ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำให้ ‘มิจจี้’ หรือมิจฉาชีพ สามารถหลอกลวงผู้บริโภคได้แยบยลและสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง สอดรับข้อมูลรายงานสถานการณ์การถูกหลอกลวงผ่านช่องทางออนไลน์ ภายใต้โครงการศึกษาสถานการณ์ภัยคุกคามทางออนไลน์ ปี 2567 ที่คนไทยกว่า 36 ล้านคน ถูกหลอกให้ซื้อสินค้า – โอนเงิน – กู้เงิน ซึ่งไตรมาสแรก ปี 2567 เกิดความเสียหายมูลค่ากว่า 6 หมื่นล้านบาท ดังนั้น ทุกภาคส่วนต้องบูรณาการทำงานร่วมกันอย่างเข้มแข็ง เพื่อลดความเสียหายเหล่านั้น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ในฐานะองค์กรที่มุ่งยกระดับนิเวศสื่อสุขภาวะ จึงสานพลัง โคแฟค (ประเทศไทย) และภาคีเครือข่าย จัดเวทีนักคิดดิจิทัล ครั้งที่ 28 หัวข้อ “ยกระดับรับมือมิจจี้ภัยการเงิน จากพลเมืองเท่าทันสู่นโยบายสาธารณะในยุคดีพเฟค” เตรียมความพร้อมประชาชนในการรับมือมิจฉาชีพออนไลน์ทางการเงิน รวมถึงระดมความคิดจากนักวิชาการ – วิทยากรหลากหลายสาขา ร่วมกันถกปัญหา พร้อมหาทางออกด้านการรับมือและป้องกันภัยมิจฉาชีพการเงินออนไลน์

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุน สสส. เล่าว่า ปัจจุบันพิษภัยทางออนไลน์มีหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง การส่งต่อความเชื่อที่ผิด รวมถึงการหลอกลวงด้านสุขภาพและการเงิน สสส. ในฐานะองค์กรสุขภาวะ จึงมุ่งสร้างเวทีเผยแพร่ความรู้ แลกเปลี่ยนแนวคิด เพื่อร่วมป้องกันพิษภัยจากสื่อออนไลน์มาอย่างต่อเนื่อง โดยแต่ละเวทีมีจุดเด่นและประเด็นที่สำคัญแตกต่างกัน สำหรับเวทีเสวนาฯ ครั้งที่ 28 มุ่งเป้าเพื่อผนึกกำลังภาคีทุกภาคส่วนยกระดับนิเวศสื่อสุขภาวะ เสริมทักษะให้ทุกคนเป็นพลเมืองเท่าทันสื่อ รวมถึงขับเคลื่อนให้มีมาตรการทางกฎหมายที่ต้องมาควบคุม กำกับ ดูแล มีบทลงโทษที่ชัดเจน มีมาตรการทางสังคม ตลอดจนมาตรการเยียวยาความเสียหายให้กับผู้บริโภค ซึ่งคนทุกวัยต้องช่วยกันดูแล โดยเฉพาะผู้สูงอายุไม่ให้ถูกหลอกลวงและตกเป็นเหยื่อของ ‘มิจจี้’ “เวทีนี้เป็นการพูดถึงพิษภัยทางการเงิน เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ประชาชน ผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ถูกต้อง รู้เท่าทันและอย่าตกเป็นเหยื่อ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ตกเป็นเหยื่อเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากไม่เข้าใจกลโกงเหล่านี้ จึงสูญเสียทรัพย์สินเงินทองให้กับมิจฉาชีพอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ผู้เสียหายยังได้รับผลกระทบด้านอื่นๆ เช่น ปัญหาความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ปัญหาขาดความเชื่อมั่นต่อการใช้ชีวิตในโลกออนไลน์ และปัญหาสุขภาพจิต” ดร.นพ.ไพโรจน์ เล่าอีกว่า สสส. มีความมุ่งมั่นเพื่อสร้างความเท่าทันให้ทุกช่วงวัย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งความท้าทาย เพราะมิจฉาชีพมีพัฒนาการการหลอกลวงด้วยรูปแบบใหม่ๆ ที่คนในสังคมอาจตามไม่ทัน
ดังนั้น ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือแลกเปลี่ยนข่าวสาร รวมถึงแก้ไขและมุ่งหาแนวทางป้องกัน ตลอดจนกระตุ้นให้ประชาชนมีความพร้อมในการรับมือภัยมิจฉาชีพในยุคดีพเฟค อย่างไรก็ตาม การทำให้คนรู้เท่าทันกลยุทธ์ของมิจฉาชีพ จำเป็นต้องมีข้อมูลวิชาการ โดยมีการทำวิจัยศึกษาข้อมูลเชิงลึกจากภาคีที่เกี่ยวข้อง จากนั้นจึงนำข้อมูลเหล่านั้นไปย่อย และส่งต่อให้ประชาชนรับรู้ได้ง่าย พร้อมสร้างกระแสสังคมเพื่อก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนแนวคิดแบบใหม่อยู่เสมอ ตลอดจนต้องพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อป้องกันตั้งแต่ต้นทาง “สสส. ไม่ได้ทำเพียงองค์ความรู้ แต่ทำเป็นองคาพยพกับหลายภาคส่วน เพราะมิจฉาชีพจะเปลี่ยนพิษภัยอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น เรื่องเหล่านี้ยังไม่ใช่เรื่องที่จะสำเร็จได้โดยง่าย จำต้องดำเนินงานผ่านภาคประชาสังคม นักวิชาการอิสระ และหน่วยงานภาครัฐ” รองผู้จัดการกองทุน สสส. ทิ้งท้าย


