สถาบันพระปกเกล้ากำลังอยู่ในช่วงการสรรหาเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า และกำลังเป็นประเด็นถูกจับตามอง เรื่องการสรรหาเพื่อแต่งตั้งเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ว่าใครจะได้เป็นเลขาธิการ แม้ว่าคณะกรรมการสรรหาได้เคาะชื่อผู้สมควรเป็นเลขาธิการไปแล้ว 3 ชื่อ เพื่อเสนอให้คณะกรรมการสภาสถาบันพระปกเกล้า เป็นคนเลือกเพื่อลงมติเลือกบุคคลใดบุคคลหนึ่ง (1 ใน 3 ชื่อ) ขึ้นมาเป็นเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งเห็นว่าได้มีการกำหนดวันประชุมไว้แล้วเพื่อลงมติเคาะชื่อเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า
แต่ประธานสภาสถาบันพระปกเกล้า ได้แก่ ประธานรัฐสภา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา มีข่าวว่าได้เลื่อนพิจารณาลงมติไปโดยไม่มีกำหนด ยิ่งทำให้การแต่งตั้งเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ก็ยิ่งถูกจับตามองมากยิ่งขึ้นอีกว่า ทำไมต้องเลื่อนไป มีสาเหตุอะไร อย่างไร
ผมจึงเข้าใจว่าการเลื่อนและไม่เป็นไปตามกำหนด ก็ยิ่งทำให้คนทั่วไปอยากรู้ และคงคิดว่าเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าทำอะไร มีความสำคัญอย่างไร และทำไมจึงมีคนอยากจะเข้ามาเป็นกัน จึงเห็นว่าควรจะได้อธิบายให้คนทั่วไปได้ทราบว่า สถาบันพระปกเกล้าและเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า มีบทบาทหน้าที่ทำอะไร อย่างไร เพื่อให้รับรู้ เข้าถึง และทั่วถึง ซึ่งเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดี
จึงขอกล่าวไว้เป็นเบื้องต้นว่า สถาบันพระปกเกล้าโดยเจตนารมณ์ของการก่อตั้ง เข้าใจว่าต้องการให้เป็นสถาบันที่มีความรับผิดชอบการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประชาธิปไตยโดยเฉพาะ ทั้งการให้ความรู้ทางวิชาการ การอบรม การสัมมนาและการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระบอบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
สถาบันพระปกเกล้าจึงเกิดขึ้นตามพระราชบัญญัติสถาบันพระปกเกล้า พ.ศ.2541 มีสถานะนิติบุคคล อยู่ภายใต้การกำกับของประธานรัฐสภา ถือเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยการจัดระเบียบปฏิบัติราชการฝ่ายรัฐสภา และไม่เป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยงบประมาณและกฎหมายอื่น โดยมีพันธกิจและวัตถุประสงค์ของสถาบันที่สำคัญๆ เช่น
1) ศึกษาและวิเคราะห์ทางวิชาการต่างๆ เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาประชาธิปไตยอย่างเป็นระบบ รวมทั้งให้ประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆ ด้านนโยบายเพื่อพัฒนาประชาธิปไตย
2) ศึกษาวิจัยและสนับสนุนการวิจัยเพื่อการพัฒนาประชาธิปไตย ตลอดจนให้มีการเผยแพร่และสนับสนุนการเผยแพร่ประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
3) จัดและสนับสนุนการศึกษาอบรม บุคลากรจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เกี่ยวกับการเมือง การปกครอง และเศรษฐกิจ สังคม ในระบอบประชาธิปไตย
4) บริการข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับความรู้และผลงานวิจัยและวิชาการทางการเมือง การปกครองในระบอบประชาธิปไตย ตลอดจนให้ส่งเสริมงานวิชาการของรัฐสภา
5) ส่งเสริมความร่วมมือกับองค์กรในประเทศและต่างประเทศในกิจการเกี่ยวกับการพัฒนาประชาธิปไตย
กล่าวโดยสรุปแล้ว สถาบันพระปกเกล้าถือเป็นสถาบันทางวิชาการด้านการพัฒนาประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข นอกจากนี้ได้เพิ่มพันธกิจที่สำคัญในการสร้างผู้นำทางความคิด รวมทั้งการเสริมสร้างธรรมาภิบาลและสันติวิธี จึงทำให้เห็นว่าสิ่งที่สถาบันพระปกเกล้าจะก้าวไปสู่การตอบโจทย์ตามวัตถุประสงค์ส่วนหนึ่งที่กำหนดไว้นั่นก็คือ การทำให้สังคมไทยเป็นสังคมที่มีการพัฒนาประชาธิปไตย ควบคู่กันไปกับการเสริมสร้างธรรมาภิบาลและสันติวิธี เพื่อให้สังคมไทยก้าวไปสู่เป้าหมายที่จะยกระดับการพัฒนาประชาธิปไตยให้ก้าวหน้าขึ้น
อย่างไรก็ตาม สถาบันพระปกเกล้ามีความพยายามที่จะพัฒนาคนหรือพลเมืองของสังคมไทย ทั้งการให้การศึกษา การวิจัย การเผยแพร่งานวิชาการ และการฝึกอบรมในหลักสูตรต่างๆ ซึ่งเห็นว่าที่ผ่านๆ มาสถาบันมักจะจัดการฝึกอบรมในหลักสูตรต่างๆ ให้กับกลุ่มชนชั้นนำในระดับตั้งแต่ข้าราชการการเมือง กลุ่มสมาชิกรัฐสภา ทั้งสมาชิกวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร ข้าราชการรัฐสภา ข้าราชการพลเรือน ตำรวจ ทหาร ข้าราชการ ครู อาจารย์มหาวิทยาลัย ข้าราชการศาล รวมทั้งบุคลากรองค์กรอิสระ องค์กรภาคธุรกิจเอกชน องค์กรภาคประชาชนบางส่วน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่น และข้าราชการพนักงานท้องถิ่น เป็นต้น
ส่วนการเผยแพร่ผลงานวิจัยและเอกสารหนังสือในส่วนที่เกี่ยวข้องกับระบอบประชาธิปไตย ธรรมาภิบาล และสันติวิธีนั้น เห็นว่าได้มีช่องทางเผยแพร่ในหลากหลายช่องทาง โดยเฉพาะการเผยแพร่ในหมู่ชนชั้นนำของสังคมไทย
ผมจึงเห็นว่าความพยายามอย่างหนึ่งของสถาบันพระปกเกล้าก็คือ การส่งเสริมภาคพลเมือง และการส่งเสริมให้มีศูนย์การศึกษาเรื่องพลเมืองในมหาวิทยาลัยบางแห่ง ซึ่งเป็นการปูพื้นรากฐานประชาธิปไตยในระดับสถาบันการศึกษาและให้เผยแพร่ขับเคลื่อนไปสู่ภาคประชาชนนั้น เห็นว่ายังทำได้ไม่แพร่หลายมากนัก ยังอยู่ในวงจำกัด และไม่เข้มแข็งมากพอในการขับเคลื่อน โดยเฉพาะการกระจายและขับเคลื่อนสู่ภาคประชาชนหรือประชาสังคมในระดับล่างให้มากขึ้น
เฉกเช่นเดียวกับหลักสูตรฝึกอบรมทั้งหลาย ดังเช่น หลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย สำหรับนักบริหารระดับสูง (ปปร.) หลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการบริหารงานภาครัฐและกฎหมายมหาชน (ปรม.) หลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการเสริมสร้างสังคมสันติสุข หลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการบริหารงานพัฒนาท้องถิ่นที่ยั่งยืน (ปบถ.) หลักสูตรประกาศนียบัตรธรรมาภิบาลของผู้บริหารระดับกลาง และหลักสูตรประกาศนียบัตรผู้นำยุคใหม่ในระบอบประชาธิปไตย (ปนป.) นี่เป็นเพียงหลักสูตรตัวอย่าง ซึ่งยังคงมีหลักสูตรอื่นๆ อีก รวมทั้งหลักสูตรอบรมสัมมนาในระยะสั้นๆ อีกมากมาย ซึ่งส่วนใหญ่ตอบโจทย์ให้กับกลุ่มชนชั้นนำและผู้นำภาคส่วนต่างๆ อันจะนำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์ในบางประเด็น
สำหรับเรื่องที่มักจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ในหลักสูตรมักเป็นหลักสูตรที่ตอบโจทย์ให้กับชนชั้นนำ กลุ่มผู้นำ ภาคส่วนทั้งภาคราชการ ภาคองค์กร ธุรกิจเอกชน และภาคองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในบางส่วนก็คือ การสมัครเข้ามาฝึกอบรมอาจจะเข้ามาเพื่อสร้างเครือข่าย Connection ระหว่างกัน การเข้ามาอบรมเพื่อสร้างโปรไฟล์ (profile) ให้กับตนเองและเข้ามา การรวมรุ่นเลี้ยงสังสรรค์ในรูปแบบต่างๆ ให้กับตัวเองมากกว่าความสนใจกระหายใคร่รู้ในหลักสูตรการฝึกอบรมนั้น หรือสนใจฝึกอบรมเพราะหลักสูตรนั้นมีการนำไปดูงานต่างประเทศด้วย
แม้แต่เรื่องการทำโครงงานประกอบการฝึกอบรม ที่มักจะให้ทำรายงานเป็นกลุ่ม ซึ่งโดยเจตนารมณ์ให้ร่วมคิด ร่วมวางแผนและร่วมกันทำอย่างมีส่วนร่วม แต่ก็ไม่แน่ใจนักว่าจะเป็นไปอย่างที่มุ่งหวังหรือไม่ เพราะบางส่วนมอบให้เพื่อนในรุ่นคนใดคนหนึ่งทำและเขียน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับการกำกับดูแลของอาจารย์ที่ปรึกษาว่าจะเข้มงวดมากน้อยเพียงใด
ที่กล่าวมาทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ เพื่อจะบอกว่า การให้ความรู้ความเข้าใจแก่ชนชั้นนำและผู้นำ ทั้งเรื่องระบอบประชาธิปไตยและการพัฒนาประชาธิปไตย และการส่งเสริมธรรมาภิบาล โดยเฉพาะความโปร่งใส การป้องกันการทุจริต รวมทั้งหลักนิติธรรมของสังคมไทย ไม่แน่ใจว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานของสถาบันได้พัฒนาไปได้ไกลหรือก้าวไปข้างหน้าอย่างไร เพราะการผลิตคนจากการฝึกอบรมรุ่นแล้วรุ่นเล่ามากว่า 20 ปีแล้ว เข้าใจว่าสถาบันพระปกเกล้าได้ผลิตคนให้ความรู้ความเข้าใจและปฏิบัติในเรื่องประชาธิปไตยและธรรมาภิบาลไปแล้วประมาณเป็นหมื่นเป็นแสนคน และได้เผยแพร่ความรู้ในทุกๆ ช่องทาง แต่ก็ยังเห็นว่าสังคมไทยยังมีปัญหาเรื่องความเป็นประชาธิปไตย โดยเฉพาะเรื่องของธรรมาภิบาล และสันติวิธีในสังคมที่ยังคงมีความขัดแย้งในหลายๆ เรื่องที่ยังดำรงอยู่และยังไม่คลี่คลาย
ข้อเสนอแนะนำ เห็นว่ากระบวนการดำเนินงานของสถาบันอาจจะเปลี่ยนมุมใหม่ทั้งการขยายการฝึกอบรมหลักสูตรใหม่ๆ ไปสู่กลุ่มชนชั้นล่างและกลุ่มพลเมืองคนรุ่นใหม่ที่เป็นนักเรียนนักศึกษาและกระจายไปสู่กลุ่มอาชีพต่างๆ กลุ่มผู้นำชุมชน หรือผู้นำหมู่บ้าน ผู้นำท้องถิ่นผู้นำสตรี ผู้นำภาคประชาชนให้มากขึ้นๆ ตลอดจนการไปสร้างเครือข่ายกับมหาวิทยาลัยต่างๆ ในภูมิภาคที่ควรกระจายไปทุกภาค โดยการให้ความรู้ความเข้าใจกับครู อาจารย์ที่สอนเรื่องการเมืองและประชาธิปไตย ธรรมาภิบาล และสันติวิธี และให้การสนับสนุนเผยแพร่งานวิชาการดังกล่าวแก่กลุ่มเหล่านี้ในหลากหลายช่องทางมากกว่าที่เป็นอยู่
สำหรับบุคคลที่เป็นผู้ผ่านการฝึกอบรมตามหลักสูตรต่างๆ ของสถาบันพระปกเกล้า มีข้อเสนอแนะว่าให้มีการติดตามและประเมินผลผู้ผ่านการฝึกอบรมและออกไปทำงานในหน่วยงานของตนเองแล้ว ว่าได้นำความรู้ความเข้าใจจากการฝึกอบรม ไปเผยแพร่ หรือนำไปประยุกต์ใช้หรือไปขับเคลื่อนต่อหน่วยงาน ชุมชน สังคม ท้องถิ่น และประเทศชาติอย่างไรบ้าง
ผมจึงเข้าใจว่า การถอดรหัสนี้น่าจะเป็นคำตอบส่วนหนึ่งว่าสถาบันพระปกเกล้าและเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะเป็นผู้ดูแลสถาบันทั้งบุคลากร พนักงาน และเครือข่าย ตลอดจนภารกิจงานตามวัตถุประสงค์ จะต้องมีหน้าที่ผลักดันเชิงนโยบาย ยุทธศาสตร์ เพื่อไปให้ถึงเจตนารมณ์และเป้าหมายจึงมีความท้าทายต่องานเลขาธิการพระปกเกล้า ทั้งการออกแบบหลักสูตรต่างๆ การศึกษาวิจัย และการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจให้ตอบโจทย์เจตจำนงของสถาบันได้อย่างไร จึงต้องพิจารณาทั้งบุคลากร กลุ่มคน ที่จะคัดเลือกเข้าอบรม การสร้างเครือข่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ อำนาจหน้าที่ต้องลดการให้ประโยชน์แก่กลุ่มผลประโยชน์ใดๆ รักษาผลประโยชน์ชาติ และความโปร่งใส ซึ่งเห็นว่าสถาบันพระปกเกล้าจะเป็นการสร้างแบบอย่างที่ดีงามเพื่อพัฒนาประชาธิปไตย ธรรมาภิบาล และสันติวิธี แก่สังคมไทยต่อไป
ศ.ดร.โกวิทย์ พวงงาม

