หน้าแรก เด่นวันนี้ กัปตันซึบาสะ...

กัปตันซึบาสะกับฟุตบอลไทย / โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

11.04.17 | 13:20 น.

ผมไม่ค่อยได้ติดตามฟุตบอลไทยมานานแล้วครับ บอกตรงๆ ว่าไม่ได้สนใจมากนัก แม้ว่าสมัยเด็กๆ จะสนใจเรื่องฟุตบอลไทยมากอยู่สักหน่อย เพราะว่าคุณพ่อของผมสมัยที่ท่านยังมีชีวิต ท่านเกี่ยวข้องกับการทำทีมสโมสรของที่ทำงานของท่าน ที่พูดถึงนี้คือสมัยสักสองพันห้าร้อยยี่สิบนิดๆ สมัยที่โครงสร้างของระบบฟุตบอลสโมสรของไทยนั้นเป็นเรื่องของการแข่งขันกันของบริษัทห้างร้าน (ธนาคารกรุงเทพ ต่อมามีธนาคารกรุงไทย โอสถสภา ที่จำได้) ระบบราชการ (ราชนาวี การท่าเรือ ทหารอากาศ) และสมาคมต่างๆ เช่น ราชประชาหรือฮากก้า

ตอนเด็กๆ ผมจดจำชื่อของนักเตะระดับ นิวัติ ศรีสวัสดิ์ วิทยา เลาหกุล พิชัย คงศรี ต่อมาก็รุ่น ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน ต่อมาก็รุ่น ตะวัน ศรีปาน เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง แล้วก็ย้ง หรือง้วน สุรชัย จตุรภัทรพงศ์ เพราะเรียนหนังสือรุ่นเดียวกัน ผมไม่ได้ติดตามฟุตบอลสมัยนี้ แต่ก็ได้ยินชื่อทีมใหม่ๆ เช่น เมืองทองยูไนเต็ด บางกอกกล๊าส บุรีรัมย์ และชลบุรี ซึ่งสะท้อนความเปลี่ยนแปลงในแง่โครงสร้างของภูมิทัศน์ฟุตบอลไทย ที่ฟุตบอลนั้นกลายเป็นเรื่องของท้องถิ่น (และนักการเมือง) มากขึ้น

ที่อยากจะเขียนเรื่องในสัปดาห์นี้มีเหตุผลมาจากเรื่องสองเรื่อง เรื่องแรกคือ เมื่อสักสัปดาห์กว่าๆ มีสกู๊ปในข่าวกีฬาช่องหนึ่งที่พูดถึงการเปิดความร่วมมือระหว่างสมาคมฟุตบอลญี่ปุ่นกับไทยในหลายด้าน เช่น การพัฒนาระบบการแข่งขันในระดับสโมสร การพัฒนาทีมชาติ การแลกเปลี่ยนความรู้ความเชี่ยวชาญ รวมทั้งเรื่องของการพัฒนาผู้ตัดสิน กับอีกข่าวหนึ่งที่น่าสนใจก็คือเรื่องของการก้าวลงจากตำแหน่งโค้ชทีมชาติไทยของซิโก้ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ที่อยู่ในตำแหน่งมากว่าห้าปี และบอกตรงๆ ว่าสร้างความประทับใจให้กับแฟนบอลมากมาย ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเรื่องของผลงานในการนำเอาชัยชนะหลายๆ อย่างมาถึงเมืองไทย โดยเฉพาะแชมป์ซูซูกิคัพ รวมทั้งสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการเป็นที่จดจำได้ของทีมชาติไทยกับแฟนบอลที่เรียกว่าการกู้วิกฤตศรัทธากับแฟนบอล ที่น่าสนใจคือ ในภาพกว้างแล้วนั้น โค้ชซิโก้น่าจะเป็นโคชที่มีผลงานที่น่าสนใจ เป็นโค้ชที่ทุกคนจำได้ และเป็นพรีเซ็นเตอร์สินค้ามากมาย

ในแต่ละยุคเราอาจจะรู้จักนักเตะทีมชาติไทยมากมาย เหมือนคนแก่อย่างผมก็จดจำได้บางท่าน คนรุ่นใหม่นี้อาจจะรู้จัก เมสซี่เจ หรือชัปปุยส์ แต่การที่เราจะจดจำโค้ชได้ในบ้านเราคงไม่ใช่เรื่องที่ปกตินัก

ผมเองไม่ได้ทราบเรื่องเบื้องหลังอะไรระหว่างสมาคมฟุตบอลกับคุณซิโก้ แต่ข่าวสองข่าวนี้กับคำพูดแห่งยุคสมัยว่าเมื่อไหร่ บอลไทยจะไปบอลโลกŽ นั้น ทำให้ผมคิดว่า บางทีสิ่งที่เราขาดไปอาจจะไม่ใช่นักเตะ โค้ช ผู้จัดการทีม นายกสมาคม แต่เราขาดแคลนการสร้างวัฒนธรรมฟุตบอลของสังคมเราเอง หรือถ้าจะถามง่ายๆ ก็คือ นอกจากสิ่งที่เราเรียกว่าชัยชนะ ในแง่ของถ้วยหรือผลงานการเก็บแต้มแล้ว เราได้อะไรจากการดูฟุตบอล เล่นฟุตบอล และแข่งฟุตบอลบ้าง

Advertisement

อะไรคือจุดเด่นของฟุตบอลไทย?

สำหรับผมในฐานะแฟนแบบรักห่างๆ กับฟุตบอล ผมไม่แน่ใจว่าผมดูฟุตบอลไทยแล้วผมได้อะไรบ้าง ถ้าไม่ใช่เรื่องชัยชนะอย่างเดียว บางครั้งไม่เป็นไรครับ เราดูกีฬาเราไม่ต้องการชัยชนะอย่างเดียว เราดูแล้วเรา ฟินŽ กับอะไรบ้าง ขอโทษที่พูดไม่เข้าหูนะครับ ผมเองเป็นแฟนแมนฯยูแบบห่างๆ แต่ยอมรับว่าผมดูแมนฯยูเพราะผมรู้ว่าเขาชนะแน่ หรือไม่ต้องดูก็ได้เพราะรู้ว่าชนะ แต่ผมยอมรับว่าผมชอบดูลิเวอร์พูลเตะ แม้ว่าจะชอบแซวว่าลิเวอร์พูลเล่นแล้ว ไม่ค่อยชนะ

แต่โคตรมันครับเวลาที่เชียร์ลิเวอร์พูล เพราะเวลาเขาเล่นเขาเล่นไม่ได้เน้นว่าชนะไหม (แหะๆ ขอแซวหน่อย) แต่ความมันส์ในการเล่นนี่สุดสุด นั่งดูแล้วลุ้นตลอด แม้ว่าจะแพ้ก็อิ่มเอิบที่ได้ดู

มานั่งปะติดปะต่อกันหลายๆ เรื่อง ผมเลยคิดว่า เอ.. ถ้าจะขอความช่วยร่วมมือจากญี่ปุ่นจริงๆ แล้ว สงสัยคงต้องเริ่มจากการเชิญอาจารย์โยอิจิ ทากาฮาชิ มาเขียนการ์ตูนเรื่องทีมชาติไทย เหมือนกับที่เขียนเรื่องกัปตันซึบาสะ จนเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนญี่ปุ่นและนักเตะทั่วโลกโดยเฉพาะในยุโรป และละตินอเมริกามาแล้ว ผมเคยมีโอกาสไปเที่ยวญี่ปุ่นหลายครั้งและหลายเมือง ก็พบว่าในด้านหนึ่งแม้ว่าคนญี่ปุ่นจะดูเอาจริงเอาจังไปทุกเรื่อง แต่ในอีกทางหนึ่งก็พบว่ามันก็ดูน่ารักดีที่เห็นภาพในตอนเช้าของวันหยุดที่เด็กญี่ปุ่นจะเดินขึ้นรถไฟกันเป็นกลุ่มๆ เพื่อไปซ้อมกีฬาและแข่งกีฬา

การย้อนไปนึกถึงซึบาสะนั้นก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจว่าขนาดคนที่ไม่ได้เล่นกีฬาจริงจังอย่างผม ยังสนใจดูกีฬาฟุตบอลส่วนหนึ่งก็เพราะการอ่านและดูการ์ตูนซึบาสะนี่แหละครับ แม้ว่าในการ์ตูนนั้น สนามฟุตบอลมันดูจะกว้างไปสักหน่อย วิ่งไกลเหลือเกิน เอาเข้าจริงแล้วก่อนที่ซึบาสะจะเป็นที่นิยมในบ้านเรา เด็กๆ รุ่นผมยังทันที่จะอ่านการ์ตูนแปลของสยามสปอร์ต เช่นเรื่อง ฮามิช ดิน(ตีน)ระเบิด ไมตี้ เม้าส์ และรอยแห่งโรเวอร์ คู่ไปกับการอ่าน สตาร์ซอคเก้อร์ แต่ซึบาสะนั้นเป็นการ์ตูนรุ่นต่อมาที่เติมเต็มจินตนาการได้มากกว่า

สำหรับคนที่ไม่เคยอ่านซึบาสะ ผมขอเล่าให้ฟังสั้นๆ คือ ซึบาสะเป็นเด็กญี่ปุ่นที่เล่นฟุตบอลเก่งแต่เด็ก ภายใต้การชี้แนะจากโค้ชชาวบราซิลที่เป็นเพื่อนกับพ่อของเขา ซึบาสะเล่นฟุตบอลให้ทีมโรงเรียนของเขา และพบคู่ต่อสู้มากมายจากโรงเรียนต่างๆ และเขาไปเพิ่มประสบการณ์ที่บราซิลและสเปน ต่อมาเขานำทีมญี่ปุ่นคว้าแชมป์เยาวชนโลก แต่ละครั้งในการต่อสู้ของซึบาสะมีทั้งแพ้และชนะ เมื่อจบแต่ละนัดคู่ต่อสู้เหล่านี้ก็เป็นเพื่อนกัน ยอมรับความโดดเด่นของแต่ละฝ่าย

ต่อมาคู่ต่อสู้เหล่านี้ก็มารวมตัวกัน กลายเป็นทีมชาติเยาวชนญี่ปุ่น หลังจากนั้นพวกเขาเติบโตไปค้าแข้งที่ต่างประเทศ แล้วก็กลับมารวมตัวกันอีกครั้งและคว้าชัยชนะให้กับญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นเป็นแชมป์โลกเยาวชนก่อนในโลกความจริง และนักเตะทีมชาติหลายคนในวันนี้ได้แรงบันดาลใจจากการ์ตูนซึบาสะ ทั้งการเป็น นักเตะและเทคนิคการเตะใหม่ๆ ที่พยายามทำตามจินตนาการจากในเรื่อง ที่สำคัญ นักเตะในยุโรปในวันนี้และในละตินอเมริกาจำนวนมากก็เป็นแฟนซึบาสะทั้งนั้น ไม่เว้นแม้แต่เนย์มาของบราซิล

ส่วนตัวผมเองไม่ชอบซึบาสะเลย ไม่ได้มีแรงบันดาลใจจากผลงานอะไรของซึบาสะสักตอน แต่ชอบมิซากิ คู่หูของซึบาสะ ที่ย้ายตามพ่อที่เป็นจิตรกรไปฝรั่งเศส ผมชอบมิซากิเพราะเก่ง เข้าใจเพื่อน แต่ไม่ต้องเป็นกัปตัน แต่เขามีส่วนในชัยชนะของซึบาสะและทีม ชอบวากาบายาชิ ผู้รักษาประตูทีมโรงเรียน คู่แข่งของซึบาสะ ที่ต่อมาเป็นเพื่อนรู้ใจของ ซึบาสะและเป็นผู้รักษาประตูทีมชาติที่เพื่อนๆ ไว้วางใจ เขาเติบโตในเยอรมนีก่อนจะกลับมาร่วมทีมชาติญี่ปุ่นในฐานะประตูมือหนึ่ง ชอบเฮียวงะ คู่ปรับคนสำคัญในระดับมัธยมของซึบาสะ ชอบความเด็ดขาด มุ่งมั่นในการฝึกซ้อม และชอบความเป็น ญี่ปุ่นŽ ของเฮียวงะ และมุ่งมั่นฝึกอย่างเต็มที่ ไม่ต้องเน้นการมีโค้ชต่างชาติ เพราะเขามีครูเป็นคนญี่ปุ่นรุ่นเก่า และในตอนท้ายเฮียวงะก็ไปค้าแข้งที่อิตาลี อีกคนหนึ่งที่มาจากทีมเดียวกันกับเฮียวงะคือวากาชิมัสสึ ที่ผสานเอาคาราเต้กับการรักษาประตู เขาเป็น ผู้รักษาประตูในช่วงที่วากาบายาชิไม่อยู่

เหนือสิ่งอื่นใด ผมชอบเพื่อนคู่หูอีกคนของ ซึบาสะ คือ อิชิซากิ รายนี้ไม่มีความโดดเด่นหรือหน้าตาดีเหมือนคนอื่น แต่เป็นเพื่อนกับ ซึบาสะตั้งแต่นัดแรก และติดทีมชาติจากความมุ่งมั่น ไม่ย่อท้อ เหมือนกับที่กล่าวกันว่าท่าไม้ตาย ของอิชิซากิ ก็คือการเอาหน้ารับลูกฟุตบอล และสำหรับผม อิชิซากิคือตัวแทนของนักเตะที่ไม่ได้มีพรสวรรค์เหมือนคนอื่นๆ แต่มีวินัย ความมุ่งมั่น ไม่ย่อท้อ และเป็นเพื่อนร่วมทีมที่ดี รวมทั้งเป็นลูกทีมที่ดีภายใต้การนำของซึบาสะ

เรื่องซึบาสะนั้นความสนุกคือเรื่องของมิตรภาพ และการให้ความหมายว่ากีฬาอย่างฟุตบอลสำหรับชาวญี่ปุ่นคืออะไร ผมอยากเห็นปรากฏการณ์แบบนี้จากฟุตบอลไทย ถ้าเรายังไม่ได้ไปบอลโลก เราก็ยังมีความหมายและคุณค่าอะไรบ้างในโลก เราเชียร์ฟุตบอลเพื่อสร้างแรงบันดาลใจอะไรมากไปกว่าชัยชนะ หรือการยืนยันว่าเราเป็นประเทศหนึ่งในโลกในมหกรรมเกมกีฬาเช่นนี้

ลองยกตัวอย่างบทสัมภาษณ์ของผู้เขียน ซึบาสะ ที่เคยเขียนถึงแมตช์ที่ซึบาสะพาทีมญี่ปุ่นมาปะทะทีมไทย แล้วญี่ปุ่นชนะแบบหืดขึ้นคอคือหกต่อห้า (ขณะที่แมตช์ล่าสุดเราแพ้ญี่ปุ่นสี่ศูนย์) ในบทสัมภาษณ์ของอาจารย์โยอิจิ ผู้เขียน ซึบาสะนั้น เมื่อมาเยี่ยมเมืองไทย เขากล่าวว่า ความจริงตอนผมเริ่มวาดเรื่องกัปตันซึบาสะใหม่ๆ ทีมชาติไทยเป็นทีมชั้นนำของเอเชีย และสูสีกับทีมชาติญี่ปุ่น เพียงแต่พอเวลาผ่านไปหลายๆ อย่างก็เปลี่ยนŽ

เมื่อถูกถามว่า ผู้เขียนรู้จักนักเตะคนไหนของไทยเป็นพิเศษตอนที่วาดการ์ตูนเรื่องซึบาสะไหม เขาตอบว่าไม่มีในใจ แต่ ตอนนั้นผมแค่อยากจะสร้างตัวละครมีจุดเด่น และที่เชิดชูความเป็นไทยได้ ก็เลยคิดตัวละครที่เคยเป็นนักมวยไทย และนักตะกร้อกลายมาเป็นนักฟุตบอล มันเกิดจากไอเดียของผมนั่นแหละ ไม่ได้มาจากผู้เล่นคนไหนของไทยหรอกŽ (ข้อมูลจาก https://www.fourfourtwo.com/)

ใช่ว่าเมืองไทยจะไม่มีการ์ตูนฟุตบอล แต่ ทะยานฝันไทยลีกŽ ดูเหมือนจะยังไม่เป็นที่รู้จักของผู้คนในวงกว้างพอ

ย้อนกลับไปถึงประวัติของฟุตบอลในประเทศไทย มีประเด็นที่สะดุดใจผมอยู่เรื่องหนึ่งคือ พระราชปณิธานของรัชกาลที่ 6 ในการก่อตั้งสโมสรฟุตบอลแห่งสยาม เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2459 อันเป็นที่มาของสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยในวันนี้ โดยมีวัตถุประสงค์หลักสี่ประการ ได้แก่ 1.เพื่อให้ผู้เล่นฟุตบอลมีพลานามัยที่สมบูรณ์ 2.เพื่อก่อให้เกิดความสามัคคี 3.เพื่อก่อให้เกิดไหวพริบ และเป็นกีฬาที่ประหยัดดี 4.เพื่อเป็นการศึกษากลยุทธ์ในการรุกและการรับเช่นเดียวกับกองทัพทหารหาญ (ข้อมูลจาก http://www.educatepark.com/)

ประเด็นก็คือ เวลาที่เรามุ่งหวังกับฟุตบอลไทย เราสนใจเรื่องแบบนี้หรือเปล่า หรือต้องการแค่ผลชนะ ต้องการไปเข้าบอลโลกแค่นั้น โดยไม่ได้สนใจเรื่องราวอื่นๆ อีกเลย โดยเฉพาะเรื่องวินัย การรู้แพ้รู้ชนะ ความสามัคคี สุขภาพของผู้เล่น ผมนึกถึงเรื่องของฟุตบอลไทยก็สะท้อนใจ มานั่งคิดว่าเราเคยเรียนรู้การทำงานเป็นทีมจากการชม เล่น หรือแข่งฟุตบอลแค่ไหน หรือว่าเราก็ยังเป็นสังคมที่เน้นดูแต่มวย เพราะมันโหดดี และเป็นอาชีพที่ทำให้มีเงินไปเลี้ยงดูพ่อแม่ในชนบท หรือนำเอาความสนใจและความเจริญไปยัง ท้องถิ่นที่ขาดแคลน ต่อมาจากมวยก็เป็นเรื่องยกน้ำหนักหญิงนั่นแหละครับ

ส่วนการกีฬาที่เป็นทีมนั้นเรายังไม่เข้าใจสาระและความหมายของมิตรภาพ การมีวินัย ทำงานเป็นทีม และอะไรอีกหลายอย่าง แม้กระทั่งเรื่องกีฬากับสงคราม เราก็ยังไม่สามารถเข้าใจว่าการต่อสู้คืออะไร เรารู้จักแต่การประกาศสงครามและประกาศศัตรู แต่เรารบเป็นแค่ไหน? ผมไม่เคยเรียกร้องอะไรกับทีมฟุตบอลไทยว่าเขาจะทำผลงานได้แค่ไหนในแต่ละครั้งในการแข่งขัน ผมแค่คิดว่าในสังคมแบบที่เราเป็นกันอยู่นี้ เราจะสร้าง ทีมŽ ที่เป็นทีมชาติไทยได้อย่างไร ตราบใดที่เรายังอยู่รวมกันได้ยากเย็นขนาดนี้

กลับไปอ่านหรือซึบาสะกันใหม่ดีกว่าครับ