หน้าแรก เด่นวันนี้ เลือกตั้งสหรา...

เลือกตั้งสหราชอาณาจักร พรรคแรงงานได้รับชัยชนะล้นพ้นเป็นประวัติการณ์ คนอังกฤษไม่มั่นใจ ‘เหล้าเก่าในขวดใหม่’

16.07.24 | 12:33 น.

เลือกตั้งสหราชอาณาจักร
พรรคแรงงานได้รับชัยชนะล้นพ้นเป็นประวัติการณ์
คนอังกฤษไม่มั่นใจ ‘เหล้าเก่าในขวดใหม่’

ก ารเลือกตั้งสหราชอาณาจักร พรรคแรงงาน ได้รับชัยชนะเป็นประวัติการณ์ สิ้นสุดการบริหารประเทศ 14 ปี ของพรรคอนุรักษนิยม แม้พรรคแรงงานได้ที่นั่งในสภาถึง 60 กว่าเปอร์เซ็นต์ แต่ดูประหนึ่งว่า ประชาชนยังขาดความสนใจกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้

แม้พรรคแรงงานและพรรคอนุรักษนิยมผลัดเปลี่ยนกันบริหารประเทศเป็นร้อยปี แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ สองพรรครวมกันแล้วคะแนนไม่ถึง 60 เปอร์เซ็นต์ ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

ส่วนพรรคปฏิรูปอังกกฤษ ลงชิมลางครั้งแรก ก็ได้รับเลือกถึง 14 เปอร์เซ็นต์ เป็นการสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ผู้มีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยขาดความเชื่อมั่นสองพรรคใหญ่

เวลา 10 กว่าปีที่ผันผ่าน ชีวิตความเป็นอยู่ของคนอังกฤษเลวลงทุกขณะ การบริหารของพรรคอนุรักษนิยมไร้ประสิทธิภาพ เลขที่ 10 Downing Street เปลี่ยนนายกฯบ่อย และไม่มีนโยบายที่ดีเพื่อตอบสนองประชาชน หลายครั้งเหมือนกับแพทย์จ่ายยาผิด รักษาไม่ถูกโรค เป็นต้นว่า นโยบาย “Brexit” ไม่ได้มีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจดีขึ้น นับวันดิ่งลง รัฐบาลใหม่จะแก้วิกฤตจึงมิใช่เรื่องง่าย

Advertisement

ตามกำหนดของรัฐสภา สหราชอาณาจักรจักต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหญ่ภายในสิ้นเดือนมกราคม 2025 แต่เนื่องจากคะแนนนิยมของพรรคอนุรักษนิยมตกต่ำ และเป็นรองของพรรคแรงงานประมาณ 10 ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ แต่หลายเดือนที่ผ่านมาเศรษฐกิจของอังกฤษได้กระเตื้องขึ้น เดือนพฤษภาคม อัตราเงินเฟ้อลดลงเหลือ 2 เปอร์เซ็นต์ ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี ที่ได้บรรลุเป้าหมายของธนาคารกลาง เงินเดือนของคนทำงานก็ดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลา 10 เดือน

นายกรัฐมนตรี ริชี ซูแน็ก จึงตัดสินใจเลื่อนการเลือกตั้งให้เร็วขึ้นเป็นเดือนกรกฎาคม เขาคาดการณ์ว่า ถ้าไม่สามารถเอาชนะการเลือกตั้งได้ อย่างน้อยก็เป็นการลดการสูญเสียที่นั่งในสภา แต่ผลปรากฏว่าพรรคอนุรักษนิยมพ่ายแพ้อย่างหมดรูป

ณ วันที่ 5 กรกฎาคม พรรคแรงงานได้ 412 ที่นั่ง จาก 650 ที่นั่ง ในรัฐสภา ในขณะที่พรรคอนุรักษนิยมได้ 121 ที่นั่ง ทิ้งห่างกันถึง 291 ที่นั่งในสภา ผลต่างสูงสุดในรอบศตวรรษ

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของสหราชอาณาจักรครั้งนี้ มิได้สร้างความหวังใหม่ให้แก่คนอังกฤษ เช่น ยึดหลักสร้างความร่ำรวยและความเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นฐานราก ไม่ปรับขึ้นภาษีการค้า ก่อตั้งรัฐวิสาหกิจเพื่อทำการลงทุนในด้านทรัพยากรธรรมชาติ ก่อตั้งองค์กรความร่ำรวย ฯลฯ
จึงชวนให้คิดถึงสมัยนายกฯโทนี แบลร์ ซึ่งเป็นนักการเมืองสายกลาง-ซ้ายที่ใกล้ชิดกับบรรดาพ่อค้า อุปมาก็คือ “เหล้าเก่าในขวดใหม่” ซึ่งเป็นการลอกเรียนแบบอย่างการบริหารของโทนี แบลร์ ชนิดเต็มตามอินวอยซ์ ประเด็นจึงมีอยู่ว่า บัดนี้เวลาเปลี่ยนไป สถานการณ์ก็เปลี่ยนไป มาตรการของโทนี แบลร์ จะสอดคล้องกับเหตุการณ์ปัจจุบันหรือไม่ จึงกลายเป็นคำถาม

หากย้อนคิดอดีตปี 2010 ครั้งที่พรรคอนุรักษนิยมบริหารประเทศ นายกฯเดวิด คาเมรอน ผู้เดินสายกลางแต่เอียงขวา กรณีสะท้อนให้เห็นถึงภาพของผู้รากมากดีที่เปี่ยมด้วยทัศนคติของวัฒนธรรมยุโรปภายใต้นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ เศรษฐกิจอังกฤษสามารถฟื้นฟูการเติบโต แต่เป็นเหตุให้เกิดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน ประชาชนไม่พอใจ เพราะเป็นพฤติกรรมที่ช่วยพยุงสภาพตลาด แต่ไม่ได้ช่วยชีวิตของคน พลังฝ่ายขวาจึงชูธงรบ และตั้งประเด็นว่าผู้รากมากดีไม่สนใจไยดีความเดือดร้อนของประชาชน และกล่าวหายุโรปคือต้นเหตุ เพราะผู้อพยพเข้ามาแย่งชามข้าวของคนอังกฤษ นายกฯเดวิด คาเมรอน คงหลงประเด็น ทำงามหน้าเล่นเรื่องขอประชามติเกี่ยวกับเรื่อง “เบร็กซิท” หลังจากการลงมติเรื่อง “เบร็กซิท” เมื่อปี 2016 พรรคอนุรักษนิยมถูกครอบงำด้วยประชานิยมฝ่ายขวา ไม่ว่าจะเป็นบอริส จอห์นสัน ไม่ว่าจะเป็นลิส ทรัส ล้วนขึ้นแท่นนายกฯด้วยการอาศัยบารมีของประชานิยมฝ่ายขวา ปัญหาจึงอยู่ที่เรื่องเบร็กซิทคือ การถวิลหาอธิปไตยและผลประโยชน์ทางการเมือง มิใช่การแก้ปัญหาชีวิตความเป็นอยู่ เสมือนกับแพทย์จ่ายยาไม่ตรงกับโรค

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่านักการเมืองตั้งใจจะแก้ปัญหา แต่ประชาชนยังไม่มีความเชื่อมั่น เพราะสะสมมานาน ซึ่งเกิดจากการเมืองระบอบประชาธิปไตยของตะวันตกนั่นเอง

ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช