‘ฟิลิปปินส์’การเมืองระบบครอบครัว
การที่เรือยอชต์ของฟิลิปปินส์เฉี่ยวชนกับเรือนาวิกโยธินตำรวจของจีน ณ สันดอนโธมัสที่ 2 ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของเขตเศรษฐกิจเฉพาะของฟิลิปปินส์นั้น เป็นการบ่งบอกถึงความขัดแย้งเกี่ยวกับอธิปไตยทะเลจีนใต้ทวีความรุนแรง และลุกลามไปถึงช่องแคบไต้หวัน เป็นเหตุให้บรรยากาศขมุกขมัว
อนึ่ง ฟิลิปปินส์ยังอนุญาตให้สหรัฐสร้างฐานทัพที่หมู่เกาะบาตาเนสขึ้นอีก 4 แห่ง เป็นหมู่เกาะที่ห่างจากทางใต้ของไต้หวันเพียง 100 กิโลเมตร เป็นการเสริมท่าเรือให้แก่ไต้หวันสำหรับการยุทธศึกษาทหารเรือ และวัตถุประสงค์อื่นทางด้านกลาโหม ถือเป็นเรื่องที่อ่อนไหวสำหรับจีน
เบื้องหลังแห่ง “ลมเปลี่ยนทิศทางการเมือง” ของประธานาธิบดีมาร์กอส จูเนียร์ ก็เพื่อแสวงหาความร่วมมือทางการทหารกับสหรัฐให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ทั้งนี้ เพราะว่า “ครอบครัวมาร์กอส” ยังมีทรัพย์สินจำนวนมหาศาลถูกสหรัฐ “แช่แข็ง” หวังที่จะขอคืน จึงจำเป็นต้องให้บริการแก่สหรัฐ โดยทำหน้าที่เสมือน “เบี้ย” ตัวหนึ่งบนกระดาน เพื่อไปรังควานไต้หวันตามแผนยุทธศาสตร์ของสหรัฐ
ตัดกลับไปเมื่อวันที่ 3-5 มกราคม ระหว่างที่ประธานาธิบดีมาร์กอส จูเนียร์ เยือนจีน ได้พูดกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ว่า “ข้าพเจ้าดีใจที่ได้มาเยือนจีนครั้งนี้ เป็นการรอคอยมานานแล้ว หวังว่าน่าจะเป็นการยืนยันต่อสังคมถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างจีน-ฟิลิปปินส์ ทั้งสองฝ่ายต่างได้เล็งเห็นความสำคัญแห่งสัมพันธภาพ จึงพยายามช่วยกันส่งเสริมผลักดันให้สูงขึ้นไปอีก แม้ความสัมพันธ์ทางการทูตดำรงมาเพียง 48 ปี แต่มิตรภาพของสองประเทศได้ก้าวข้าม 1 พันปีแล้ว อนึ่ง ข้าพเจ้ารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมพิธีสถาปนาทางการทูตระหว่างจีน-ฟิลิปปินส์ในอดีต วันนี้ข้าพเจ้าจักต้องทำหน้าที่สืบสานปณิธานของบรรพบุรุษอันเกี่ยวกับประเพณีแห่งมิตรภาพของสองประเทศตลอดไป ข้าพเจ้าขอให้คำมั่นจักทำการสื่อสารกับ ฯพณฯ อย่างแนบแน่น ธำรงไว้ซึ่งความร่วมมือแบบครอบคลุม และให้ถือเป็นการเริ่มต้นของประวัติศาสตร์หน้าใหม่ โดยร่วมมือกันแก้ไขปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ เพื่อนำมาซึ่งความผาสุกของประชาชนสองประเทศ และมั่นใจว่าไม่มีอะไรสามารถขวางกั้นการพัฒนามิตรภาพจีน-ฟิลิปปินส์ได้สำเร็จ”
ต่อมาเมื่อเดือนพฤษภาคม “มาร์กอส จูเนียร์” ได้ไปเยือนสหรัฐ หลังจากกลับบ้านแล้ว ก็ปรากฏว่า ลมเปลี่ยนทิศทางการเมือง ทั้งนี้ โดยหลงลืมคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับ “สี จิ้นผิง” จนหมดสิ้น
1 กรณีพิพาทอธิปไตยทะเลจีนใต้ทวีความรุนแรง
1 สถานการณ์ช่องแคบไต้หวันขมุกขมัว
1 อนุญาตให้สหรัฐสร้างฐานทัพในหมู่เกาะฟิลิปปินส์
เป็นที่ประจักษ์ว่า การเมืองฟิลิปปินส์เป็นระบบครอบครัว แม้ว่าครอบครัวมาร์กอสมากด้วยกรณีพิพาท แต่ “มาร์กอส จูเนียร์” ก็สามารถกลับมาอีกวาระหนึ่ง เพราะเปี่ยมด้วยมนุษย์สัมพันธ์อันดี อุดมด้วยกระสุนดินดำ เจริญไมตรี สร้างความสัมพันธ์ อุปถัมภ์ค้ำจุน ทุกสิ่งทุกอย่าง จึงลงที่ “อำเภอดำเนินสะดวก”
มารดาของ “มาร์กอส จูเนียร์” คือ อดีตสตรีหมายเลข 1 “อีเมลดา มาร์กอส” ได้รับฉายา “ผีเสื้อเหล็ก” คือเป็นหญิงแกร่งดุจเหล็กกล้า และเป็นบุคคลแห่งตำนานการเมืองระบบครอบครัว
ปี 1986 สามีของเธอ “เฟอร์ดินาน มาร์กอส” ประธานาธิบดีถูกโอบล้อมด้วยศัตรูรอบด้าน ต้องลี้ภัยการเมืองที่สหรัฐ ในที่สุดเสียชีวิตที่โฮโนลูลู รัฐฮาวาย สังคมอนุมานว่า เส้นทางการเมืองของเธอจะต้องสิ้นสุดลงในเวลานั้น แต่เธอสามารถแสดงออกซึ่ง “พลังละมุน” ทางการเมืองระบบครอบครัว โดยอาศัยความโทมนัสของครอบครัว จูงใจให้คนสงสาร จนสามารถพลิกฟื้นยืนตนขึ้นมา ไม่เพียงได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งหลายครั้ง และยังผลักดันให้บุตรชายหัวแก้วหัวแหวน “มาร์กอส จูเนียร์” ขึ้นเป็นประธานาธิบดีในปี 2022 อีกด้วย เป็นการหวนคืนอำนาจของตระกูลมาร์กอส ฟื้นฟูแบรนของวงศ์ตระกูลได้สำเร็จ
ความจริง “อีเมลดา” มีความสนิทสนมกับไต้หวันในสมัยสงครามเย็น คือปี 1967 เคยได้รับรางวัลเกียรติยศจากประธานาธิบดีเจี่ยง เจี้ยสือ (เจียง ไคเช็ค) สะท้อนถึงความเป็นกัลยาณมิตร
ต่อมาทศวรรษที่ 70 สหรัฐเปลี่ยนแปลงนโยบายที่มีต่อจีน ฟิลิปปินส์ก็เปลี่ยนตามด้วย
ปี 1974 “อีเมลดา” พร้อมด้วยบุตรไปเยือนจีน และได้เข้าพบผู้ยิ่งใหญ่ยามปัจฉิมวัย “เหมา เจ๋อตง” ทั้งนี้ ได้รับความเอ็นดูจากท่านผู้เฒ่า โดย “เหมา” จูบมือ “อีเมลดา” และลูบศีรษะ “มาร์กอส จูเนียร์” ในวัย 17 เป็นบรรยากาศที่แสนอบอุ่น ตอนที่สองแม่ลูกอำลา ยังมีการโอบกอดกับ “เหมา” อีกด้วย
กรณีเป็นการสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า จีน-ฟิลิปปินส์คือชีพจรเอเชียเดียวกัน
กล่าวกับ “พลังละมุน” ทางการเมืองของ “อีเมลดา” ความหนักแน่นของเธอคือ ไม่สนใจเสียงนกเสียงกาหรือการกล่าวหานินทาประการใด แม้ฝ่ายค้านวิพากษ์ว่า เธอมีรองเท้าส้นสูงถึง 3 พันกว่าคู่ แต่งหน้าทาแป้งให้แก่สามีผู้เผด็จการ ทว่า ไม่ยอมรับรู้ถึงทุกข์ร้อนของประชาชน แต่เธอก็ยังเป็นที่นิยมของชนชั้นรากหญ้าที่บ้านเกิด การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งทุกครั้งเสมือนการจัดงานรื่นเริง ร้องรำทำเพลง คือต้นทุนทางการเมือง
วันนี้ บุตรชายของผีเสื้อเหล็ก ดูประหนึ่งว่าเจริญรอยตามมารดา โลดแล่นอยู่บนถนนการเมือง
ณ ถิ่นฐานบ้านเกิด ในรูปแบบ “หนังม้วนเดียวกัน” ล้วนเป็นเกมอำนาจระบบครอบครัว
ทั้งแม่ลูกมีความเชื่อที่อยู่เหนือเหตุผล “การทูตไม่มีศัตรูถาวร ไม่มีเพื่อนถาวร หากมีผลประโยชน์ถาวร”
แต่บัดนี้อำนาจรูปแบบผีเสื้อเหล็กดูเหมือนไม่เสถียรเพราะเริ่มสั่นคลอน อาจต้องตกอยู่ในสภาพ “lose-lose”
“มาร์กอส จูเนียร์” คงจะประเมินพลังจีนต่ำ และคงหลงลืมไมตรีที่ “เหมา เจ๋อตง” มีต่อมารดาและตัวเขา คือไมตรีที่ “จูบมือแม่” ไมตรีที่ “ลูบหัวลูก” แทนที่จะใช้ไมตรีตอบ กลับใช้ไมตรีนั้นมาประหัตประหารจีน โดยการโน้มเอียงไปที่สหรัฐเพียงข้างเดียว คืออนุญาตให้ทหารอเมริกันสร้างฐานทัพในหมู่เกาะฟิลิปปินส์ ซึ่งใกล้กับไต้หวัน จึงเท่ากับฟิลิปปินส์เข้าร่วมกรณีพิพาทช่องแคบไต้หวันโดยสมบูรณ์
ดูจากกาลระยะยาว เป็นการขัดต่อผลประโยชน์แน่นอน เพราะนโยบายสหรัฐที่มีต่อฟิลิปปินส์ล้วนเป็นระยะสั้น หากดูจากสงครามเวียดนาม ดูจากสงครามอัฟกานิสถาน ขึ้นต้นดูดี สุดท้ายสหรัฐก็ทิ้ง ไม่เคยอยู่ยืนโยงยาม ในความเป็นจริงเพราะได้รับผลกระทบจากการเลือกตั้ง เมื่อเปลี่ยนประธานาธิบดีก็เปลี่ยนนโยบาย
มีข่าวว่า บุตรของผีเสื้อเหล็ก ต้องการเอาใจสหรัฐ เพื่อให้รัฐบาลคืนทรัพย์สินที่ถูกอายัดตั้งแต่ครั้งบิดาลี้ภัยการเมือง แต่เป็นผลประโยชน์ของครอบครัว มิใช่ผลประโยชน์ของประเทศ
บัดนี้ อดีตสตรีหมายเลข 1 อีเมลดา มาร์กอส ในวัย 94 น่าจะยังไม่ลืมเหตุการณ์ที่เข้าพบ “เหมา เจ๋อตง” ที่เป็นไฮไลต์คือ “เหมาจูบมือ” อันเป็นบรรยากาศที่แสนอบอุ่น ไปหาที่ไหนก็ไม่ได้อีกแล้ว เช่นเดียวกับสายน้ำ
แต่มาร์กอส จูเนียร์ บุตรชายยังละอ่อนในยุทธศาสตร์การเมือง ขาดวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล มองโลกในมุมแคบ จนต้องตกเข้าไปในวังวนช่องแคบไต้หวัน เป็นการหลงทาง กลายเป็นเบี้ยตัวหนึ่งของอเมริกัน
ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช

