หน้าแรก เด่นวันนี้ ‘ทรัมป์-โมดี’...

‘ทรัมป์-โมดี’ร้องเพลงเมโลดี้เดียวกัน

10.06.25 | 12:32 น.

 

ทั้งนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดีและประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ น่าจะถือว่าเป็นตัวตลกบิดเบือนในยุคหลังความจริง ซึ่งเป็นยุคที่พูดจากลับตาลปัตร ความล้มเหลวกลายเป็นชัยชนะ การขึ้นราคาสินค้าเป็นลดราคา ภาษีศุลกากรคือสวัสดิการ ล้วนเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการนำเสนอความจริงในรูปแบบบิดเบือน ไม่ต่างกับนวนิยายของนักเขียนอังกฤษจอร์จ ออร์เวลล์ชื่อ “ภาษาสองแง่สองง่าม” เพื่ออำพรางประวัติศาสตร์

เหตุการณ์ความสูญเสียกลับถูกบิดเบือนให้เป็นชัยชนะ คือกลยุทธ์ของนายกฯโมดี เพื่อปิดบังความพ่ายแพ้ต่อสาธารณชน แม้สังคมโลกรับรู้ถึงความจริงในการปะทะกันทางอากาศระว่างอินเดียกับปากีสถาน ซึ่งกองทัพฝ่ายหลังใช้เครื่องบินขับไล่ J-10CE ที่ผลิตโดยจีน สามารถยิงตกเครื่องบินรบของอินเดียถึง 6 ลำ แต่รัฐบาลอินเดียไม่ยอมรับว่าเป็นความสูญเสียจริง ในทางตรงกันข้าม กลับจัดงานฉลองชัยชนะทั่วประเทศ อ้างว่าประสบความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ในการสู้รบ ทว่าการถูกยิงตกของเครื่องบินรบอินเดียได้รับการยืนยันทั้งจากการสังเกตการณ์ของดาวเทียมนานาชาติและจากผู้ผลิตเครื่องบินรบฝรั่งเศสด้วย ซึ่งเป็นหลักฐานที่มิอาจบิดเบือนได้ แต่ “โมดี” ก็พยายามปิดบังสถานการณ์ภายในประเทศ พร้อมกับส่งสัญญาณอันเป็นเท็จไปยังต่างประเทศ สังคมวิจารณ์ว่าเป็นละครการทูตฉากหนึ่ง เป็นการโฆษณาชวนเชื่อ

ส่วนสหรัฐอาจเป็นผู้ที่ขาดคุณสมบัติในการวิจารณ์อินเดีย เนื่องจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ในสงครามภาษีศุลกากรได้สะท้อนออกในรูปแบบเดียวกับนายกฯโมดี โดยใช้ถ้อยคำบิดเบือนเป็นมูลฐาน ทั้งที่ในความเป็นจริง สหรัฐต้องล่าถอย ยอมผ่อนผันเก็บภาษีเป็นเวลา 90 วัน และปรับลดอัตราภาษีลงอย่างมีนัยสำคัญ เพราะจีนเมินเฉยไม่ไยดี ทว่าทรัมป์กลับกล่าวต่อสาธารณะว่าเขาคือผู้ชนะเหนือจีน อีกทั้งกล่าวว่าจีนยอมถอยจนแทบจะล้มละลาย วาทกรรมเช่นนี้ไม่ต่างไปจาก “ภาษาของโมดี” ละม้ายกับการร้องเพลงเมโลดี้เดียวกัน ที่พลิกจากแพ้เป็นชนะ บิดเบือนความจริง หลอกผู้อื่นและหลอกตนเองไปพร้อมกัน

