แม้อินเดียมีบุคลากรชั้นเลิศ แต่ไม่สามารถทำอุตสาหกรรมได้สำเร็จ และไม่สามารถเดินหน้าบนเส้นทางของความทันสมัย ละม้ายกับนกกระจอกเทศที่เลือกเส้นทางนั้น นี่คือความทุกข์ของการจัดสรรทรัพยากรมนุษย์ที่ไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง จึงเป็นความล้มเหลวในการรังสรรค์ระบบที่มีประสิทธิภาพ
สังคมอาจสงสัยในความสามารถของอินเดียที่ไม่สามารถผลิตบุคลากรชั้นนำ ทว่า ในเวลาเกือบสองทศวรรษที่ผันผ่าน ผู้นำของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของสหรัฐส่วนใหญ่ถูกครองโดยคนอินเดียที่สำเร็จการศึกษาที่สหรัฐ เช่น Google, Amazon, Facebook, Microsoft เป็นต้น
แต่ชนชั้นนำเหล่านี้กลับมีความเกี่ยวข้องกับกระบวนการที่นำพาให้ประเทศของตนทันสมัยน้อยมาก พวกเขาเหล่านั้นทุ่มเทกำลังกายกำลังใจอยู่ในสหรัฐ จึงไม่มีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศบ้านเกิด เพราะอาจมองสถานการณ์ของอินเดียจากระยะไกล เช่นเดียวกับมองแสงไฟจากอีกฝั่งของแม่น้ำ เช่น สงครามอินเดีย-ปากีสถาน ดูเหมือนส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีความรู้สึกกับเหตุการณ์ในสมรภูมิ
ทว่า ในยามค่ำคืนที่เงียบสงบ จิตวิญญาณของพวกเขาถูกตั้งคำถามว่า เหตุใดอินเดียจึงไม่สามารถสร้างเครื่องบินรบที่ล้ำสมัยแข่งกับเครื่องบินของปากีสถานที่ผลิตในจีน และเหตุใดนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรอินเดีย จึงไม่สนใจกับกระบวนการอุตสาหกรรมของประเทศตนแต่อย่างใด เป็นคำถามที่ต้องการคำตอบ
ประเทศจีนจึงเป็นดั่งกระจกบานหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นความล้มเหลวของอินเดีย เพราะจีนลงทุนด้านการศึกษาเต็มที่ ส่งนักศึกษาจำนวนมากไปเรียนต่อในต่างประเทศ ในที่สุดก็สามารถโน้มน้าวคนเก่งให้กลับมาพัฒนาประเทศของตน ทั้งนี้ เพื่อพัฒนาธุรกรรมทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
แต่ความสำเร็จของจีนมิได้พึ่งแต่นักเรียนนอก หากเกิดจากคนชั้นนำที่เติบโตในประเทศ เช่น เหลียง เหวินเฟิน สร้าง DeepSeek จาง อี้หมิง สร้าง ByteDance ล้วนไม่เคยไปเรียนต่อต่างประเทศ แต่ก็สามารถคิดค้นเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าจนสามารถแข่งกับตะวันตกได้
สาเหตุที่ชนชั้นนำของอินเดียที่ไปเรียนต่อต่างประเทศไม่อยากกลับบ้านเกิด ก็เพราะระบบนิเวศอุตสาหกรรมเต็มไปด้วยปัญหา ไม่เพียงแต่การบริหารแบบราชการที่ไร้ประสิทธิภาพและการทุจริตโกงกินที่แพร่หลาย
แต่ยังมีประเด็นเลือกปฏิบัติจากระบบวรรณะที่ยังฝังลึกในสังคมอินเดีย
อีกประการหนึ่ง กฎหมายของอินเดียมิได้มีหลักประกันเกี่ยวกับบุคคลชั้นล่าง จึงถูกครอบคลุมด้วยเครือข่ายการเลือกปฏิบัติ เป็นเหตุให้บุคคลชั้นล่างไม่มีโอกาสที่จะพลิกชีวิตได้ เมื่อได้ไปอยู่ต่างประเทศ จึงเสมือนพบกับโลกใบใหม่ที่ทันสมัยและเปิดกว้าง ความคิดจึงเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
อุตสาหกรรมของจีนมิได้เกิดจากบุคคลที่มีความสามารถเท่านั้น หากขึ้นอยู่กับนโยบายที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพ จึงสามารถผลักดันให้ธุรกิจเอกชนกับรัฐวิสาหกิจรวมกันกลายเป็น “พลังสองเครื่องยนต์” ที่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว
ในทางตรงกันข้าม นโยบายอินเดียไม่สัมฤทธิผล เพราะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานล่าช้าไร้ประสิทธิภาพ ยานพาหนะไม่ต่างไปจากเกวียนเก่าโบราณ ถ่วงความเจริญด้านคมนาคม
กลุ่มบริษัทขนาดใหญ่อินเดียไม่สามารถเข้าสู่ระดับอุตสาหกรรมสมัยใหม่ได้ เพราะสิ่งแปลกใหม่ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีส่วนใหญ่ผลิตได้แต่ละมุลอุปกรณ์ กลายเป็นห่วงโซ่การผลิตระดับล่างของซิลิคอนแวลลีย์ คือผลิตให้ผู้อื่นใช้เท่านั้น จึงไร้ความสามารถในการสร้างระบบอุตสาหกรรมที่ครบวงจรเป็นของตน
แม้แต่เครื่องบินที่อินเดียสร้างเอง ก็เป็นรุ่นที่ล้าสมัย ยังห่างไกลจากมาตรฐานโลก ใช้ได้แต่ลาดตระเวนภายในประเทศเท่านั้น ไม่กล้าใช้ในแนวหน้าเพื่อทำสงครามกับปากีสถาน
กรณีคือความเศร้าของอินเดีย เพราะเป็นการสูญเสียโอกาส แม้มีปัญญาชนสุดยอดระดับโลก แต่ก็ไม่สามารถก้าวไปบนเส้นทางอุตสาหกรรมที่ทันสมัย สร้างความเจริญให้แก่ประเทศ กลับเลือกเส้นทางที่แสร้งทำเป็นมองไม่เห็นเหมือนนกกระจอกเทศที่ซุกหัวในทรายฉันใด
ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช

