความสละสลวยของการใช้ภาษาทำให้คนอ่านเห็นวิธีการรับมือกับความท้าทายที่เข้ามาในชีวิต มีการหยอดด้วยอารมณ์ขันลึกซึ่งเป็นจุดที่น่าสนใจ เพราะปกติเราไม่ค่อยพบการแทรกอารมณ์ขันในงานที่เนื้อหาซีเรียส เธอยังใช้จุดฟุลสต็อบถี่ ๆ เป็นเครื่องมือในการเบรกอารมณ์คนอ่านหลังจากประโยคก่อนหน้า หนังสือเล่มนี้ทำยอดขายมากกว่าหนึ่งล้านเล่มเฉพาะเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ และมีการแปลออกไปอีก 25 ภาษา วางจำหน่ายใน 35 ประเทศ 

เอวาริสโต เป็นเพียงแม่เหล็กหนึ่งที่ดึงดูดความสนใจให้คนมาร่วมงาน ความสำเร็จแท้จริงคือการที่ผู้เข้างานได้ซึมซับ “พลัง” จากคมความคิดของเหล่านักเขียนที่ขึ้นมาสนทนามากกว่า 30 เวที ไม่ว่าจะเป็นผลงานนวนิยาย บทกวี สารคดีเชิงประวัติศาสตร์ มองเห็นการวางพล็อตเรื่องที่สดใหม่ เทคนิคการเขียนที่กระตุกความสนใจคนอ่านในยุคดิจิทัล เทศกาลวรรณกรรมนานาชาติฯ จึงไม่ใช่แค่เปิดโอกาสให้ผู้อ่านได้พบปะสนทนากับนักเขียนที่ชื่นชอบ แต่ยังเป็นพื้นที่ที่หยิบยกประเด็นทางสังคมมาถกแถลงแลกเปลี่ยนทั้งด้านสิทธิ เสรีภาพ และสิ่งแวดล้อม เพื่อเปิดโลกทัศน์ที่กว้างขึ้น 

“ประวัติศาสตร์” เป็นวัตถุดิบที่ต้องใช้อย่างสมดุล

นักเขียนที่อิงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการค้นคว้าอย่างหนัก Midnight in Chernobyl: The Untold Story of the World’s Greatest Nuclear Disaster เป็นหนังสือเชิงประวัติศาสตร์ที่เล่าถึงภัยพิบัติที่เกิดกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบีลในปี 1986 (พ.ศ. 2529) นี่เป็นหนังสือที่มีเนื้อหาจริงจังที่สุดเมื่อเทียบกับวรรณกรรมหลาย ๆ เล่มที่วางอยู่ในงาน ผู้เขียน-อดัม ฮิกกินบอทัม (Adam Higginbotham) เดินทางไปรัสเซียเพื่อสืบค้นเอกสาร-ที่ส่วนใหญ่เป็นความลับ บวกการสัมภาษณ์ชาวเคียฟและชาวรัสเซียจำนวนมาก เมื่อรวมกับการย่อยข้อมูลมหาศาล งานนี้เขาใช้เวลาถึง 9 ปีกว่าจะมาเป็นมาสเตอร์พีซหนากว่า 400 หน้าเล่มนี้

Advertisement
อดัม ฮิกกินบอทัม

ด้วยความเป็นผู้สื่อข่าวและคอลัมนิสต์ ฮิกกินบอทัม บอกว่า ตอนเหตุการณ์เชอร์โนบิลครบรอบ 20 ปี (ปี 2006)  เขาแค่อยากจะเขียนบทความขนาด 5 พันคำสักเรื่องหนึ่ง แต่พอได้อ่านเอกสารได้สัมภาษณ์ผู้ประสบภัย เขาพบว่าเชอร์โนบิลคือหายนะของโลกที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ข้อเท็จจริง และมันควรจะมีการนำเสนอรายละเอียดเพื่อเป็นอุทาหรณ์ การสืบค้นและสัมภาษณ์ว่ายากแล้ว ที่สาหัสกว่าคือการเขียน ซึ่งมีทั้ง fact และ truth ที่เขาต้องวางสมดุลให้ดีเพื่อให้หนังสือยังคงเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ขณะเดียวกันก็เปี่ยมด้วยอรรถรสในเชิงวรรณกรรม 

เหตุการณ์หลายเรื่องพูดผ่าน “ตัวละคร” (ที่สัมภาษณ์) เป็น truth ที่เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก กับการเสนอ fact ซึ่งเป็นความจริงแท้ที่ไม่เปลี่ยนแปลง แต่แห้งแล้งไร้อารมณ์ ทั้งยังต้องเขียนด้วยความระมัดระวังไม่ทำให้ “ตัวละคร” คนใดกลายเป็นเหยื่อที่ถูกตำหนิ หนังสือเล่มจึงเป็นสารคดีทริลเลอร์ (nonfiction-thriller) ที่มีอยู่ไม่มาก และได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 10 หนังสือยอดเยี่ยมแห่งปี 2019 ของ The New York Times Book Review รวมถึงได้รับรางวัล Andrew Carnegie Medal for Excellence in Nonfiction ในปี 2020 

ช่องว่างที่เติมเต็ม

โลกออนไลน์ทำให้นักเขียนกับคนอ่านใกล้ชิดกันมากขึ้น หนังสือบางเล่มไม่เพียงช่วยเยียวยาใจ แต่ตัวนักเขียนเองก็มีส่วนเติมพลังใจให้คนอ่าน อย่างเช่น The End Of Your Life Book Club ซึ่งผู้เขียน วิลล์ ชวาลบ์ (Will Schwalbe) บรรยายถึงความสัมพันธ์เขากับแม่ในช่วงสองปีก่อนที่เธอจะเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง เขาสร้าง bookclub ขึ้นเพื่ออ่านหนังสือร่วมกับแม่ สุดท้ายมันกลายเป็นบันทึกความทรงจำที่อบอุ่นด้วยการปลอบโยน การให้กำลังใจแก่กันและกันในช่วงที่ชีวิตเผชิญกับความยากลำบากที่สุด

วิลล์ ชวาลบ์ (ซ้าย)

นักเขียนหลายคนสร้าง bookclub ในโซเชียลมีเดียที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก ชวาลบ์ก็เช่นกัน ไม่เพียงเขาประกาศตนว่าเป็นเกย์ แต่ความเข้าใจชีวิตยังเป็นการเติมเต็มช่องว่างระหว่างนักเขียนกับคนอ่าน ซึ่งคล้ายกับแนวคิดของ นายประสพ เรียงเงิน ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย หนึ่งในพันธมิตรร่วมจัดกิจกรรม ที่กล่าวว่า ไลฟ์สไตล์คนปัจจุบันอยู่ในออนไลน์เป็นหลัก การกระตุ้นให้เยาวชนสนใจวรรณกรรม รัฐวางแผนที่จะสร้างไอดอล หรือ อินฟลูเอนเซอร์ที่รักการอ่านการเขียน ให้เป็นคนที่หยิบเรื่องวรรณกรรมมาพูดคุย วิเคราะห์ให้เห็นจุดเด่น ทำให้เยาวชนรู้สึกชื่นชอบก่อนเป็นอันดับแรก เพื่อเป็นแรงกระตุ้นให้ติดตามไปหาหนังสือมาอ่านต่อ

ภาษาอังกฤษเป็นอุปสรรคการเติบโตของนักเขียนอาเซียน?

มีนักเขียนชาวอาเซียนหลายคนที่ผลงานของตนที่ได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษ หรือ ภาษาต่างประเทศอื่น ๆ แต่ที่เขียนต้นฉบับด้วยภาษาอังกฤษเอง มีไม่กี่คน ยิ่งนักเขียนไทยยิ่งน้อยลงไปอีก แต่ The Moon Represents My Heart นวนิยายเดบิวต์ของพิมพ์ หวังเตชะวัฒน์ นักเขียนไทยที่ไม่ได้เกิดหรือเติบโตในดินแดนที่ใช้ภาษาอังกฤษ เป็นตัวอย่างความมุ่งมั่นที่น่าชื่นชม ถึงจะมีพล็อตแนวไซไฟเกี่ยวกับการย้อนเวลาหาอดีต แต่ The Moon Represents My Heart กลับได้รับความสนใจมากจนคนเขียนเองก็นึกไม่ถึง อาจจะเป็นเพราะเทรนด์ที่เกี่ยวกับครอบครัวชาวเอเชียที่อยู่ในตะวันตกกำลังได้รับความนิยม (ลองดู Everything Everywhere All at Once ที่ส่งให้มิเชล โหยว คว้าออสการ์สิ!) หนังสือเล่มนี้ได้รับการแปลหลายภาษา และวางอยู่บนชั้นหนังสือในสหรัฐอเมริกา อิตาลี กรีซ รัสเซีย รวมทั้งการสร้างเป็นซีรีส์ใน Netflix ในอีกไม่นานนี้ 

พิมพ์ หวังเตชะวัฒน์

ตัวอย่างนักเขียนไทยอีกคนหนึ่งที่ทำผลงานออกมาเป็นภาษาอังกฤษ คือ ดร.อ้อย-สรณรัช กาญจนะวณิชย์ อดีตประธานกรรมการมูลนิธิลูกโลกสีเขียว Homo Gaia มนุษย์กาญ่า เป็นการร้อยเรียงประสบการณ์ชีวิตโดยเชื่อมโยงให้เห็นความสัมพันธ์ของคนกับธรรมชาติโดยใช้ข้อมูลวิทยาศาสตร์และนิเวศวิทยาที่มีความชำนาญ จากต้นฉบับภาษาไทย ผู้เขียนก็แปลเป็นภาษาอังกฤษ การมีหนังสือแนวธรรมชาติวิทยาที่สร้างสรรค์โดยนักเขียนไทยเป็นเรื่องน่ายินดี ยิ่งขยายผลเป็นภาษาอังกฤษ ก็เปิดโอกาสให้แก่วงการวรรณกรรมไทยที่มีหนังสือแนวนี้เพียงหยิบมือเดียว

เหวียน ฟาน เกว ไม (Nguyn Phan Quế Mai) เป็นนักเขียนชาวเวียดนามที่ชอบแนวอิงประวัติศาสตร์ The Mountains Sing เป็นนวนิยายภาษาอังกฤษเล่มแรกที่เธอบอกว่า เขียนไปก็เปิดดิกชันนารีอังกฤษ-เวียดนามไปด้วย แม้จะผูกเรื่องราวในช่วงสงครามเวียดนาม แต่แกนเรื่องที่เกี่ยวกับการสู้ชีวิตของผู้หญิงในวัยต่าง ๆ นำเสนอผ่านความงามของธรรมชาติในเวียดนามตอนเหนือ และวัฒนธรรมละเมียดละไม เหวียน ฟาน เกว ไม บอกว่าสงครามในอินโดจีนเป็นวัตถุดิบของนักเขียนหลายคน ดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดก็ไม่น้อย จึงต้องพลิกมุมที่น่าสนใจมากกว่าภาพความหดหู่เพราะผลของสงคราม นวนิยายเล่มนี้กวาดหลายรางวัลระดับนานาชาติ อาทิ International Book Awards และ PEN Oakland/Josephine Miles Literary Award 2021

เหวียน ฟาน เกว ไม (กลาง)

ทั้งหมดนี้มิได้หมายความว่านักเขียนที่ได้เปรียบเรื่องภาษาจะผลิตงานได้เหนือชั้นกว่า หรือมี “มูลค่า” มากกว่า เพียงแต่การออกผลงานเป็นภาษาอังกฤษแต่แรกเริ่ม ถ้าผลงานดี จะมีโอกาสสูงที่สำนักพิมพ์ต่างประเทศสนใจนำไปแปลอีกหลายภาษา แต่นี่อาจจะหมายถึงในกลุ่มนักเขียนบางประเทศ เช่น อาเซียน เพราะนักเขียนบางคนก็มีต้นทุนที่ดีจาก “วัฒนธรรม” ของบ้านเมืองตนเอง ที่ export ไปทั่วโลกมานาน ผ่านศิลปะหลายรูปแบบ ทั้งด้านความเชื่อ วรรณกรรม เพลง ภาพยนตร์ จนถึงอาหารที่ไม่ใช่แค่อิ่มอร่อย แต่มีความงามจนกลายเป็นสุนทรศิลป์อีกแขนงหนึ่ง

โทชิคาซึ คาวางุจิ (Toshikazu Kawaguchi) เป็นตัวอย่างที่ว่า ซีรีส์หนังสือชุด Before the Coffee Gets Cold เป็นนวนิยายแนวแฟนตาซีดราม่า 4 เล่มที่พัฒนามาจากพล็อตละครเวทีที่ผู้เขียนเป็นผู้กำกับ ต้นฉบับภาษาญี่ปุ่นมียอดขายมากกว่า 8 แสนเล่ม (สูงที่สุดในบรรดาวรรณกรรมของญี่ปุ่น) จากนั้นก็มีการแปลหลายภาษารวมทั้งภาษาไทย (เพียงชั่วกาแฟยังอุ่น) ถึงตอนนี้มียอดขายที่ผู้ที่สัมภาษณ์คาวางุจิ บอกคนฟังว่า ประมาณ 3.8 ล้านเล่ม และสร้างเป็นภาพยนตร์แล้วชื่อว่า Café Funiculi Funicula (2018) แม้จะพูดภาษาอังกฤษได้ไม่มาก แต่ท่ามกลางแดดร้อน แถวที่ยืนรอลายเซ็นต์ของคาวางุจิก็ยาวที่สุดในเทศกาลหนังสือนานาชาติที่ผ่านมา วัฒนธรรมญี่ปุ่นเป็น “ซอฟต์พาวเวอร์” ที่แข็งแรง ทั่วโลกยอมรับ และส่งผ่านพลังไปถึงทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง 

โทชิคาซึ คาวางุจิ (ที่ 3 จากขวา)

นี่ก็สอดคล้องกับสิ่งที่นายกสมาคมหอสมุดเนียลสัน เฮส์ -นลิน วนาสิน กล่าวตอนเปิดงานว่า วรรณกรรมก็คือเครื่องมือเชื่อมโยงวัฒนธรรม และเป็นต้นทุนหนึ่งของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

เทศกาลวรรณกรรมนานาชาติ Neilson Hays Bangkok Literature Festival 2023 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 4-5 พฤศจิกายน 2566 ที่ผ่านมา โดยมีนักเขียนชั้นนำระดับโลกและนักเขียนชาวไทย นักวิขาการ และสื่อมวลชน จำนวนกว่า 50 คน เข้าร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ โดยเวทีหลักจัดที่หอสมุดเนียลสัน เฮส์ และบริติชคลับ รวมทั้งมีเวิร์คช็อปและเสวนากลุ่มย่อยกระจายไปหลายสถานที่ในเครือพันธมิตรที่ร่วมจัดงาน 

เทศกาลวรรณกรรมนานาชาติ เป็นหนึ่งในกิจกรรมประจำปีของหอสมุดเนียลสัน เฮส์ จัดขึ้นครั้งแรกในปี 2562 เพื่อเป็นเวทีพบปะแลกเปลี่ยนมุมมองของนักเขียนและนักประพันธ์มือรางวัลทั่วโลก เปิดโอกาสให้ผู้ชื่นชอบวรรณกรรมได้ใกล้ชิดกับนักเขียนที่โปรดปราน และร่วมสร้างแรงบันดาลใจให้นักเขียนรุ่นใหม่ และยังมีเป้าหมายในการนำเสนอประเด็นต่างๆ ทางสังคมให้เกิดการแลกเปลี่ยนเพื่อหาทางออกของปัญหา ครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 2 เว้นระยะห่างเนื่องจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 

ชมเวทีสนทนาย้อนหลังได้ใน https://web.facebook.com/NeilsonHaysLibrary