สถานีคิดเลขที่ 12 : เกาะกูดของไทย
ความน่ากลัวของการเมืองไทยข้อหนึ่งคือการมุ่งทำลายฝ่ายตรงกันข้ามโดยไม่เลือกวิธีการ
หลายเรื่องในอดีตเป็นบทเรียนให้เห็นถึงการแอบอ้างผลประโยชน์ของชาติมาป้ายสีฝ่ายตรงข้าม
แทนที่ประเทศจะได้ประโยชน์ กลับกลายเป็นไม่ได้ประโยชน์
หากเรื่องที่มีการโจมตีทางการเมืองเป็นเรื่องใหม่เอี่ยม คนยังสับสน ยังไม่มีข้อพิสูจน์ยืนยัน ก็ยังพอรับได้ว่า เรื่องดังกล่าวต้องใช้เวลาในการอธิบาย
แต่กรณีเกาะกูดที่ก่อกระแสว่าจะต้องเสียดินแดนไปนั้นถือเป็นวาทกรรมที่ฉายซ้ำ
กรณีดังกล่าวมีข้อพิสูจน์กันมาแล้วว่าไม่จริง
การที่ พล.ร.อ.จิรพล ว่องวิทย์ ผบ.ทร. ลงพื้นที่เกาะกูดตอกย้ำว่า แผ่นดินนั้นเป็นของไทย เป็นการตอกย้ำว่าปัจจุบันนี้เกาะกูดเป็นของไทย
การที่ นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งตกเป็นเหยื่อการป้ายสีในอดีตออกมาตอกย้ำ ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ยืนยันว่า
ประเด็นเกาะกูดนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว และมีการอธิบายความ มีการพิสูจน์แล้วว่า เกาะกูดเป็นของไทย
นายนพดลยืนยันว่า เกาะกูดเป็นของไทยตามสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส จึงไม่มีใครจะยกเกาะกูดไปให้ใครได้
อีกเรื่อง คือ เอ็มโอยู 44 ที่ลงนามในสมัยนายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
เอ็มโอยู 44 นี้ก็ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์และมีข้อพิสูจน์มาแล้วว่า ไม่ได้ทำให้ไทยต้องเสียเกาะกูด
แต่เอ็มโอยู 44 จะเป็นกลไกที่จะเกิดการเจรจาเรื่องพื้นที่ทางทะเล และพื้นที่พัฒนาร่วม
เพราะทั้งไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในเขตไหล่ทวีปทับซ้อนกัน
และการเจรจาพัฒนาร่วมกันของ 2 ประเทศ ในเอ็มโอยู 44 ก็ระบุว่า ไม่มีผลกระทบต่อการอ้างสิทธิทางทะเลทั้งของไทยและกัมพูชา
สดับตรับฟังดูแล้ว เอ็มโอยู 44 น่าจะเป็นเครื่องมือในการพัฒนามากกว่าการทำลาย
คือ เอื้อประโยชน์ต่อ 2 ประเทศในการพัฒนาร่วมกัน
แต่ทุกครั้งที่มีข่าวเรื่องการเจรจาร่วมมือกันเพื่อพัฒนากลับปรากฏเรื่องการเสียดินแดนขึ้นมาให้เห็น
คนที่อธิบายก็ต้องกลับไปอธิบายกันใหม่ เพราะมีคนเชื่อว่าไทยจะเสียเกาะกูด
เมื่อเกิดความไม่เข้าใจ การขับเคลื่อนเพื่อพัฒนาก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ทำให้เสียโอกาสที่จะนำทรัพยากรที่จะมาช่วยลดต้นทุนพลังงาน
ซึ่งจะนำมาสู่ราคาก๊าซ และน้ำมันที่ถูกลงเป็นไปได้ยากขึ้น
ความจริงแล้วไทยกับประเทศเพื่อนบ้านในห้วงเวลาที่ภูมิรัฐศาสตร์ร้อนแรงต้องจับมือกัน เพราะเราเป็นประเทศเล็กๆ ที่ตกอยู่กลางมรสุมความขัดแย้งของมหาอำนาจ
หนทางใดที่ทำให้ไทยและเพื่อนบ้านเจริญรุ่งเรืองก็ควรจะดำเนินการร่วมกัน
และเอ็มโอยู 44 น่าจะเป็นตัวช่วยให้เกิดการพัฒนาขึ้นมาได้
ประเด็นเอ็มโอยู 44 นี้ หลายปีก่อนอาจจะเกิดความเข้าใจผิดเรื่องทำให้ไทยเสียสิทธิเสียดินแดน
แต่เมื่อระยะเวลาผ่านพ้น มีการอธิบายความทั้งภาคการเมือง และภาคราชการ และมีการพิสูจน์ข้อเท็จจริงกันมาหลายครั้ง
กรณีเอ็มโอยู 44 น่าจะได้ข้อยุติ และน่าจะใช้เอ็มโอยู 44 เพื่อประโยชน์คนส่วนใหญ่
ส่วนเกาะกูดนั้นเป็นของไทย และยังต้องเป็นของไทยตลอดไป
นฤตย์ เสกธีระ
[email protected]

