ปัจจุบันธุรกิจส่งออกสินค้าเกษตรถือเป็นฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจไทย เพราะจะเป็นตัวกลางต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มให้ภาคเกษตรไทย ที่จะพัฒนาผลผลิตตอบโจทย์ตรงตามความต้องการของตลาดโลก โดยเฉพาะ “ผลไม้ไทย” ที่กำลังได้รับความนิยมและเป็นที่ต้องการมากขึ้นในตลาดต่างประเทศ ด้วยมีจุดเด่นด้านรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ ส่งผลให้ประเทศไทยก้าวเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตร อันดับ 1 ของอาเซียนและเป็นอันดับ 9 ของโลก มูลค่ารวมปีละกว่า 8.5 แสนล้านบาท ซึ่งประเทศไทยถือได้เป็นแหล่งผลิตชั้นยอดของผลไม้ ด้วยความได้เปรียบทั้งในเชิงภูมิศาสตร์ องค์ความรู้ของเกษตรกร รวมทั้งความแข็งแกร่งของผู้ส่งออก ทำให้มีโอกาสที่จะขยายการเติบโตต่อยอดได้มากขึ้นอีก
ในงานเปิดอาคารสำนักงานใหญ่ บริษัท แพลททินัม ฟรุ๊ต จำกัด ผู้นำด้านการส่งออกผลไม้สดเกรดพรีเมี่ยมชั้นนำของประเทศไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะ 2 กระทรวงหลักที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกรและผู้ส่งออก ได้ให้แนวทางความร่วมมือของรัฐและเอกชนในการผลักดันการสร้างโอกาสเติบโตให้ผลไม้ไทยบนเวทีโลกที่สอดคล้องกัน
นายไชยา พรหมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่มีส่วนผลักดันสินค้าเกษตรไทยให้ประสบความสำเร็จ คือ ต้องพึ่งพาการขับเคลื่อนและการประสานความร่วมมือของ 3 ภาคส่วนไปพร้อมกัน ได้แก่ ส่วนแรก นโยบายภาครัฐ ซึ่งกระทรวงฯ วางกรอบนโยบายโดยต้องการผลักดันการเพิ่มรายได้เกษตรกร ด้วยหลัก “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ส่วนที่สอง เกษตรกร ต้องคงคุณภาพและปริมาณผลผลิตให้เหมาะสมตามความต้องการของตลาด โดยกระทรวงเกษตรฯ จะช่วยสนับสนุน ด้วยการจัดอบรมพัฒนาองค์ความรู้ให้กับเกษตรกร
ส่วนที่สาม ผู้ส่งออก ที่ต้องรับซื้อผลผลิตในราคาเหมาะสม เป็นธรรม และมีนวัตกรรม โดย บริษัท แพลททินัม ฟรุ๊ต จำกัด ถือเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกสินค้าเกษตรสำคัญของไทยที่ตอบโจทย์แนวนโยบายกระทรวงฯ เพราะธุรกิจที่ทำมีส่วนช่วยเปิดตลาดส่งออกใหม่ๆ ให้กับชาวสวนไทย ทั้งทุเรียน ลำไย มังคุด มะพร้าว มีระบบโลจิสติกส์ที่สามารถควบคุมคุณภาพผลไม้ คงความสดใหม่ของรสชาติ ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง รวมถึงนำนวัตกรรมการเพาะปลูกเพื่อเพิ่มคุณภาพผลผลิตไปปรับใช้ร่วมกับชาวสวน เพราะเมื่อผลผลิตคุณภาพดีขึ้น นั่นหมายถึง ราคารับซื้อที่เป็นรายได้ทางตรงของชาวสวนก็จะเพิ่มขึ้นตามมา

“ผลไม้ไทย โดยเฉพาะ “ทุเรียน” ถือเป็นสินค้าดาวรุ่งที่กำลังเป็นที่นิยมของต่างประเทศ โดยปี 2566 จะมีมูลค่าส่งออกมากกว่า 1 แสนล้านบาท ดังนั้นหากมีการบูรณาการเชื่อมต่อภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าด้วยกัน เชื่อได้ว่าผลไม้ไทยจะสามารถขยายการส่งออกไปทั่วโลกได้มากกว่านี้แน่นอน” รมช.เกษตรฯ กล่าวเสริม

ขณะที่ นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า บทบาทสำคัญของกระทรวงพาณิชย์ นอกจากภารกิจด้านการช่วยดูแลผู้บริโภค ส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจการค้า การส่งออกของผู้ประกอบการไทยให้เติบโตทั้งในประเทศและต่างประเทศแล้ว ภารกิจอีกด้านคือ การช่วยกำกับดูแลราคาสินค้าเกษตรและรายได้ที่เหมาะสมเป็นธรรมให้กับพี่น้องเกษตรกรควบคู่กัน
ดังนั้น จึงอยากเห็นผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่มผู้ส่งออกผลไม้ไทย สามารถก้าวออกไปเติบโตบนเวทีโลกเพิ่มขึ้น เพราะเป็นตัวกลางสำคัญในการนำผลไม้ไทยจากมือเกษตรกรไปสร้างชื่อเสียงในต่างประเทศ พร้อมนำรายได้กลับเข้าสู่ประเทศไทย เช่นเดียวกับ แพลททินัม ฟรุ๊ต ที่แสวงหาโอกาสในการนำผลไม้ไทยเข้าไปเปิดตลาดใหม่ๆ บนเวทีโลกต่อเนื่องจนสามารถขยายธุรกิจจากไซส์ S สู่ไซส์ L ได้อย่างรวดเร็ว ด้วยปริมาณส่งออกเฉลี่ยกว่า 18,000 ตันต่อปี และทำรายได้ปีล่าสุดถึง 5,200 ล้านบาท

“การที่ผู้ส่งออกของไทยสามารถขยายตลาดสินค้าเกษตรออกไปบนเวทีโลกได้กว้างไกลมากขึ้นเท่าใด รายได้ของเกษตรกรที่เป็นต้นทางการผลิตก็จะเพิ่มขึ้นตามมาด้วย วันนี้กระทรวงพาณิชย์พร้อมเป็นอย่างยิ่งที่จะเดินหน้าส่งเสริมผลักดันธุรกิจของผู้ประกอบการไทยให้เติบโตอย่างมืออาชีพ ทั้งในด้านของการแนะนำองค์ความรู้ ผลักดันการสร้างนวัตกรรม หรือ ให้คำแนะนำข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การลดอุปสรรคทางการค้า รวมถึงการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่จะช่วยพัฒนาและส่งเสริมธุรกิจ อันจะส่งผลดีต่อการกระตุ้นระบบเศรษฐกิจของประเทศให้มีการเติบโตไปพร้อมกันทุกภาคส่วน” รมช.พาณิชย์ฯ กล่าวเสริม

นายณธกฤษ เอี่ยมสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แพลททินัม ฟรุ๊ต จำกัด และบริษัทในเครือ กล่าวว่า “ปัจจุบัน บริษัทฯ สามารถดำเนินธุรกิจส่งออกผลไม้สดได้ครบวงจร ตั้งแต่จัดหาสินค้าเกษตรที่มี “คุณภาพ” โดยคัดเลือกจากสวนผลไม้ที่มีมาตรฐาน GAP และ Global GAP รับรอง มีตลาดส่งออกกระจายทั้งในเอเชียและยุโรป มีทั้ง “ทุเรียน” ที่ส่งออกไปทั่วโลก โดยเฉพาะจีนมีลูกค้าครอบคลุมได้แล้วถึง 4 มณฑล นอกจากนี้ยังมี “ลำไย” ที่ส่งออกเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทยในตลาดอินโดนีเซีย โดยครอบคลุม 3 เมืองสำคัญ ได้แก่ เมดาน จาการ์ตา และ สุราบายา และล่าสุดสามารถขยายเข้าไปในตลาดอินเดียเรียบร้อยแล้ว ทั้งยังมี มังคุด และ มะพร้าว ที่ส่งไปในหลายตลาดทั่วโลก”


