หน้าแรก เด่นวันนี้ เพิ่มความปลอด...

เพิ่มความปลอดภัยจากโควิด-19 ด้วยการเข้าถึง ‘ยาต้านไวรัส’ ตัวช่วยรักษากลุ่มเสี่ยงให้ห่างไกลอาการรุนแรง

9.12.24 | 16:01 น.

สถานการณ์ ‘โควิด-19’ ยังคงเป็นภัยสุขภาพที่ต้องให้ความสำคัญและเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะใน ‘กลุ่มเสี่ยง’ ซึ่งรวมถึง ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว และ สตรีมีครรภ์ จากข้อมูลล่าสุดของกรมควบคุมโรค พบว่า ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ยังคงมีทั้งผู้ป่วยปอดอักเสบรุนแรง ผู้ที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ และผู้เสียชีวิต ซึ่งสะท้อนถึงความเสี่ยงที่ยังคงมีอยู่ในสังคม

แม้ว่าไวรัสสายพันธุ์ที่กำลังแพร่ระบาดในปัจจุบันอาจไม่ได้ก่อให้เกิดความรุนแรงเพิ่มขึ้น แต่สิ่งที่น่ากังวล คือ การแพร่เชื้อที่รวดเร็วขึ้น และ มีความสามารถในการหลบหลีกภูมิคุ้มกันได้ดีมาก การเข้าถึง ‘ยาต้านไวรัส’ อย่างทันท่วงที จึงเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้กลุ่มเสี่ยงเกิดอาการรุนแรง ซึ่งข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) บ่งชี้ว่า 1 ใน 3 ของผู้ติดเชื้อในกลุ่มเสี่ยงที่ไม่ได้รับยาต้านไวรัสมีโอกาสเกิดอาการรุนแรงจากการติดเชื้อโควิด-19 ได้

เพื่อให้กลุ่มเสี่ยงและประชาชนได้รับการดูแลอย่างครบถ้วน ในบทความนี้เราจึงได้รับเกียรติจาก นายแพทย์วีรวัฒน์ มโนสุทธิ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ สถาบันบำราศนราดูร กรมควบคุมโรค ที่จะพาไปเจาะลึกข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ล่าสุดของโควิด-19 รวมถึงความรุนแรงของโรค คนกลุ่มใดบ้างที่ยังจัดเป็นกลุ่มเสี่ยง และแนวทางการปฏิบัติตัวเมื่อติดเชื้อ ตลอดจนทำความรู้จักกับ ‘ยาต้านไวรัสโควิด-19’ ที่ใช้รักษาผู้ป่วยในปัจจุบัน 

โควิด-19 ยังไม่จบ กลุ่มเสี่ยงยังมีความเสี่ยง

จากข้อมูลล่าสุดของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พบว่า สถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทยยังคงมีผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีอาการป่วยรุนแรง เช่น ปอดอักเสบและอาการหอบเหนื่อย ซึ่ง นพ.วีรวัฒน์ ได้ให้ข้อมูลว่า “ภาพรวมในสัปดาห์ที่ 47 ระหว่างวันที่ 24 พ.ย.  – 30 พ.ย. 67 มีจำนวนผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจำนวน 516 ราย โดยในจำนวนนี้มีผู้ป่วยที่มีอาการปอดอักเสบ 82 ราย และผู้ที่มีอาการหนักจนต้องใส่ท่อช่วยหายใจ 38 ราย รวมถึงมีผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 จำนวน 5 ราย

Advertisement

“ขณะที่ยอดผู้ป่วยสะสมที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลตลอดทั้งปี 2567 ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 30 พ.ย. 67 มีผู้ป่วยสะสมทั้งหมด 43,241 ราย และผู้เสียชีวิตสะสม 220 ราย อัตราการเสียชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ส่วนกลุ่มถัดมาคือ ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคปอด โรคเกี่ยวกับสมอง และโรคมะเร็ง โดยเฉพาะผู้ที่กำลังได้รับการรักษาด้วยเคมีบำบัด และหากผู้ป่วยเหล่านี้อยู่ในกลุ่มผู้สูงอายุ ความเสี่ยงในการเกิดอาการรุนแรงจะยิ่งเพิ่มขึ้นอีก”

