หมายเหตุ – ต่อไปนี้เป็นการแสดงความคิดเห็น กรณีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูประเทศ (สปท.) เห็นชอบรายงานเรื่องการจัดระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าไม้และเพิ่มพื้นที่ป่าของประเทศ มาตรการแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ร่าง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศและร่าง พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. มีเนื้อหาส่อเอื้อต่อนายทุนบุกรุกอุทยานฯ โดยให้อำนาจกรมอุทยานฯ นำสิ่งปลูกสร้างที่ยึดมาไปใช้ประโยชน์ในภารกิจ จะรื้อถอนทุบทิ้งก็ได้ รวมทั้งให้คนอยู่ในป่าอนุรักษ์ได้ถึง 20 ปี ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของอธิบดีกรมอุทยานฯ

ประยุทธ์ หล่อสุวรรณศิริ
อดีตรองอธิบดีกรมป่าไม้ ในฐานะนายกสมาคมศิษย์เก่าคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
หลังได้พูดคุยกันแล้วต่อร่าง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศและร่าง พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ ทางสมาคมศิษย์เก่าคณะวนศาสตร์ไม่เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ โดยเฉพาะการยึดรีสอร์ตและบ้านพักที่บุกรุกพื้นที่อุทยานฯ มาใช้ในภารกิจของกรมอุทยานฯ ได้ เพราะขัดต่อเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.อุทยานฯ เดิม แม้เมื่อกฎหมายฉบับใหม่จะมีการประกาศบังคับใช้และทำให้กฎหมายเดิมสิ้นสภาพไป แต่ความรู้สึกถึงความเข้มข้นของการบังคับใช้กฎหมายก็เจือจางลง ที่ผ่านมามีหลายฝ่ายหลายกรณีพยายามที่จะไม่ให้มีการรื้อถอนทุบทิ้งรีสอร์ทที่บุกรุกพื้นที่อุทยานฯ เพราะเสียดาย แต่กฤษฎีกาก็เคยตีความแล้วว่าไม่สามารถนำมาใช้ประโยดชน์ได้ เพราะสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ป่าอนุรักษ์กระทบต่อสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ ขณะที่การอนุญาตให้คนที่บุกรุกพื้นที่ป่าอนุรักษ์สามารถอยู่ในพื้นที่ได้ 20 ปี ก็ไม่ถูกต้องกฎหมายอุทยานฯ เขตรักษาพันธุ์ฯ
ปัจจุบันห้ามบุคคลดำเนินการในลักษณะดังกล่าวเด็ดขาด แต่ในป่าสงวนแห่งชาติมีจุดผ่อนปรนให้ประชาชนอยู่ในป่าได้ ถือว่าเหมาะสมอยู่แล้ว ถ้าปล่อยให้คนไปอาศัยอยู่ในเขตอุทยานฯ เขตรักษาพันธุ์ฯ มีพื้นที่รวมกัน 2.2 ล้านไร่ ก็ไม่แน่ใจว่าจะเหลือป่าหรือไม่ อย่างไรก็ตามผมเข้าใจเจตนาของ สปท. ในการออกกฎหมายดังกล่าว เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าป่าเราเหลือน้อยลงทุกวัน

ศรีสุวรรณ จรรยา
นายกสมาคมต่อต้านโลกร้อน
เนื้อหากฎหมายแบบนี้ปล่อยให้ออกมาไม่ได้อย่างเด็ดขาด เพราะจะเปิดโอกาสให้ใช้ช่องว่างที่มีอยู่แสวงหาผลประโยชน์ได้ กฎหมายจะต้องมีความชัดเจน ตรงไปตรงมา รีสอร์ต บ้านพักตากอากาศ โรงแรม หรืออะไรก็ตามที่เป็นสิ่งแปลกปลอมไปสร้างอยู่ในเขตป่า จะต้องรื้อทิ้งออกให้หมด ทำให้ป่าบริเวณนั้นกลับมามีสภาพป่าดังเดิม จะมาทำเป็นเสียดายไม่ได้เด็ดขาด เพราะมิฉะนั้นแล้วทำให้เกิดแรงบันดาลใจที่จะเข้าไปบุกรุกพื้นที่ป่ากันมากขึ้น เมื่อบุกแล้วถูกจับขึ้นมา อาจจะไปกระทำการสมยอมกับเจ้าหน้าที่ เพื่อให้ได้ผลประโยชน์คืนกลับมา เช่น ไปเช่ากลับคืนมา ยิ่งหากอยู่ในยุคของอธิบดีกรมอุทยานฯที่อ่อนแอ ก็จะยิ่งง่ายต่อการเอื้อประโยชน์ต่อกัน
สมาคมต่อต้านโลกร้อนจึงยอมไม่ได้กับเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด แต่ในเรื่องนี้ผ่านการพิจารณาของ สปท.แล้ว ขั้นตอนต่อไปก็ส่งไปยังนายกรัฐมนตรี เราพร้อมเครือข่ายจะทำหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีขอให้มีการทบทวนเรื่องนี้โดยละเอียด อย่าเอาความคิดเห็นของ สปท. ที่ไม่ใช่ความคิดเห็นของประชาชนส่วนใหญ่ และเป็นการเอื้อประโยชน์ให้คนที่จ้องจะหาผลประโยชน์อย่างมหาศาล

หาญณรงค์ เยาวเลิศ
ประธานมูลนิธิการจัดการน้ำแบบบูรณาการ
ตามหลักกฎหมายใน พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติแล้ว การบุกรุกเข้าไปสร้างสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ คดีที่สิ้นสุดแล้วจะต้องทุบทิ้ง แล้วไปปรับสภาพพื้นที่ให้คืนสู่สภาพเดิม แต่ถึงแม้ไม่ทุบทิ้ง ก็ไม่ได้ถือว่าเป็นทรัพย์สินกรมอุทยานฯอยู่ดี การจะเก็บไว้ตามแต่อำนาจการเห็นควรของอธิบดีนั้นมีโอกาสอย่างมากที่จะต้องเอาไปทำประโยชน์ เช่น การให้เช่าต่อ เจ้าของเดิมอาจจะเข้ามาเช่าต่อ หรือไม่ก็ได้ เป็นเรื่องวกไปวนมาหาจุดจบไม่ได้
ผมคิดว่ามาตรการที่ออกมานี้แค่มาตรการเยียวยาชั่วครู่ชั่วยาม ไม่ใช่มาตรการดูแลพื้นที่ ไม่ใช่การแก้ปัญหาการบุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติ จะแก้ปัญหาได้ก็แต่เฉพาะเรื่องทรัพย์สินในพื้นที่อุทยานฯ แต่ไม่ได้ทำให้การแก้ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าทะลุไปตามเจตนาที่แท้จริงของกฎหมาย ประเด็นที่จะต้องทำเวลานี้ก็คือ กลุ่มที่ยังติดอยู่กับมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) 30 มิถุนายน 2541 ที่ค้างคามาเกือบ 20 ปีแล้ว ยังพิสูจน์กันไม่จบสิ้น ทั้งๆ ที่มีหลักฐานเอกสารหลายอย่าง สามารถพิสูจน์ได้แล้ว สิ่งที่รัฐจะต้องทำคือ ทำให้พื้นที่ตรงนี้เกิดความชัดเจนโดยเร็ว ใครที่เข้ามาอยู่ก่อนประกาศพื้นที่อุทยานฯก็ให้สิทธิเขาอยู่ตามสิทธินั้น และใครที่เข้ามาอยู่ทีหลังก็จัดการไปตามกฎหมาย กฎหมายอุทยานฯฉบับเดิม หลักการก็ดีอยู่แล้ว เพียงแต่การบังคับและหยิบเอามาใช้ยังทำกันไม่เต็มที่เท่านั้น
ดำรงค์ พิเดช
สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
ผมดีใจที่สังคมตื่นตัวในเรื่องนี้ แต่มันเป็นการเข้าใจผิดที่ปล่อยกระแสออกไปว่า เปิดให้นายทุนเข้ามาครอบครองพื้นที่ โดยเฉพาะ มาตรา 46 และมาตรา 52 ของร่าง พ.ร.บ.อุทยานฯ ผมเป็นอนุกรรมการและได้ร่วมทำมาในส่วนนี้ ผมจะไม่ยินยอมเอาทรัพย์สินส่วนรวมของชาติไปให้นายทุนทั้งสิ้น ผมดูอย่างละเอียดรอบคอบทุกอย่างหมดแล้ว เพียงแต่เพิ่มอำนาจให้อธิบดีกรมอุทยานฯ อย่างมาตรา 46 การริบทรัพย์สินของกลาง ต้องผ่านอัยการให้ยื่นฟ้อง ตอนนี้เรามีหน้าที่แจ้งอัยการแจ้งศาลให้ริบทรัพย์ เพราะผู้กระทำความผิดพัฒนาไปเรื่อยๆ ตัดไม้พะยูงก็ไปเช่ารถมา เจ้าของรถไม่มีส่วนรู้เห็นก็คืนของกลางก็ไม่มีจบสิ้น เราก็แก้จุดนี้ในจุดอ่อนที่เกิดขึ้น ส่วนรีสอร์ตที่ยึดมา อธิบดีมีอำนาจใช้มาตรา 22 พ.ร.บ.อุทยานฯ ในการรื้อถอนเหมือนเดิม ถ้าไม่พบตัวผู้กระทำผิดติดประกาศ 30 วัน รื้อถอนได้ทันที แต่ถ้ามีหลักฐานก็สู้กันในชั้นศาลเพื่อขอให้สั่งรื้อถอน อธิบดีก็มาพิจารณาว่าตึกอาคาร 3 ชั้น ถ้ามาทำเป็นศูนย์อบรมของพิทักษ์ป่าหรือใช้เป็นสถานที่มีประโยชน์ต่อราชการก็ให้ดุลพินิจอธิบดีทำได้ แต่ไม่ใช่ไปให้นายทุนทำรีสอร์ตเช่าต่อไม่ได้ อุทยานไม่มีเปิดโอกาสให้เช่าอะไรทั้งสิ้น
ส่วนมาตรา 52 เรื่องที่ทำกินเป็นเรื่องของกลุ่มบุคคลกลุ่มหนึ่งบนที่สูง วันนี้เราพูดกันในเรื่องป่าอนุรักษ์ เราจะแก้ไขกันอย่างไร มติ ครม. 30 มิ.ย. 2541 มาถึงวันนี้เป็นเวลา 19 ปียังไม่ได้ทำอะไรเลย หลังปี 2545-2546 อีก 2 ล้านกว่าไร่ ก็ยังไม่ได้ทำอะไร จนกระทั่งมาปี 2557 ก็ผ่อนผันคนยากคนจนไม่ใช่นายทุนทั้งหลาย กันพวกข้างล่างขึ้นมาสวมสิทธิใช้คนจนบังหน้า เราต้องมาจัดระบบกันใหม่ ฉะนั้นเรากันจุดนี้ให้เข้าทำกินอยู่ตามอัตภาพ อันไหนมันล่อแหลมก็จัดที่ให้ใหม่ เช่นอาจจะไปอยู่ขอบเชิงเขา รักษาส่วนยอดเขาเอาไว้ ไม่ใช่ปล่อยให้ยอดเขาก็โล้น ข้างล่างก็โล้นปลูกข้าวโพดกัน อันนี้ขอให้เข้าใจ 2 จุดนี้ ไม่มีเปิดโอกาสให้นายทุนเข้ามาดำเนินกิจการอะไรทั้งสิ้น เป็นเรื่องรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ
ศศิน เฉลิมลาภ
ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร
ในฐานะผู้มีส่วนร่วมในคณะทำงานของเกี่ยวกับร่างกฎหมายฉบับนี้ มี 2 ประเด็นที่ต้องทำความเข้าใจ คือ ประการที่ 1 เจตนาของกฎหมายไม่ได้ต้องการจะเปิดโอกาสให้เอกชนหรือผู้ที่รุกพื้นที่ป่าเข้ามาเช่าพื้นที่อย่างที่พยายามจะตีความกัน แต่ถามว่าหากมีคนทำแบบนั้นมีโอกาสจะทำได้ไหม ก็มีโอกาสจะทำได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับผู้ปฏิบัติว่าจะสามารถควบคุมรักษาผลประโยชน์ได้หรือไม่
เรามีกฎหมายที่ออกมาเพื่อห้ามโดยเฉพาะ บางทีมันก็ยังหาช่องทางจนได้ แต่หากใครเห็นว่า มันควรจะแก้ตรงไหน หรือตรงไหนที่เป็นช่องว่างก็สามารถไปปรับปรุงแก้ไขในชั้นอื่นได้ อันนี้ไม่ใช่จุดสิ้นสุด
ประการที่ 2 คือเรื่องคนอยู่กับป่า ตอนที่ร่างกฎหมายฉบับนี้ ไม่มีการพูดถึงการอยู่ในป่าตั้งแต่ 5 ปี ขึ้นไป แต่ไม่เกิน 20 ปี ไม่ได้มีการพูดถึงตัวเลขตรงนี้ แต่เมื่อออกมาเป็นร่างกฎหมายกลับมีออกมา ก็งงเหมือนกัน แต่ประเด็นการจัดการพื้นที่ป่ากับคนที่อาศัยอยู่ในป่ามีเยอะ หัวใจสำคัญคือ การขีดวงจำกัดพื้นที่ที่อยู่ให้ชัดเจน ไม่ให้ขยายพื้นที่ออกไป ไม่ให้มีการรุกเพิ่มมากขึ้น เพื่อผมว่าเรื่องนี้มันอ่อนไหวกับคนหลายๆ กลุ่ม ที่กำลังเป็นประเด็นนี้แค่เริ่มต้น ยังมีกระบวนการคัดกรองอีกเยอะ

