หน้าแรก เด่นวันนี้ แม็คโครมุ่งพั...

แม็คโครมุ่งพัฒนาสินค้า ‘Own Brand’ รับวิสัยทัศน์ ‘ธนิศร์ เจียรวนนท์’ สู่การเป็น Food Leader

30.05.25 | 14:38 น.

จากงาน THAIFEX – Anuga Asia 2025 “นายธนิศร์ เจียรวนนท์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจ แม็คโคร ประเทศไทย และประธานคณะผู้บริหารกลุ่มสายงานการพาณิชย์สินค้า บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจค้าส่งค้าปลีก “แม็คโคร-โลตัส” เผยถึงแผนดำเนินงานครั้งสำคัญที่จะเปลี่ยนบทบาทจากผู้จัดจำหน่ายแบบเดิมๆ สู่การเป็นศูนย์รวมอาหารครบวงจร โดยมุ่งพัฒนาสินค้าให้แข็งแกร่ง รองรับพฤติกรรมผู้ซื้อที่เปลี่ยนไป และสร้างการขยายตัวแบบยั่งยืน

จับจุดเปลี่ยนตลาด เล็งเป้าผู้นำอาหาร

ธนิศร์เล่าถึงพฤติกรรมใหม่ของนักช้อปในช่วงสองปีหลัง ซึ่งต้องการประสบการณ์ที่เหนือกว่าในการเลือกซื้อสินค้า บริษัทจึงลงทุนปรับปรุงทั้งระบบเพื่อมอบความสะดวกสบาย ตอบรับความต้องการทั้งผู้ซื้อทั่วไปและกลุ่มผู้ประกอบการ

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลให้ตลาดสินค้า “พร้อมทานและพร้อมปรุง” หรือ RTE/RTC พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยขยายขอบเขตจากผลิตภัณฑ์แช่แข็งไปครอบคลุมอาหารแห้งด้วย

Advertisement

“ภายใต้การเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ ผู้ซื้อให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายอย่างรอบคอบ ผลิตภัณฑ์ที่คุณภาพดี ราคาคุ้มค่า และสอดคล้องกับความต้องการจึงเป็นที่นิยม โดยมีการเลือกใช้ Ready Meal หรือสินค้าที่สามารถนำไปทำอาหารที่บ้านได้สะดวก แทนการรับประทานอาหารนอกบ้านเหมือนในอดีต”

ซีอีโอแม็คโคร ประเทศไทย ยังสังเกตเห็นการปรับตัวเข้าสู่โลกออนไลน์อย่างรวดเร็วของลูกค้าคนไทย เมื่อเปรียบเทียบในกลุ่มอาเซียน คนไทยมีการปรับเปลี่ยนไปใช้ช่องทางดิจิทัลเร็วกว่าเพื่อนบ้าน และกลายเป็น Omni Channel ที่ใช้ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ซึ่งไม่ได้มีแต่ในกลุ่มลูกค้าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเจ้าของธุรกิจ

ในงาน THAIFEX 2025 แม็คโครมุ่งเน้นการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ในฐานะ “Food Leader” ผ่านการจัดแสดงสินค้าอาหารครบครัน ทั้งสินค้าสด สินค้าแห้ง โดยเฉพาะกลุ่ม Ready-to-Eat กับ Ready-to-Cook เพื่อย้ำว่าแม็คโครคือ “ผู้นำด้านอาหาร”

นอกจากนี้ ยังมี “Chef’s Club by Makro” เครือข่ายเชฟและผู้ประกอบการภัตตาคาร มีความพิเศษด้วยการมี Chef Panel เข้าร่วมคัดเลือกสินค้าเกือบทุกชนิด เพื่อให้ตรงกับความต้องการของกลุ่ม HoReCa จริงๆ พร้อมกับนำเสนอ Exclusive Brands ระดับพรีเมียมจากทั่วโลก อาทิ Barilla พาสต้าเบอร์หนึ่งจากอิตาลี, Carbonell น้ำมันมะกอกชั้นนำจากสเปน และ Haday แบรนด์ซอสจากจีนที่ครองอันดับหนึ่ง เพื่อเปิดโอกาสให้คนไทยและผู้ประกอบการเข้าถึงวัตถุดิบชั้นเยี่ยม

ด้านแพลตฟอร์มออนไลน์ บริษัทยังคงเร่งเครื่อง Makro PRO ซึ่งในปีที่ผ่านมาได้รับการยืนยันจาก Euromonitor ในฐานะ Grocery E-commerce Platform อันดับ 1 ของไทย แสดงให้เห็นถึงความเป็นองค์กรที่เป็นทั้ง Food Destination เข้าใจกลุ่ม HoReCa และผู้บริโภค อย่างแท้จริง

พัฒนา ‘Own Brand’ รับมือผู้บริโภครุ่นใหม่

นอกจากการร่วมมือกับ Exclusive Brand แล้ว แม็คโครยังใส่ใจการ Co-Brand กับผู้ผลิตชื่อดังในประเทศและต่างประเทศ ภายใต้แบรนด์ aro เช่น ยามาโมริ หรือ ปุ้มปุ้ย พร้อมย้ำถึง aro เป็นแบรนด์ที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาแล้วกว่า 36 ปี การ Co-Branding จึงเป็นการพัฒนา aro ให้เป็น Own Brand ที่เข้าใจความต้องการผู้บริโภคคนไทยอย่างลึกซึ้ง และมีเป้าหมายส่งสินค้าออกไปยังตลาดต่างประเทศ โดยปัจจุบันส่งออกไปแล้วเกือบ 10 ประเทศ และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นในปีนี้

การพัฒนาสินค้า Own Brand ของแม็คโคร อยู่บนพื้นฐานสำคัญ 3 ประการ ได้แก่

ความเข้าใจลูกค้า ทั้งกลุ่มเจ้าของธุรกิจและผู้ซื้อ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ (Gen Z) ที่ในอนาคตจะเป็นทั้งผู้ซื้อและผู้ประกอบการคลื่นใหม่ บริษัทจึงศึกษาและทำความเข้าใจจิตวิทยาของกลุ่มนี้ เพื่อให้แบรนด์ทันสมัยขึ้น

ความคุ้มค่า ในสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยากลำบาก แม็คโครเน้นการเสนอสินค้าคุณภาพดีในราคาคุ้มค่าและตอบสนองลูกค้าได้อย่างตรงจุด เพื่อให้ลูกค้าเกิดความรู้สึกคุ้มค่าเมื่อตัดสินใจซื้อ

ความสะดวกสบาย ผ่านสินค้าที่พร้อมประกอบปรุงและพร้อมทาน ทั้งแบบแช่เย็นและแบบแห้งที่จะมีจำหน่ายมากขึ้น จะมีการจับมือกับเชฟมากกว่านี้ อาจรวมถึงสินค้า aro ในกลุ่มแช่แข็งที่ร่วมกับเชฟที่มีชื่อเสียง เพื่อสนับสนุนทั้งผู้ประกอบการและผู้ซื้อในยุคที่ได้รับผลกระทบด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะจากการชะลอตัวของนักท่องเที่ยวและการบริโภคภายในประเทศที่ลดลง

ซีอีโอแม็คโครผู้บริหารใหญ่เปิดเผยถึงแผนการต่อสู้กับภาวะเศรษฐกิจผ่านการร่วมมือกับเชฟหลากหลายรูปแบบ ซึ่งจะช่วยสร้างสนับสนุนร้านอาหารหรือเชฟที่ยอดขายลดลง เป็นการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบการในกลุ่ม HoReCa

“นอกจากนี้ แบรนด์ของแม็คโครจะมีความสดใสและทันสมัยมากขึ้น พร้อมทั้งเน้นหนักเรื่องรสชาติ ซึ่งเป็นไปตามแนวคิดของ คุณธนินทร์ เจียรวนนท์ ที่ย้ำว่าต้องเป็นสินค้าที่อร่อยและตอบโจทย์ผู้บริโภคอย่างแท้จริง”

กรณีตัวอย่างผลิตภัณฑ์ Exclusive Brand ที่สร้างกระแสในช่วงหลัง ได้แก่ ไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟที่ใช้นมโคคุณภาพพรีเมียมจาก CP Meiji ซึ่งทำยอดขายไปแล้วเกิน 2 ล้านโคนนับจากต้นปี และไก่อบที่มียอดจำหน่ายสูงมาก โดยบางสาขาสามารถขายได้มากถึงวันละ 800 ตัว ความสำเร็จนี้เกิดจากการเปลี่ยนผลิตภัณฑ์และรสชาติใหม่ๆ อย่างสม่ำเสมอ เพื่อตอบรับนิสัยของลูกค้าไทยที่ชอบความแปลก โดยบริษัทมีแผนขยายรสชาติไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟให้หลากหลาย รวมถึงการร่วมมือกับแบรนด์ชื่อดังสำหรับทำโคนรสพิเศษ

มุ่งสร้างการขยายตัวอย่างยั่งยืน

ซีอีโอแม็คโคร ประเทศไทย กล่าวย้ำว่า “ความยั่งยืน” ไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งโดยเฉพาะ แต่เป็นภารกิจที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ซีพี แอ็กซ์ตร้าจึงได้เข้าร่วมมือกับซัพพลายเออร์และพาร์ทเนอร์จำนวนมาก เพื่อขยายแนวคิด “Circular Economy”

กรณีศึกษาที่เห็นผลเป็นรูปธรรมคือการเข้าร่วมกับคาโอ ประเทศไทย ในการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เน้นความยั่งยืน ถึงแม้ต้นทุนจะสูงขึ้นบ้าง แต่สามารถลดการใช้ทรัพยากรได้ สะท้อนเจตนารมณ์ในการผลักดันสินค้าเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน โดยแนวคิดคือแม็คโครใส่ใจทุกขั้นตอนตั้งแต่การวิจัยพัฒนาไปจนถึงผู้ซื้อ

aro หลากสี แสดงกลยุทธ์ใหม่

เมื่อมีคำถามเกี่ยวกับการใช้สีที่แตกต่างกันในสินค้าแบรนด์ aro ธนิศร์ชี้แจงว่า aro สีทองคือสินค้าคุณภาพพรีเมียมในราคาที่เข้าถึงได้ ส่วน aro สีแดง จะเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป อย่างไรก็ตาม บริษัทมีแผนจะปรับเปลี่ยนสีแดงเป็นสีน้ำเงิน เป็นตัวแทนของความใหม่ล้ำ ความแปลก และความจงรักภักดีต่อแบรนด์ (Loyalty) ที่บ่งบอกว่า aro เป็นแบรนด์ที่อยู่เคียงข้างคนไทยมา 36 ปี เท่ากับอายุของแม็คโคร และจะคงอยู่กับคนไทยต่อไป

จากผู้นำการค้าสู่ศูนย์กลางอาหารแห่งเอเชีย

การดำเนินงานของแม็คโครในปี 2568 ภายใต้การบริหารของ “ธนิศร์ เจียรวนนท์” เป็นการเปลี่ยนแปลงธุรกิจอย่างครอบคลุม ทั้งในด้านการสนองตอบผู้ซื้อรุ่นใหม่ การเพิ่มมูลค่าให้สินค้า Own Brand และ Exclusive Brand รวมถึงการขับเคลื่อนความยั่งยืนและการเติบโตควบคู่กับสังคมไทย

แม็คโครจึงไม่ได้เป็นเพียงร้านค้าอีกต่อไป แต่กำลังพัฒนาตัวเองเป็น “ผู้นำด้านอาหาร” ที่ครอบคลุมทั้งคุณภาพ ประสบการณ์ และมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างสมบูรณ์