ข้อมูลดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงความสำคัญในการเฝ้าระวังอาการในกลุ่มเสี่ยงที่ติดเชื้อโควิด-19 เพราะมีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการรุนแรง เช่น เชื้อลงปอด ทำให้เกิดภาวะหลอดลมอักเสบ และปอดอักเสบ นอกจากนี้ ผู้ป่วยบางรายที่อาการดีขึ้นในช่วงแรกแล้ว อาจกลับมามีอาการปอดอักเสบได้ เนื่องจากไวรัสกระตุ้นให้เกิดสารเคมีบางอย่างในร่างกาย ส่งผลให้การอักเสบเพิ่มขึ้น ซึ่งอาการลักษณะนี้พบได้บ่อยในกลุ่มเสี่ยง 

ในทางกลับกัน หากเป็นผู้ที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงมักมีอาการไม่รุนแรง จะเป็นอาการที่ส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจส่วนบน เช่น อาการเจ็บคอ ไอ และมีเสมหะ ซึ่งสามารถรักษาตามอาการได้

เจาะลึก 3 กลุ่มผู้ป่วย เพื่อการรักษาโควิด-19 อย่างเหมาะสม

เมื่อถามถึงแนวทางการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ในผู้ใหญ่ของไทยในปัจจุบัน นพ.วีรวัฒน์ อธิบายว่า เราได้แบ่งกลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการป่วยออกเป็น 3 กลุ่ม สำหรับกลุ่มแรก คือ ผู้ที่ไม่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงและอาการไม่รุนแรง การรักษาจะคล้ายกับการดูแลผู้ป่วยโรคไข้หวัดทั่วไป โดยเน้นการรักษาตามอาการ เช่น การรับประทานยาลดไข้ นอนพักผ่อนให้เพียงพอ หากมีอาการไอก็ใช้ยาแก้ไอหรือยาขับเสมหะ ซึ่งในกรณีนี้ ไม่จำเป็นต้องใช้ยาต้านไวรัส แต่ควรเฝ้าสังเกตอาการของตนเอง

แต่หากผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง เช่น ปอดอักเสบ หรือผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง (เช่น ผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคประจำตัว) แนวทางการรักษาจะมีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น โดยแพทย์จะพิจารณาการใช้ ‘ยาต้านไวรัส’ ร่วมกับการรักษาตามอาการ หากอาการยังไม่รุนแรงถึงขั้นต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล แพทย์จะสั่งจ่ายยาต้านไวรัสและยารักษาตามอาการให้ผู้ป่วยนำกลับไปรับประทานที่บ้าน พร้อมคำแนะนำในการดูแลตัวเอง

“ปัจจุบันประเทศไทยมี ‘ยาต้านไวรัสชนิดรับประทาน’ ที่แนะนำให้ใช้รักษาผู้ป่วยโควิด-19 ในผู้ใหญ่ในสถานพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชนอย่างแพร่หลาย 2 ชนิด ได้แก่ Nirmatrelvir/Ritonavir และ Molnupiravir โดยผู้ป่วยควรเริ่มรับยาภายใน 5-7 วัน นับจากวันที่เริ่มมีอาการ เพื่อให้ยาออกฤทธิ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด แต่หากผู้ป่วยไม่สามารถรับประทานยาได้ด้วยเหตุผลบางประการ ยังมีทางเลือกใน ‘การฉีดยา’ ซึ่งสามารถรับการฉีดทุกๆ วัน เป็นระยะเวลา 3 วัน วันละ 1 เข็ม

“อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้ยาต้านไวรัสแต่ละชนิดขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแพทย์ โดยคำนึงถึงหลายปัจจัย ได้แก่ ประสิทธิภาพของยาในการลดอัตราการป่วยหนักและอัตราการตาย ปฏิกิริยาต่อกันของยาต้านไวรัสกับยาเดิมของผู้ป่วยที่มีประวัติโรคประจำตัว ข้อห้ามการใช้ยา เพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพสูงสุด และเหมาะสมกับความต้องการเฉพาะบุคคลของผู้ป่วยในแต่ละกรณี” นพ.วีรวัฒน์ กล่าว

ส่วนกลุ่มสุดท้าย คือ ผู้ป่วยกลุ่มอาการหนักที่มีอาการปอดอักเสบ จนออกซิเจนในร่างกายลดต่ำลง และจำเป็นต้องได้รับออกซิเจน ซึ่งการรักษาจะพิจารณาให้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล (IPD case) กลุ่มนี้จะใช้วิธีการรักษาด้วยยาฉีด ทั้ง ยาต้านไวรัส โดยจะฉีดทุกวัน วันละ 1 เข็ม เป็นระยะเวลา 5 วัน เพื่อควบคุมการเพิ่มจำนวนของไวรัสในร่างกาย นอกจากนี้ยังต้องใช้ ยาต้านการอักเสบ ควบคู่กันไปด้วย เพื่อลดการอักเสบในปอด บรรเทาอาการ และป้องกันการลุกลามของโรค

ทั้งนี้ หากผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงไม่ได้เข้ารับการรักษาและไม่ได้รับยาต้านไวรัส อาจทำให้อาการของโรครุนแรงขึ้น เนื่องจากเชื้อไวรัสอาจแพร่ลงไปที่หลอดลมส่วนล่าง ทำให้เกิดหลอดลมอักเสบ และอาจลุกลามไปยังเนื้อปอดจนเกิดปอดอักเสบได้ 

นพ.วีรวัฒน์ ยังบอกอีกว่า “ปัจจัยสำคัญคือ ผู้ป่วยต้องสามารถประเมินตัวเองได้ว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือไม่ เพราะปัจจุบันสถานพยาบาลไม่ได้รักษาผู้ป่วยโควิด-19 ทุกคน การรักษาจะขึ้นอยู่กับกลุ่มเสี่ยงและอาการเป็นหลัก หากประเมินตัวเองแล้วพบว่าเป็นกลุ่มเสี่ยง ควรรีบมาพบแพทย์ตั้งแต่อาการยังไม่รุนแรง เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยและประเมินอาการจากแพทย์โดยเร็วที่สุด จะได้เริ่มรับการรักษาและได้รับยาต้านไวรัสทันที ซึ่งจากข้อมูลพบว่า เมื่อได้รับยาต้านไวรัสภายใน 5 วันแรก ร่างกายจะตอบสนองต่อยาได้ดี แต่หากพ้นวันที่ 6-7 ประสิทธิภาพของยาจะลดลง”

‘ยาต้านไวรัสโควิด-19’ กับโอกาสการเข้าถึงของคนไทยทุกคน

เมื่อยาต้านไวรัสโควิด-19 ยังเป็นความหวังสำคัญในการรักษา นพ.วีรวัฒน์ ได้อธิบายเกี่ยวกับการเข้าถึงยาต้านไวรัสของคนไทยว่า ปัจจุบันยาต้านไวรัสโควิด-19 ได้ถูกรวมอยู่ในสิทธิการรักษาพยาบาล หากแพทย์วินิจฉัยว่าผู้ป่วยมีความจำเป็นต้องใช้ยาต้านไวรัส ก็สามารถจ่ายยาตามคำแนะนำและแนวทางการรักษาที่เหมาะสมได้ทันที 

โดยผู้ป่วยสามารถเข้ารับการรักษาได้ตามสิทธิของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) สิทธิประกันสังคม หรือสิทธิเบิกจ่ายตรง และรับยาต้านไวรัสได้ฟรี ทั้งจากสถานพยาบาลของรัฐและเอกชนที่อยู่ในเครือข่ายของสิทธินั้นๆ ซึ่งเป็นการช่วยให้คนไทยทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง

“หากเราสามารถรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ในกลุ่มที่มีอาการรุนแรง แต่ไม่ถึงขั้นต้องนอนรักษาในโรงพยาบาล โดยการให้ยาต้านไวรัสที่มีประสิทธิภาพได้อย่างรวดเร็ว จะสามารถลดจำนวนผู้ป่วยที่ต้องนอนในโรงพยาบาลได้ ซึ่งมีหลักฐานทางการแพทย์ที่ชี้ชัดว่า หากผู้ป่วยได้รับการรักษาเร็ว ด้วยยาที่มีประสิทธิภาพ จะช่วยลดภาระงาน (Workload) ของบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องดูแลผู้ป่วยในโรงพยาบาล รวมถึงช่วยลดอัตราการครองเตียง โดยเฉพาะในห้องไอซียู ซึ่งมีจำนวนเตียงจำกัด และเราจะสามารถใช้เตียงสำหรับผู้ป่วยโรคอื่นๆ ได้มากขึ้น

“ในทางอ้อมยังช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายที่ภาครัฐต้องจ่ายให้กับผู้ป่วยในกลุ่มที่ต้องรักษาในโรงพยาบาล โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีอาการหนัก ที่การรักษาจะมีค่าใช้จ่ายสูง ซึ่งถือเป็นการช่วยประหยัดทรัพยากรทั้งในด้านการเงินและการจัดการสถานพยาบาลอีกด้วย” 

นอกจากนี้ การเข้าถึงยาต้านไวรัสโควิด-19 ได้อย่างทั่วถึง จะช่วยสร้างสุขภาวะที่ดียิ่งขึ้น ไม่เพียงส่งผลดีต่อผู้ป่วยเอง แต่ยังส่งผลในวงกว้างต่อครอบครัว ชุมชน และสังคมโดยรวม เนื่องจากการได้รับยาต้านไวรัสอย่างรวดเร็วจะช่วยให้ผู้ป่วยหายป่วยได้เร็วขึ้น ไวรัสในร่างกายลดลง และลดโอกาสในการแพร่กระจายเชื้อไปยังผู้อื่น เช่น คนในครอบครัวหรือคนใกล้ชิด ถือเป็นการส่งเสริมสุขภาพและความปลอดภัยทั้งในระดับบุคคลและสังคมไปพร้อมกัน

สุขภาพดีรับเทศกาล แค่ดูแลตัวเองตามคำแนะนำง่ายๆ

ในช่วงปลายปีที่เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองและการรวมตัวในเทศกาลต่างๆ ในขณะเดียวกัน สภาพอากาศที่หนาวเย็นยังเอื้อต่อการเจริญเติบโตและแพร่ระบาดของไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจ ทั้งโควิด-19, ไข้หวัดใหญ่, ไวรัส RSV และไวรัส hMPV ซึ่งไวรัสเหล่านี้ติดต่อกันได้ง่ายเมื่อมีการอยู่รวมกันในพื้นที่แออัด สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังอย่างยิ่งคือ การรวมตัวของผู้คนอาจนำไปสู่การแพร่ระบาดในลักษณะเป็นกลุ่มก้อนอย่างรวดเร็ว

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข จึงได้ออกคำแนะนำสำหรับโรคติดต่อระบบทางเดินหายใจ โดยมุ่งเน้นให้ทุกคนปฏิบัติตัวตามสุขอนามัยส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด อาทิ ล้างมือด้วยสบู่หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ ทั้งก่อนรับประทานอาหาร หลังเข้าห้องน้ำ หรือเมื่อสัมผัสสิ่งสกปรก, หลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของ หรือของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น, ปิดปากปิดจมูกเมื่อไอจาม และ เลือกรับประทานอาหารที่ปรุงสุกและสะอาด

ที่สำคัญคือ เมื่อมีอาการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ เช่น ไข้ ไอ น้ำมูก ต้องสวมหน้ากากอนามัย และล้างมือบ่อยๆ หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้อื่น โดยเฉพาะกลุ่มเด็กเล็ก กลุ่มผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว หากพบว่ามีอาการควรหยุดพักรักษาตัวจนกว่าจะหายเป็นปกติ และสุดท้าย หากคนใกล้ชิดมีอาการไข้หวัด ควรแยกผู้ป่วยออกจากผู้อื่น ส่วนผู้ที่ต้องดูแล หรือใกล้ชิดกับผู้ป่วยต้องสวมหน้ากากอนามัยเสมอ

“แม้ว่าปัจจุบันความรุนแรงของโควิด-19 จะลดลง และเรามียาต้านไวรัส รวมถึงเวชภัณฑ์ที่พร้อมรองรับและเข้าถึงได้ง่าย อีกทั้งประสิทธิภาพของยาก็อยู่ในระดับที่ดี แต่ก็ไม่ควรประมาท การป้องกันตนเองยังคงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจไม่ได้มีแค่โควิด-19 เท่านั้น ดังนั้น การปฏิบัติตามคำแนะนำในการดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคลจะช่วยลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสต่างๆ และทำให้ช่วงเทศกาลเป็นเวลาที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน” นพ.วีรวัฒน์ ฝากทิ้งท้าย