หน้าแรก เด่นวันนี้ ถอดรหัสเลี้ยง...

ถอดรหัสเลี้ยงเด็กหนึ่งคน ใช้คนทั้งหมู่บ้าน เปลี่ยนคราบน้ำตาเป็นรอยยิ้ม

27.06.24 | 09:00 น.

เข้าสู่ปีที่ 5 แล้วที่ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ขับเคลื่อนงานสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว นำร่อง 210 ตำบล ใน 20 จังหวัด ภายใต้แนวคิด “เลี้ยงเด็กหนึ่งคน ใช้คนทั้งหมู่บ้าน” ที่ล่าสุด

ทีมชุมชนจาก 23 พื้นที่ได้มาร่วมวงถอดรหัสประสบการณ์การทำงานแบบ “ชุมชนนำ” แลกเปลี่ยนเครื่องมือในการแก้ปัญหาชุมชน ซึ่งมี “ประโยชน์สูงสุดของเด็ก” เป็นตัวตั้ง ณ ห้องบอลรูมดอนเมือง โรงแรมอมารีดอนเมือง แอร์พอร์ต

ณัฐยา บุญภักดี ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว สสส. เผยว่าการเลี้ยงดูเด็กหนึ่งคนอย่างมีคุณภาพต้องมี ความต่อเนื่องตั้งแต่อยู่ในท้องไปจนโต ทั้งมิติของการศึกษา สุขภาพ สวัสดิการ ตลอดจนชุมชนต้องมีส่วนร่วม เพราะการทำงานเรื่องเด็กเยาวชนนั้นไม่สามารถแยกเป็นส่วนๆ ได้ พ่อแม่ทะเลาะตบตี การแยกตัวเด็กที่เป็นลูกออกมาจากครอบครัวไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ถูกต้อง ทั้งยังต้องใช้เวลาและความร่วมมือจากหลายฝ่าย ฉะนั้นการทำงานใน “ระดับตำบล” จึงเป็นคำตอบ

“แต่ละชุมชนนั้นมีการเลี้ยงดูเด็กจากรุ่นสู่รุ่นมาเนิ่นนานแล้ว จึงมีสิ่งที่เรียกว่า “วิถีชุมชน” อยู่ หากต้องการให้เกิดความยั่งยืน แนวคิด “ชุมชนนำ” จึงมีพื้นฐานสำคัญคือความเชื่อใจ มั่นใจในศักยภาพของชุมชน เราไม่ส่ง

นักวิชาการ หรือนักพัฒนาที่เป็นคนข้างนอกไปทำ แต่ทุกชุมชนต้องมีจุดร่วมคือ พิจารณาเสมอว่าสิ่งที่ลงมือทำ ไม่เป็นผลเสียต่อเด็ก ประโยชน์สูงสุดของเด็กต้องเป็นตัวตั้ง” ผอ.สำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็กฯ กล่าว และเล่าถึงเคสที่สะท้อนให้เห็นว่าการมีทีมชุมชนคอยดูแลนั้น สามารถเข้าช่วยเหลือได้ทันท่วงที

Advertisement

โดยมีครอบครัวหนึ่ง แม่พิการสายตาเลือนราง มีลูกเล็ก 3 คน บ้านจนที่สุดในตำบล ส่วนสามีทำงานใช้แรงงานหันไปพึ่งยาเสพติด

จึงถูกจับกุม ทำให้ขาดเสาหลักของบ้านไป 4 ชีวิตที่เหลือไม่มีอะไรจะกิน แม่วิตกหนักมากว่าจะอดตายจึงตัดสินใจจะจบชีวิตยกครัว แต่เพื่อนบ้านเห็นความผิดปกติจึงไปแจ้งทีมชุมชนเข้ามาช่วยได้ทัน ชาวบ้านรวมตัวกันเอาข้าวสาร อาหารไปให้ แม่ก็ได้รับกำลังใจให้มีชีวิตอยู่ต่อและสัญญาจะไม่ทำแล้ว หลังสามีได้รับการปล่อยตัว คนในหมู่บ้านก็ให้สามีปฏิญาณตนว่าจะไม่ไปพึ่งยาอีก โดยทุกคนจะช่วยกันดูแล

“ปกติครอบครัวที่ยากจนในหมู่บ้านเขาจะแยกตัวโดดเดี่ยว เพราะเขารู้สึกไม่เท่ากัน แต่ว่าบรรยากาศแบบนี้ทำให้เขากลับคืนสู่สังคมชุมชนได้ ซึ่งเหตุแบบนี้ ถ้าไม่ได้ชุมชนช่วย ก็ไม่มีใครช่วยทันแล้วกลายเป็นข่าวเศร้าบนหน้าหนังสือพิมพ์” ณัฐยาย้ำ

อย่างไรก็ตาม โครงการของแต่ละพื้นที่ที่มาจัดแสดงมีทั้งเครื่องมือและแหล่งเรียนรู้ในรูปแบบของ “ออฟไลน์” และ “ออนไลน์” ที่มีครบสำหรับเด็กทุกช่วงวัย และบุคลากรที่เกี่ยวกับเด็ก ไม่ว่าจะเป็น “เน็ตป๊าม้า” (Net Pama) หลักสูตรออนไลน์สำหรับพ่อแม่เพื่อสอนเทคนิคเชิงบวกในการปรับพฤติกรรมลูก โดยทีมหมอจากโรงพยาบาลศิริราช “366 Q-KIDS” เครื่องมือพัฒนาครูเพื่อคุณภาพเด็กปฐมวัย ยกระดับศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก

หรือจะเป็น “โรงเล่น พิพิธภัณฑ์เล่นได้” ที่ อ.แม่สรวย จ.เชียงราย พื้นที่เล่นสำหรับคนทุกวัยในพื้นที่ชนบท ที่ จิ๋ว – วีรวรรณ กังวานนวกุล ผู้จัดการโรงเล่น พัฒนามาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 25 ปี จากการ มองเห็นถึงปัญหาช่องว่างระหว่างวัย ที่ส่วนมากผู้สูงอายุจะเป็น ผู้ที่อยู่กับเด็กๆ และพบว่า ทั้ง 2 วัยมักจะคุยกันครั้งแรกผ่าน

เรื่องราวของของเล่น

“เด็กไม่ได้ต้องการเล่นของเล่น แต่ต้องการเล่นกับผู้คน การเล่นด้วยกันมันเชื่อมโยงความผูกพันแล้วทำให้เด็กมั่นคงขึ้น เลยถอดบทเรียนจากประสบการณ์ทั้งหมดมาเขียนเป็นโปรแกรมที่ชื่อว่า ลานเล่น Network เครื่องมือ 5 สเต็ปในการชวนชุมชนมาเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาของตัวเองผ่านลานเล่น ซึ่งเราไม่ได้ให้เงิน ชุมชนต้องไปหาคน-ช่าง-ตังค์-ของ มีไหม อาจจะระดมทุน

หรือเอาของเก่าไม่ใช้แล้วมาประยุกต์ โดยตอนนี้เรามี 5 ลานเล่นในภาคเหนือตอนบน ตั้งเป้าว่าจะขยายพื้นที่ เพิ่มขึ้นให้ได้ 5 ที่ในทุกๆ ปี” เจ้าของโรงเล่นกล่าว และเล่าถึงลานเล่นที่น่าประทับใจ

“อย่าง ลานเล่นหน้าวัดทาดอยแช่ อ.แม่ทา จ.ลำพูน ที่เจ้าอาวาสรู้สึกมีแต่คนสูงวัยเข้าวัด อยากให้เด็กๆ เข้าวัดบ้างต้องทำยังไง ก่อนจะพบว่า “ศาลาจ๊อยซอ” ที่ตั้งอยู่หน้าวัด 1 ปีใช้ครั้งเดียวควรนำมาทำลานเล่นให้เด็กๆ และมีตาคนหนึ่งยกประตูไม่ใช้แล้วมาทำเป็นที่ปีนให้เด็กปีนป่าย พอเด็กๆ มาเล่น หลวงพ่อชอบมากจึงนำขนมที่ได้รับจากการบิณฑบาตรมาตั้งไว้ให้ เด็กก็หยิบกินตรงนี้ไม่นำกลับบ้าน หลวงพ่อยังต่อยอดอีกว่าควรจะฝึกวินัยเชิงบวกให้เด็กๆ ด้วยการตั้งถังขยะไว้สอนการแยกขยะ ขณะเดียวกันการดูแลพื้นที่นี้ก็ควรจะเป็นหน้าที่ของทุกคน จึงจัดไม้กวาด ที่โกยขยะต่างๆ ไว้ ผู้ปกครองที่มาส่งลูกหลานเล่นก็หยิบคนละมือสองมือช่วยกันกวาดลาน พื้นที่จึงสะอาดอยู่เสมอ เป็นอีกหนึ่งลานเล่นที่ เสริมพลังชุมชน”ชุมชนเห็น ชุมชนทำ สร้างระบบนิเวศการดูแลเด็กหนึ่งคน ใช้คนทั้งหมู่บ้าน เปลี่ยนคราบน้ำตาเป็นรอยยิ้ม