ความสัมพันธ์จีนและกลุ่มประเทศอาหรับยกระดับ
การเมืองระดับภูมิภาคตะวันออกกลางเปิดศักราชใหม่
‘สี จิ้นผิง’สนับสนุน ‘ปาเลสไตน์’ สร้างประเทศ
ก ารประชุมระดับรัฐมนตรีว่าด้วยความร่วมมือจีน-ประเทศอาหรับครั้งที่ 10 ที่ปักกิ่งเมื่อปลายเดือนพฤษภาคม ได้มีรัฐมนตรีพันธมิตรอาหรับ 22 ประเทศเข้าร่วมประชุม ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ประมุขบาห์เรน อียิปต์ ตูนิเซีย และยูไนเต็ดอาหรับเอมิเรตส์ได้ร่วมพิธีเปิดและกล่าวสุนทรพจน์ การประชุมครั้งนี้ได้ออกแถลงการณ์รวม 3 ฉบับคือ ปฏิญญาปักกิ่ง แผนการดำเนินงานปี 2024-2026 และปัญหาปาเลสไตน์
สี จิ้นผิงประกาศในที่ประชุมว่า รัฐบาลจีนยินดีให้การสนับสนุน 500 ล้านหยวน เพื่อช่วยเหลือชาวปาเลสไตน์ที่ประสบเคราะห์กรรม ณ ฉนวนกาซา เพื่อบรรเทาวิกฤตมนุษยธรรม
กรณีเป็นเชิงรุกทางการทูตของจีนแนวใหม่ในตะวันออกกลาง สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของจีนในภูมิภาคตะวันออกกลางยกระดับขึ้นตามเหตุการณ์
สุนทรพจน์ตอนหนึ่งของสี จิ้นผิง พอสรุปได้ว่า “สงครามมิอาจยืดเยื้อต่อไป ความยุติธรรมขาดหายมิได้ รัฐบาลจีนยืนยันแข็งขันสนับสนุนแผนการสร้างเขตแดนปี 1967 เป็นรากฐาน โดยการยึดถือทางตะวันออกของเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของปาเลสไตน์ ซึ่งมีอำนาจอธิปไตยและเป็นเอกราชโดยสมบูรณ์ สนับสนุนปาเลสไตน์เข้าเป็นสมาชิกสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ อีกทั้งสนับสนุนให้เปิดการประชุมแบบสมานฉันท์ระดับสากล”
ในแถลงการณ์ร่วมจีน-อาหรับเกี่ยวกับปัญหาปาเลสไตน์ ยังได้ตำหนิพฤติกรรมของอิสราเอล และสหรัฐ พร้อมทั้งได้เรียกร้องให้ประเทศต่างๆ ช่วยกันรับรองปาเลสไตน์คือประเทศ
ท่ามกลางความขัดแย้งอิสราเอลและกาซา วิกฤตมนุษยธรรมที่กาซาเข้มข้นมากขึ้น เป็นเหตุให้ “แผนการสองประเทศ” เป็นที่รับรู้กันทั่วโลก ความสัมพันธ์จีนและอาหรับจึงยกระดับ เพราะว่ารัฐบาลจีนตั้งมั่นอยู่ในจุดคุณธรรมสูงสุด ในขณะที่โลกอาหรับผิดหวังกับสหรัฐ จึง “เบนสู่ตะวันออก”
ท่ามกลางกระแสโลกปัจจุบัน แน่นอนสหรัฐและอิสราเอลต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว ก็เพราะถูกโดดเดี่ยว วันรุ่งขึ้นหลังเสร็จการประชุม สหรัฐและอิสราเอลจึงเสนอแนวทางใหม่เกี่ยวกับการหยุดยิง หากวางตัวบนพื้นฐานอุเบกขา ดูเหมือนอิสราเอลสมยอมการประนีประนอม แต่เหตุใดไม่อ้างถึง “แผนการสองประเทศ” จึงมองว่าอาจเป็นการซื้อเวลา เพื่อบริการแก่ “ไบเดน” สำหรับการเลือกตั้ง เพื่อหวังครองตำแหน่งอีกวาระหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม บทบาทและบารมีของสหรัฐในตะวันออกกลางของสหรัฐกำลังหายไป เช่นเดียวกับสายน้ำ เพราะเวลาเปลี่ยนไป สถานการณ์เปลี่ยนไป เหตุการณ์เปลี่ยนไป สถานะก็ต้องเปลี่ยนไปด้วย
ในทางตรงกันข้าม ฐานะของจีนในตะวันออกกลางจาก “ความวิเวก” ไต่เต้าขึ้นสูงยืนเด่น และกลายเป็น “เสียงที่มีน้ำหนัก” อันมีความหมายยิ่ง สังคมจึงถือว่า จีนขึ้นมา “เสริมที่ว่าง” แต่รัฐบาลจีนไม่เคยถือว่า ตะวันออกกลางมีที่ว่าง เพราะเจ้าของตะวันออกกลางคือประชาชนตะวันออกกลาง ปัญหาภายในภูมิภาคควรให้ประชาชนแก้ไขกันเอง แต่ในความเป็นจริง การเจรจาเกี่ยวกับผลักดันสันติภาพในตะวันออกกลาง จีนไม่เคยขาดการประชุมแม้แต่ครั้งเดียว หากจะย้อนกลับไปดูความสัมพันธ์จีนกับโลกอาหรับตั้งแต่ปี 1950 แบ่งออกเป็นเอเชียตะวันตก แอฟริกาเหนือของโลกอาหรับ ล้วนเป็นเป้าหมายสำคัญทางการทูตของจีน
1956 อียิปต์ซึ่งมีประชากรมากที่สุดในตะวันออกกลางเป็นประเทศแรกของโลกอาหรับที่สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน
1990 ซาอุดีอาระเบียเป็นประเทศสุดท้ายของโลกอาหรับที่เปิดสัมพันธ์การทูตกับจีน แสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์จีนกับโลกอาหรับได้เข้าสู่มิติใหม่
การประชุมความร่วมมือจีน-อาหรับได้เริ่มขึ้นตั้งแต่ 2004 เป็นต้นมา ได้พัฒนาเป็นการประชุมระดับรัฐมนตรี สนทนายุทธศาสตร์ทางการเมือง อีกทั้งร่วมสร้างความสัมพันธ์เกี่ยวกับหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ฯลฯ
บัดนี้ โลกอาหรับกลายเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ของจีนที่มากที่สุด
เดือนธันวาคม 2022 ในโอกาสที่ “สี จิ้นผิง” ไปประชุมสุดยอดจีน-อาหรับครั้งแรก ณ กรุงริยาด ซาอุดีอาระเบีย ทั้งสองฝ่ายยินดีร่วมสร้าง “ชะตาชีวิตจีนและอาหรับสมัยใหม่” หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง โลกอาหรับทั้งหลายล้วนได้กลายเป็นหุ้นส่วนของจีนคือ “ร่วมชะตาชีวิตเดียวกัน”
สำหรับการประชุมครั้งนี้ สมาชิกทั้ง 22 ประเทศล้วนได้ร่วมการริเริ่ม “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” บัดนี้ ประเทศจีนได้เป็นหุ้นส่วนทางการค้าที่ใหญ่สุดของกลุ่มประเทศอาหรับ
นอกจากนี้ ความเอื้ออาทรทางการเมืองระหว่างจีนและอาหรับ ยังเป็นผลดีต่อการเมืองระดับภูมิภาคของจีนอีกด้วย ไม่ว่าพันธมิตรอาหรับจะเปิดประชุมครั้งใดก็ตาม ล้วนยืนยันแข็งขันสนับสนุนนโยบายจีนเดียว
ที่น่าสนใจที่สุดคือ “ปฏิญญาปักกิ่ง” ได้ระบุว่า บรรดากลุ่มประเทศอาหรับยืนยันแน่วแน่สนับสนุนจีนอันเกี่ยวกับปัญหาซิงเจียง อันเสียงสนับสนุนล้วนมาจากโลกมุสลิม สำหรับปักกิ่งถือว่าเป็น “เสียงสวรรค์”
นอกจากนี้ บทบาทของจีนในตะวันออกกลางที่โดดเด่นที่สุดคือ เมื่อกลางปี 2023 ประสบความสำเร็จในการทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยความบาดหมางกันระหว่างซาอุดีอาระเบียกับอิหร่าน ถือเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในทางการทูต อันเป็นการจรรโลงไว้ซึ่งสันติภาพและภราดรภาพ อีกทั้งเป็นการยกระดับทางการทูตของจีนด้วย
ซาอุฯและอิหร่านที่นับถือศาสนาอิสลามนิกายชุนนีและชีอะห์เป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตลอด
กลุ่มต่อต้านรัฐบาลชื่อ “ฮูตี” (Houthi movement) ภายใต้การสนับสนุนของอิหร่านได้มีปฏิบัติการในประเทศเยเมน และมีความได้เปรียบในการทำสงคราม ซาอุฯจึงก่อตั้งกองทัพแนวร่วมสู่สมรภูมิ เกิดการสู้รบ
ความขัดแย้งระหว่างซาอุฯ-อิหร่าน นอกจากประเด็นทางศาสนาและการแย่งชิงสิทธิครอบครองอ่าวเปอร์เซีย การปลุกระดมของสหรัฐคือปัญหาใหญ่ ทั้งสองฝ่ายได้ทำการเจรจาเพื่อสงบศึกในดินแดนถิ่นเกิดเป็นจำนวนหลายครั้งด้วยกัน ไม่ประสบผลสำเร็จ แต่มาสำเร็จ ณ กรุงปักกิ่ง โดยใช้เวลาเพียง 5 วันเท่านั้น
ที่น่าสนใจคือ ผลการเจรจาเพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่าย ได้ออกแถลงการณ์ในนามของประเทศจีน ซาอุดีอาระเบีย และอิหร่าน เรียกว่า “แถลงการณ์ร่วมสามฝ่าย” เป็นชัยชนะสันติภาพที่ยิ่งใหญ่สุด
เหตุการณ์ที่จีนเป็นคนกลางทำการไกล่เกลี่ยให้ซาอุฯ-อิหร่านฟื้นฟูสัมพันธภาพครั้งนี้ ชัดเจนยิ่งเป็นการแสดงให้โลกเห็นว่า บทบาทในเวทีสากลของจีนได้ยกระดับแล้ว ให้โลกรับรู้ว่าจีนมีความสามารถในการทำงานใหญ่อันเกี่ยวกับการประนีประนอมกรณีพิพาทได้สำเร็จ เป็นการรังสรรค์สันติภาพของโลกอย่างบริสุทธิ์
ส่วนการประชุมความร่วมมือระดับรัฐมนตรีจีน-อาหรับครั้งที่ 10 ย่อมต้องถือเป็นการฉายภาพของจีนอันเกี่ยวกับอำนาจบารมีในกลุ่มประเทศอาหรับโดยสมบูรณ์
หากจะเปรียบเทียบสถานะของสหรัฐกับจีนในตะวันออกกลางคือ สหรัฐกำลังดิ่งลง จีนกำลังทะยานขึ้น
ต้องยอมรับว่า โอกาสที่จีนจะเข้าแทนที่สหรัฐคงไม่อยู่ไกลนัก และพอจะอนุมานได้ว่า ฐานันดร“พี่ใหญ่” ตะวันออกกลางของสหรัฐนับวันริบหรี่ เลือนราง และคงต้องจางหายไปในปริโยสาน
ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช