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น สะท้อนถึงลักษณะเฉพาะของยุคหลังความจริง คือเส้นแบ่งระหว่างความจริงกับความเท็จถูกทำให้พร่าเลือน ความถูกต้องไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ได้อีกต่อไป แต่ขึ้นอยู่กับความมั่นใจในคำกล่าวอ้างของตนจากคติ “ผู้ชนะครองบัลลังก์” กลายเป็น “ผู้ที่ควบคุมเรื่องเล่าของชัยชนะคือผู้ชนะที่แท้จริง” แนวคิดนี้เสมือนกับวาทกรรมของโจเซฟ เกิบเบลส์ นักการเมืองนาซีเยอรมันที่เคยกล่าวไว้ว่า “โกหกซ้ำร้อยครั้งก็กลายเป็นความจริง” แตกต่างเพียงอย่างเดียวคือ ในยุคนาซี การควบคุมอาศัยอำนาจนิยมที่เข้มงวด ส่วนปัจจุบัน กลไกที่ใช้คือ “เปลือกข้อมูล” อันแข็งแกร่ง ตัวอย่างเช่นในสหรัฐ ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตที่ติดตามแต่คำพูดโอ้อวดของโดนัลด์ ทรัมป์ มองเขาเป็นผู้กอบกู้ประเทศชาติ ที่จะทำให้อเมริกายิ่งใหญ่ขึ้นมาอีกครั้ง ในลักษณะเดียวกันกับชาวฮินดูหัวรุนแรงในอินเดียที่ยกย่อง “โมดี” ว่าสามารถทำให้อินเดียกลับมายิ่งใหญ่

Advertisement

ทั้งโมดีและทรัมป์จึงน่าจะเป็นตัวแทนของ “ตัวตลกบิดเบือน” แห่งยุคหลังความจริง ที่สามารถเปลี่ยนความล้มเหลวให้เป็นชัยชนะ เปลี่ยนราคาสินค้าที่สูงขึ้นให้เป็นลดลง ล้วนเป็นพฤติกรรมที่ใช้ในการชักนำมวลชนและบิดเบือนความจริง แต่ประวัติศาสตร์มิใช่สิ่งที่ลบได้ง่าย ด้วยเหตุนี้ หลายสถาบันที่จัดอันดับน่าเชื่อถือทางเศรษฐกิจในสหรัฐ จึงได้ลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศลงในช่วงรัฐบาลทรัมป์ ส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจตกต่ำ ตลาดหุ้นผันผวน ค่าเงินไม่เสถียร ตลาดพันธบัตรไม่มั่นคง การที่จีนลดจำนวนถือครองพันธบัตรสหรัฐ ยิ่งทำให้สหรัฐตกอยู่ในภาวะ “สามความปั่นป่วน” พร้อมกันคือตลาดหุ้น ค่าเงิน และพันธบัตร

คณะที่ปรึกษาทำเนียบขาวจึงได้เตือนว่า โครงการตะกร้าสินค้าของประชาชนใกล้ล่มสลายแล้ว และหวั่นว่าการเลือกตั้งมิดเทอมปีหน้า จะเป็นหายนะทางการเมือง อาจสั่นคลอนฐานอำนาจของทรัมป์ ท้ายสุดแล้วทรัมป์จึงยอมถอยตัวออกจากสงครามภาษีอย่างเงียบๆ ให้อเมริกันกลับมามีเสรีภาพจากความขาดแคลน อย่างน้อยก็เพื่อให้ชั้นวางของในห้างสรรพสินค้าไม่ต้องว่างเปล่า

การทำให้การโกหกกลายเป็นเรื่องปกติและการใช้วาทกรรมที่ไม่สนใจต่อข้อเท็จจริง เป็นสัญญาณชัดเจนของความเสื่อมถอยในอารยธรรมการเมืองของทั้งสหรัฐและอินเดีย เมื่อข้อเท็จจริงถูกบดบังด้วยผลประโยชน์ทางการเมือง ความจริงจึงกลายเป็นเพียงเครื่องมือชั่วคราวที่อาจถูกสละได้ในนามของอำนาจ ทว่าสิ่งที่ถูกสละจริงๆ กลับมิใช่แค่ความจริง แต่คือ “ความน่าเชื่อถือ” ของทั้งสองผู้นำและผู้รักชาติ อุปมาเสมือนกับนิทานเรื่อง “เด็กเลี้ยงแกะ” เมื่อโกหกบ่อยครั้ง ผู้คนก็จะเลิกเชื่อแม้ในยามที่พูดความจริง การทำเช่นนี้เป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อความชอบธรรมทั้งในทางการเมืองและทางกฎหมาย

ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช