หน้าแรก เด่นวันนี้ เปิดเสวนา ‘ฆา...

เปิดเสวนา ‘ฆาตกรที่มองไม่เห็น’ภัยเงียบจาก ‘ควันบุหรี่มือสอง’ ที่ไม่เลือกเหยื่อเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งเต้านม 1.24 เท่า

14.11.24 | 17:00 น.

ในชีวิตประจำวันหลายคนอาจไม่ทันสังเกตถึงอันตรายจาก ควันบุหรี่มือสอง’ ที่แฝงตัวอยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด ทำให้ผลกระทบอันร้ายแรงของ ‘ฆาตกรที่มองไม่เห็น’ มักถูกมองข้าม ทั้งๆ ที่ควันบุหรี่มือสองก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคร้ายแรงอื่นๆ ในผู้ไม่สูบบุหรี่เพื่อเน้นย้ำถึงความร้ายแรงของปัญหานี้ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล จึงร่วมกับ มูลนิธิเพื่อการพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดเวทีเสวนาในหัวข้อ ‘ฆาตกรที่มองไม่เห็น : คนไทยตายปีละเท่าไรจากควันบุหรี่มือสอง’ โดยเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกและปลุกจิตสำนึกของสังคม ถึงอันตรายจากภัยเงียบที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและสุขภาพของประชาชนการเสวนาเริ่มขึ้นโดย ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติ นำเสนอข้อมูลจากรายงานของนายแพทย์ใหญ่ กระทรวงสาธารณสุข สหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2549 ที่ชี้ให้เห็นถึงอันตรายร้ายแรงของควันบุหรี่มือสอง โดยระบุว่า จากผลการทดลองกับสัตว์ที่ได้รับควันบุหรี่มือสอง พบสารก่อมะเร็งมากกว่า 50 ชนิด ซึ่งปัจจุบันพบว่ามีเพิ่มขึ้นกว่า 70 ชนิดแล้ว ทั้งยังพบสารเคมีที่เกิดจากกระบวนการก่อมะเร็งปอดในปัสสาวะของผู้ไม่สูบบุหรี่ที่ได้รับควันบุหรี่มือสอง สะท้อนให้เห็นว่ากลไกการเกิดมะเร็งปอดในผู้ที่ได้รับควันบุหรี่มือสองมีลักษณะคล้ายคลึงกับผู้สูบบุหรี่สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ ผลกระทบต่อ ‘เด็ก’ ที่ได้รับควันบุหรี่มือสอง ซึ่งมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคร้ายแรงและเสียชีวิตก่อนวัยอันควร โดยเฉพาะจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ การเจริญเติบโตของปอดที่ช้าลง และโรคหืดที่รุนแรงขึ้น รวมถึงการอักเสบและติดเชื้อภายในหูนอกจากนี้ ผลการทดลองในหนูที่สัมผัสควันบุหรี่ไฟฟ้ายังพบผลลัพธ์ที่คล้ายคลึงกัน โดยหนูทดลอง 23 จาก 40 ตัว เกิดการเปลี่ยนแปลงของเยื่อหุ้มกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งเป็นสัญญาณของความเสี่ยงในการพัฒนามะเร็งในระยะแรก” ศ.นพ.ประกิต ให้ข้อมูลด้าน รศ.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช อาจารย์ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เปิดเผยสถานการณ์การได้รับควันบุหรี่มือสองว่า จากรายงานของ WHO เมื่อปี 2566 พบว่า ในแต่ละปีทั่วโลกมีคนไม่สูบบุหรี่แต่ต้องตายจากควันบุหรี่มือสองถึง 1.3 ล้านคน หรือ 3,560 คนต่อวัน ขณะที่ในประเทศไทยเอง ปัจจุบันมีประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไปที่ไม่สูบบุหรี่ 34 ล้านคน แต่คนกลุ่มนี้ยังคงต้องเผชิญกับควันบุหรี่มือสองจากคนรอบข้าง โดยเฉพาะจากสมาชิกในครอบครัวที่

สูบบุหรี่ในบ้านไม่เพียงเท่านั้น อัตราการได้รับควันบุหรี่มือสองในประเทศไทยยังสูงกว่าหลายประเทศทั่วโลก จากข้อมูลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยในการตรวจร่างกายครั้งที่ 6 เมื่อปี 2562 รายงานว่า คนไทยกว่า 70% ได้รับผลกระทบจากควันบุหรี่มือสอง ขณะที่การสำรวจในประเทศอังกฤษปีเดียวกัน ระบุว่า คนอังกฤษได้รับผลกระทบจากควันบุหรี่มือสองเพียง 30% ซึ่งมีอัตราต่ำกว่าของไทยอย่างมาก โดยเฉพาะในไทย ‘ผู้หญิง’ มีความเสี่ยงจากควันบุหรี่มือสองในบ้านถึง 68% มากกว่าผู้ชายที่ได้รับผลกระทบจากควันบุหรี่มือสองจากบ้าน 47% และหากเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ กว่า 57 ประเทศทั่วโลก ยังพบว่า หญิงไทยมีอัตราการได้รับควันบุหรี่มือสองสูงที่สุดเป็นอันดับ 5 ของโลกรศ.พญ.เริงฤดี ยังเผยข้อมูลน่าตกใจจากการศึกษาย้อนหลัง 37 ปี (ตั้งแต่ปี 2528 – 2565) ซึ่งรวบรวมงานวิจัยกว่า 63 ชิ้น ที่ยืนยันว่า ‘การสูดควันบุหรี่มือสองในบ้าน’ เพิ่มความเสี่ยงในการเกิด ‘มะเร็งเต้านม’ ในผู้หญิงอายุ 15 – 49 ปี ถึง 1.24 เท่า โดยความเสี่ยงจะยิ่งเพิ่มขึ้นตามปริมาณและระยะเวลาที่ได้รับควันบุหรี่มือสอง อีกทั้งมะเร็งเต้านมยังถือเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในหญิงไทยอีกด้วยนอกจากควันบุหรี่ทั่วไปแล้ว บุหรี่มือสองจาก ‘บุหรี่ไฟฟ้า’ ก็ถือเป็นภัยเงียบที่ควรกังวลเช่นกัน 

ศ.พญ.สุวรรณา เรืองกาญจนเศรษฐ์ รองผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) ชี้ให้เห็นถึงผลกระทบและอันตรายของบุหรี่มือสองจากบุหรี่ไฟฟ้า ว่า จากงานวิจัยเปรียบเทียบโดยการเจาะเลือดของผู้ที่สูบบุหรี่ทั่วไปกับผู้ที่สูบบุหรี่ไฟฟ้า ค้นพบว่า ผู้ที่สูบบุหรี่ไฟฟ้าจะมีค่าโลหะหนัก ได้แก่ เงิน ทองแดง ซีลีเนียม และวานาเดียม ในเลือดสูงกว่าผู้ที่สูบบุหรี่ทั่วไป ทั้งยังพบค่าคาร์บอนมอนอกไซด์ที่สูงถึง 5 เท่า จากภาวะปกติ ศ.พญ.สุวรรณา ยังได้ยกตัวอย่างจากสถานการณ์ที่มีการจัดอีเวนต์ท้าประลองพ่นควันบุหรี่ไฟฟ้าภายในห้องประชุมขนาดใหญ่ ผลปรากฏว่า จากผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้าจำนวน 60 – 80 คน ก่อนการจัดกิจกรรมมีค่า PM 2.5 อยู่ที่ 2 – 3 มคก./ม3 แต่หลังจากการจัดกิจกรรมในวันแรก พบค่า PM 2.5 เพิ่มสูงขึ้นถึง 819 มคก./ม3 ซึ่งสูงกว่าระดับฝุ่นพิษในกรุงเทพฯ เกือบ 10 เท่า ทำให้บริเวณที่มีการสูบบุหรี่ไฟฟ้ากลายเป็นมลพิษทางอากาศ ที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพของทั้งผู้สูบและผู้ที่ไม่ได้สูบปัจจุบันพบการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น และหลายคนยังเข้าใจผิดว่าไอระเหยจากบุหรี่ไฟฟ้าไม่เป็นอันตราย เนื่องจากมีกลิ่นหอมและไม่มีควันจากการเผาไหม้ แต่จริงๆ แล้วอันตรายจากการได้รับควันมือสองจากบุหรี่ไฟฟ้าก็ส่งผลกระทบต่อสุขภาพเช่นเดียวกันในไอระเหยของบุหรี่ไฟฟ้าประกอบไปด้วยสารนิโคติน PM 2.5 โลหะหนัก และสารก่อมะเร็ง โดยเฉพาะในหญิงตั้งครรภ์ที่สูบบุหรี่ไฟฟ้าจะมีความเสี่ยงสูงที่สารเหล่านี้จะเป็นพิษต่อทารกในครรภ์ ทั้งยังเพิ่มโอกาสภาวะหายใจผิดปกติและโรคหอบหืดในเด็กอีกด้วย” อธิบายอย่างไรก็ตาม จากข้อมูลที่นำเสนอในเสวนานี้ เราจะเห็นว่า ควันบุหรี่มือสอง’ ไม่ได้เป็นแค่ปัญหาของผู้สูบบุหรี่เท่านั้น แต่ยังเป็นภัยเงียบที่มีผลกระทบต่อสุขภาพของคนที่ไม่ได้สูบด้วย โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและหญิงตั้งครรภ์ที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคและภาวะต่างๆ จากการได้รับควันบุหรี่มือสอง รวมถึง ‘บุหรี่ไฟฟ้า’ ที่มีอันตรายไม่แพ้กัน การตระหนักรู้และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนในสังคมจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อร่วมกันปกป้องสุขภาพของทุกคนจากภัยที่มองไม่เห็นนี้

Advertisement