หน้าแรก เด่นวันนี้ วัฒนธรรมจีนเห...

วัฒนธรรมจีนเหนืออุดมการณ์

15.07.25 | 12:30 น.

 

การเมืองเป็นเรื่องชั่วคราว วัฒนธรรมเป็นเรื่องถาวร หากพินิจให้ดี วลีนี้คือ “อำนาจอ่อน (Soft Power) ที่แฝงอยู่ในวัฒนธรรมจีน ท่ามกลางภาวะความสัมพันธ์จีนแผ่นดินใหญ่กับจีนไต้หวันยังคงตึงเครียด การเคลื่อนไหวของบุคคลหนึ่งก็สามารถสร้างแรงกระเพื่อมข้ามพรมแดนได้ นั่นคือชาวไต้หวันนาม “เฉิน จื้อฮั่น”

“เฉิน จื้อฮั่น” คือผู้ทรงอิทธิพลในโลกออนไลน์ ที่มีบทบาทสะท้อนเสียงของภาคประชาชน เพราะเป็นนักวิจารณ์ข่าวสารบ้านเมืองออนไลน์ เป็นที่รู้จักทั้งในและนอกไต้หวันด้วยบุคลิกตรงไปตรงมา เขาคือผู้นำจิตวิญญาณในทางวัฒนธรรม เมื่อไม่นานมานี้ เขาเดินทางไปจีนแผ่นดินใหญ่ เพียงหนึ่งสัปดาห์ ก็มีปรากฏการณ์ยอดผู้ชมไลฟ์สดกว่า 450,000 คน ถือเป็นสถิติที่สูงทีเดียว ทว่าความสำคัญมิได้อยู่ที่ตัวเลข หากอยู่ที่ “คุณภาพของการรับรู้” ที่เปลี่ยนไปทั้งในจีนแผ่นดินใหญ่และชาวเน็ตไต้หวัน

“เฉิน” มิได้แสดงอุดมการณ์ หากพิสูจน์ให้เห็นอารมณ์ร่วมทางวัฒนธรรมที่ยังฝังรากอยู่ในหมู่ชาวไต้หวัน เช่น การไหว้พระมาจู่ การเคารพกวนอู การยอมรับว่าตนคือส่วนหนึ่งของชนชาติจีน ในขณะเดียวกัน เขากล้าท้าทาย ทฤษฎีสมคบคิดแห่งโลกมืดที่พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าใช้เป็นสื่อบิดเบือนภาพลักษณ์ของจีนแผ่นดินใหญ่มายาวนาน ด้วยการเผยภาพจริงของเซี่ยงไฮ้ ความทันสมัย ความสงบความเจริญ เป็นการสวนทางกับคำบอกเล่าว่า “คนจีนไม่มีเงินซื้อไข่ต้ม” หรือ “เก้าอี้รถไฟไม่มีพนักพิง” เป็นต้น

การเดินทางของเฉิน จึงมิใช่เพียงการท่องเที่ยวหรือถ่ายรูป แต่คือการสื่อสารโดยตรงระหว่างคนจีนสองฝั่งช่องแคบ และเป็นการแสดงให้คนไต้หวันเห็นว่า ความสัมพันธ์สองฝั่งช่องแคบสามารถถูกกำหนดใหม่ได้ โดยไม่ต้องผ่านรัฐหรือกองทัพ แต่ผ่านวิสัยทัศน์ของประชาชน วัฒนธรรมที่มีฐานรากร่วมกันและอนาคตที่ไม่ต้องถูกกดดันด้วยการข่มขู่และความกลัว เขากล่าวว่า นี่เป็นเพียงก้าวแรก และจะไปเซินเจิ้น รวมถึงเมืองอื่นในจีนเพื่อค้นหาภาพที่ไต้หวันไม่เคยเห็น ซึ่งหมายถึงทั้งสถานที่ และความจริงที่ถูกปิดบังมาโดยตลอด

Advertisement

แม้เขาจะถูกโจมตีว่า “ขายชาติ” โดยกองทัพไซเบอร์ฝ่ายเขียว (รัฐบาล) แต่เขาก็ยืนยันในจุดยืนของภาคประชาชน ผู้ไม่ยอมถูกปิดหูปิดตา หรือหวาดกลัวกับอำนาจ “สีเขียว” อีกต่อไป และแม้รัฐบาลไต้หวันจะพยายามวาง “กับดัก” และสร้างอุปสรรคต่อการแลกเปลี่ยนระหว่างสองฝั่งอยู่ตลอด แต่น่าเชื่อว่าต่อแต่นี้ไป คนรุ่นใหม่ไต้หวันจะไม่ยอมให้ “อำนาจสีเขียว” ที่ขาดความชอบธรรมมาปิดกั้นเสรีภาพอีกต่อไป

สิ่งที่โดดเด่นของเฉินในการไลฟ์สด มิใช่เพียงการเมืองหรือเทคโนโลยี แต่คือความอบอุ่นของผู้คน คนจีนแผ่นดินใหญ่ที่รู้จักและชื่นชม ได้บินข้ามเมืองมาพบกัน มอบของขวัญ และแสดงมิตรภาพอย่างจริงใจ เขาจึงกล่าวว่า “สิ่งที่เขาได้รับคือมิตรภาพที่จับต้องได้ และรู้สึกได้ว่าสายเลือดเดียวกันยังดำรงอยู่มิเสื่อมคลาย”

กรณีเป็นการสะท้อนให้เห็นความจริงที่ว่า “สองฝั่งไม่ต้องการเผชิญหน้าในสนามรบ หากต้องการพบกันในเวทีมิตรภาพเท่านั้น” ทริปของเฉินคือบทเรียนที่ดี ดีที่สอนให้เรารู้ว่า วัฒนธรรมจีนและความเป็นจีนระดับประชาชน อุปมาเสมือนกับ “กาว” ที่ประสานรอยร้าว และปฏิเสธมิได้ว่าแข็งแกร่งกว่ารัฐบาลและนโยบาย เด่นชัดยิ่งว่า การเมืองอาจแปรเปลี่ยนตามกาล แต่วัฒนธรรมคือรากฐานที่ยั่งยืนและถาวร

แนวคิดของเฉินคือแก่นแท้ของวัฒนธรรม อันเป็นการแสดงออกถึงพลังของประชาชนที่ไม่ยอมถูกแบ่งแยกด้วยความกล้าหรือถูกชักใยจากต่างชาติ ถือเสมือนเป็นคำประกาศว่า สายสัมพันธ์ระหว่างสองฝั่ง สามารถกำหนดได้โดยประชาชน มิใช่ผู้นำ อีกทั้งเป็นการแสดงให้เห็นว่า สันติภาพมิได้เกิดจากการเจรจาของรัฐเท่านั้น แต่อาจเริ่มจากรอยยิ้มของประชาชน และนี่คือความหมายที่แท้จริงของวลี “การเมืองเป็นเรื่องชั่วคราว” “วัฒนธรรมเป็นเรื่องถาวร อันเป็นประจักษ์ เป็นเรื่องที่น่ายินดี

ปฏิเสธมิได้ว่า วัฒนธรรมจีนและความเป็นจีนคือ “สารเชื่อม” ที่ทรงพลังที่สุด ซึ่งเชื่อมแผ่นดินทั้งสองฝั่งเข้าด้วยกันให้เป็น “แผ่นดินเดียว” ดำรงด้วยแนวคิดเหนืออุดมการณ์ทางการเมืองและแผนสมคบคิด

ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช