ปตท. – กลุ่มฯ โรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม จัดสัมมนา 2023 The Annual Petroleum Outlook Forum “Change for Chance” พร้อมเปลี่ยน เพื่อเดินหน้าสู่ยุคพลังงานแห่งอนาคต

4.12.23 | 17:30 น.

วิกฤตการณ์เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกที่ทวีความรุนแรงขึ้นในปัจจุบัน ส่งผลให้แนวทางการทำธุรกิจ ที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้รับความสนใจมากขึ้นทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยที่ประกาศเป้าหมาย ความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050 และบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2065 ซึ่งการจะไปให้ถึงเป้าหมายดังกล่าว กลไกสำคัญคือเรื่องของ การเปลี่ยนผ่านพลังงาน หรือ Energy Transition

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท. ในฐานะองค์กรที่เป็นแรงหนุนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พัฒนาคุณภาพชีวิต ตลอดจนทำให้ประเทศไทยสามารถเติบโตในยุคเปลี่ยนผ่านพลังงานได้อย่างสมดุลและยั่งยืน จึงผสานความร่วมมือกลุ่มอุตสาหกรรม โรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และบริษัทในกลุ่ม ปตท. จัดงานสัมมนา 2023 The Annual Petroleum Outlook Forum ภายใต้แนวคิด “Change for Chance: ปรับ เปลี่ยน เพื่อไปต่อ สู่ยุคพลังงานแห่งอนาคต” เพื่อนำเสนอบทวิเคราะห์และแนวโน้มทิศทางราคาน้ำมัน สถานการณ์พลังงาน และความท้าทายที่กระทบต่ออุตสาหกรรมพลังงานทั่วโลก

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า  วิกฤตด้านสภาพภูมิอากาศถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อราคาพลังงานโลก โดยส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการให้ก้าวสู่การเปลี่ยนจากเชื้อเพลิงฟอสซิลไปสู่พลังงานแห่งอนาคต ฉะนั้นแล้วภาคอุตสาหกรรมจำต้องเผชิญความท้าทายด้านการเปลี่ยนผ่านทั่วทั้งโลก รวมถึงประเทศไทย ซึ่งมีความตื่นตัวทั้งนโยบายจากภาครัฐ และรูปแบบการทำธุรกิจของภาคเอกชน

เช่นเดียวกับ ปตท. ที่ได้ปรับวิสัยทัศน์เป็น Powering Life with Future Energy and Beyond คือ การมุ่งสู่ธุรกิจพลังงานในอนาคตและเติบโตในธุรกิจใหม่ที่ไกลกว่าพลังงาน ขณะเดียวกันพันธกิจ หลักในการสร้างความมั่นคง ด้านพลังงานยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์โลก พร้อมรับมือกับความท้าทายต่างๆ ทั้งการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สภาวะเศรษฐกิจ และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

Advertisement

“ตลอดระยะเวลา 45 ปี ปตท. ยังคงมุ่งมั่นรักษาความมั่นคงด้านพลังงานพร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ของประเทศไทย นอกจากนี้ยังร่วมผลักดันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ เพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero Emissions ภายในปี 2050 ซึ่งเร็วกว่าเป้าหมายที่ประเทศกำหนด รวมถึงดูแลสิ่งแวดล้อมเพื่อช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อน อย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้การสนับสนุนจากทุกภาคส่วน พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในสังคมและสิ่งแวดล้อมให้เติบโตไปด้วยกันได้อย่างยั่งยืน”

ด้าน นายบัณฑิต ธรรมประจำจิต ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า โลกต้องเผชิญกับความท้าทายหลากหลายด้าน ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ผลกระทบเชิงเศรษฐกิจจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางต่างๆ เพื่อสกัดเงินเฟ้อ รวมถึงการขาดสภาพคล่องในภาคอสังหาริมทรัพย์ของประเทศจีน จากการที่รัฐบาลเข้ามาแทรกแซงโดยสร้างกฎระเบียบให้เข้มงวดมากขึ้น ตลอดจนนโยบายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์หรือ Net Zero ของประเทศต่างๆ

ด้วยเหตุนี้ การเดินหน้าสู่ยุคพลังงานแห่งอนาคตเพื่อความยั่งยืนด้านพลังงาน จึงเป็นการสร้างสมดุลระหว่างความท้าทายด้านพลังงาน 3 ประการ ประกอบด้วย ความมั่นคงทางพลังงาน คือการจัดหาพลังงานพื้นฐาน รวมถึงความสามารถเพื่อตอบสนองความต้องการทั้งในปัจจุบันและอนาคต ความเป็นธรรมทางพลังงาน เพื่อจัดหาพลังงานที่สามารถเข้าถึงได้ในราคาเหมาะสม ตลอดจน ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นการจัดหาพลังงานที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณต่ำ นับเป็นความท้าทายของกลุ่มธุรกิจพลังงานในการปรับตัวเพื่อเข้าสู่ยุค Energy Transition

ทั้งหมดนี้จึงเป็นที่มาของแนวคิด “Change for Chance ปรับ เปลี่ยน เพื่อไปต่อ สู่ยุคพลังงานแห่งอนาคต” ของงานสัมมนาในปีนี้ ซึ่งนักวิเคราะห์สถานการณ์พลังงาน กลุ่ม ปตท. หรือ PRISM Experts ยังคงมุ่งนำเสนอข้อมูล พร้อมกับการวิเคราะห์ทิศทางราคาน้ำมันรวมถึงความท้าทายที่ภาคอุตสาหกรรมพลังงานต้องเผชิญในปัจจุบันและอนาคต

โดยได้มีการกล่าวว่าแนวโน้มความต้องการใช้น้ำมันในปีหน้ายังมีทิศทางเพิ่มขึ้น โดยมีปัจจัยสนับสนุน ได้แก่ กำลังซื้อในสหรัฐอเมริกา การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในยุโรป และการใช้น้ำมันในภาคการบินของจีนที่เพิ่มขึ้นหลังเปิดประเทศ ขณะเดียวกันอุปสงค์น้ำมันยังคงเติบโตในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานฟอสซิล

อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องจับตานโยบายควบคุมกำลังการผลิตน้ำมันดิบของกลุ่ม OPEC+ เพื่อรักษาระดับราคาน้ำมันดิบ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีน ตลอดจนการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดของกลุ่มประเทศตะวันตกในการควบคุมอัตราเงินเฟ้อ รวมทั้งการแสวงหาโอกาสและแนวทางปรับตัวของกลุ่มบริษัทพลังงานในยุคการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition)

นอกจากนี้ ภายในงานได้จัดเสวนาในหัวข้อ “Enable Everyone’s Engagement in Energy Transition” โดยได้รับเกียรติจากผู้ขับเคลื่อนนโยบายด้านพลังงานระดับประเทศ ไปจนถึงตัวแทนจากภาคอุตสาหกรรมและภาคประชาชน นำโดย นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ นายสมชาย มีเสน รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เนชั่น กรุ๊ป (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน)

ตัวแทนจากภาคอุตสาหกรรมและภาคประชาชน แสดงความคิดเห็นว่า ราคาจะเป็นตัวกำหนดทิศทางการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงาน ดังนั้นภาครัฐควรมีมาตรการสนับสนุนให้ตอบโจทย์กับยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านพลังงาน พร้อมเสนอแนวทางยกระดับอุตสาหกรรมไทย ทั้งการบริหารจัดการด้านพลังงานที่มีประสิทธิภาพ ส่งเสริมการส่งออกการค้าและสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรม ตลอดจนการบูรณาการทางกฎหมาย กฎระเบียบมาตรฐานและสนับสนุนผู้ประกอบการ นำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน

ความพิเศษยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ภายในงานมีการบรรยายพิเศษ ในหัวข้อ “Thailand is Ready for EV’s Supply Chain?” โดย นายสุโรจน์ แสงสนิท รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ทิศทางการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทย พร้อมแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับกลยุทธ์และความท้าทายของการเติมเต็มระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยเข้าสู่สังคมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ

สำหรับประเทศไทย ยังคงมุ่งขับเคลื่อนเทคโนโลยีการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ทั้งการพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยให้รถยนต์ไฟฟ้าสามารถชาร์จได้โดยง่าย รวมถึงนวัตกรรมการสลับเปลี่ยนแบตเตอรี่แบบไม่ต้องรอชาร์จ เพื่อย่นระยะเวลา ตลอดจนเพิ่มความจุพลังงาน และประสิทธิภาพการทำงานที่แกร่งกว่าเดิม” นายสุโรจน์ กล่าวทิ้งท้าย