“วัฒนธรรมไทยสู่เวทีโลก” รมว.วัฒนธรรม เผยผลงานเด่น ขับเคลื่อนมรดกวัฒนธรรมสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

29.03.25 | 09:00 น.

ในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา กระทรวงวัฒนธรรมได้ดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมและอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของชาติ รวมทั้งเสริมสร้างความเข้าใจด้านวัฒนธรรมและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ผ่านโครงการต่างๆ ที่ตอบสนองความต้องการของสังคม และผลักดันการพัฒนาระบบเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน ซึ่งทั้งหมดนี้ได้แนวทางที่มุ่งมั่นจาก นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ที่ได้มาร่วมเปิดเผยถึงการขับเคลื่อนนโยบายด้านวัฒนธรรมตามแนวทางรัฐบาล โดยเฉพาะการผลักดัน “ซอฟต์พาวเวอร์” ในมิติต่างๆ พร้อมเผยความสำเร็จล่าสุดในการยกระดับมรดกทางวัฒนธรรมไทยสู่เวทีโลก ‘ซอฟต์พาวเวอร์’ จุดแข็งสำคัญของประเทศไทย

รัฐมนตรีสุดาวรรณกล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรมได้ดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของท่านนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ในการผลักดันเรื่องซอฟต์พาวเวอร์ ซึ่งมีหลายด้านที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นเทศกาล อาหาร ศิลปะการแสดง และภาพยนตร์ ทั้งนี้ กระทรวงวัฒนธรรมได้เน้นการบูรณาการทำงานร่วมกับหลากหลายหน่วยงาน โดยมีผลงานสำคัญ อาทิ ความสำเร็จด้านการขึ้นทะเบียนมรดกโลกซึ่งถือเป็นผลงานสำคัญ โดยล่าสุดได้ยื่นขอขึ้นทะเบียนวัดพระมหาธาตุ จ.นครศรีธรรมราช เป็นมรดกโลก เพื่อให้ทุกภูมิภาคของไทยมีแหล่งมรดกโลก

“แต่ละภูมิภาคของไทยควรมีมรดกโลกเป็นของตัวเอง เดิมทีภาคใต้ยังไม่มี แต่ล่าสุดได้มีการยื่นขอขึ้นทะเบียนวัดพระมหาธาตุ จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อเติมเต็มแผนที่มรดกโลกของไทยให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น” นอกจากนี้ ในปี 2567 อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท จ.อุดรธานี ยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ซึ่งได้มีการจัดงานเฉลิมฉลองในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ กระทรวงวัฒนธรรมยังประสบความสำเร็จในการผลักดันวัฒนธรรมไทยสู่เวทีโลก ผ่านการขึ้นทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้กับยูเนสโก ประกอบด้วย “ต้มยำกุ้ง” อาหารที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ สะท้อนเอกลักษณ์ของอาหารไทยด้วยรสชาติเผ็ด เปรี้ยว กลมกล่อม ตลอดจน “โนราห์” ศิลปะการแสดงพื้นบ้านของภาคใต้ ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งการขับร้อง ท่วงท่าร่ายรำ 

Advertisement

ด้านเครื่องแต่งกายอันเป็นเอกลักษณ์ ก็ได้รับการขึ้นทะเบียนเช่นกัน เช่นเดียวกับ “เคบาย่า” เครื่องแต่งกายดั้งเดิมของภาคใต้ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมมลายู และได้รับการขึ้นทะเบียนร่วมกับอีก 10 ประเทศ สะท้อนถึงความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมในภูมิภาค อีกทั้ง “ประเพณีสงกรานต์” ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเมื่อปีที่ผ่านมา ยังเป็นเทศกาลสำคัญที่แสดงถึงอัตลักษณ์ไทย ความสนุกสนาน และสายใยแห่งครอบครัวและชุมชน โดยได้รับความสนใจจากผู้คนทั่วโลกและกลายเป็นเทศกาลที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ

รัฐมนตรีสุดาวรรณ เน้นย้ำว่า “กระทรวงวัฒนธรรมมุ่งนำทุนทางวัฒนธรรมไปสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในทุกมิติ” โดยดำเนินการในหลายด้าน ครอบคลุมศิลปะ การแสดง อาหาร การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

ด้านศิลปะและการแสดง กระทรวงฯ ดูแลศิลปินพื้นบ้านให้สามารถถ่ายทอดอัตลักษณ์และเอกลักษณ์ พร้อมสร้างรายได้ให้ชุมชน ผลักดันการแสดงที่ได้รับความนิยม เช่น “หมอลำ” และโครงการ “โขน 4 ทวีป” นำโขนไทยไปเผยแพร่ระดับสากล รวมถึงโครงการ “เปิดบ้านศิลปิน” และการทำงานร่วมกับศิลปินแห่งชาติเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชน

ด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม มีการจัดงานโบราณสถานและพิพิธภัณฑ์ยามค่ำคืน สร้างเส้นทางใหม่ เช่น การท่องเที่ยวสายมูและวิถีถิ่น รวมถึงจัดงานประเพณีสำคัญอย่างสงกรานต์และลอยกระทงให้ยิ่งใหญ่ขึ้น ด้านอาหารไทย ดำเนินโครงการ “1 จังหวัด 1 เมนูเชิดชูอาหารถิ่น” เพื่อสร้างการรับรู้และยกระดับอาหารไทยสู่ระดับสากล

ด้านศิลปะร่วมสมัย มีการจัดงาน “ไทยแลนด์เบียนนาเล่” ที่ภูเก็ต คัดเลือกผลงานกว่า 60 ชิ้น พร้อมส่งเสริมผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม (CPOT) จากชุมชนทั่วประเทศ พัฒนาคุณภาพและช่องทางตลาด ด้านอุตสาหกรรมภาพยนตร์ สนับสนุนทุนสร้างภาพยนตร์ไทย ส่งผู้ประกอบการไปโรดโชว์ในต่างประเทศ และมอบรางวัลเพื่อสร้างขวัญกำลังใจแก่บุคลากรในวงการ ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงความพยายามผลักดันวัฒนธรรมไทยให้เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม

รัฐมนตรีสุดาวรรณ เผยแผนงานในอนาคตว่า “ต่อไปเราจะเน้นทำอย่างไรให้คนในประเทศและต่างประเทศได้รับรู้ สนใจ และมาเยี่ยมชมมรดกทางวัฒนธรรมของไทย โดยจะเน้นการยกระดับพิพิธภัณฑ์ที่มีคุณภาพแต่ยังไม่เป็นที่รู้จัก เช่น พิพิธภัณฑ์พระนคร และพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา นอกจากนี้ ยังเน้นการสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนหันมาสนใจวัฒนธรรมไทย ผ่านโครงการต่างๆ เช่น การจัดประกวดเยาวชนมารยาทไทยและมารยาททางสังคม ร่วมกับมูลนิธิปอเต็กตึ้ง

“วัฒนธรรมไทยมีคุณค่าและเป็นจุดแข็งที่สำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ เราจะใช้ทุนทางวัฒนธรรมนี้สร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ทิ้งท้าย