หน้าแรก เด่นวันนี้ ภาวะผู้นำ วิก...

ภาวะผู้นำ วิกฤตสงครามและราคาที่ต้องจ่าย

2.08.25 | 12:38 น.

เหตุการณ์ปะทะระหว่างไทยและกัมพูชาเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 บริเวณปราสาทตาเมือนธม จ.สุรินทร์ เป็นเครื่องเตือนใจที่สำคัญถึงความเปราะบางของระบบการจัดการความขัดแย้งระหว่างประเทศในยุคปัจจุบัน การที่กัมพูชา “เปิดฉากใช้อาวุธก่อนโดยมีการบินโดรน เข้ามาในพื้นที่ของประเทศไทยเพื่อยั่วยุ” และ “ทหารกัมพูชาเปิดฉากยิงเข้าใส่ทหารไทย” ส่งผลให้ “พลเรือนเสียชีวิตอย่างน้อย 12 ราย และมีผู้บาดเจ็บอีกนับสิบราย” เป็นภาพสะท้อนถึงการใช้อำนาจทางทหารเป็นกลไกแก้ไขปัญหาแทนการเจรจาทางการทูต

โยฮัน กัลตุง (Johan Galtung 1969) นักคิดคนสำคัญด้านสันติวิธีชาวนอร์เวย์ แบ่งแนวคิดสันติภาพออกเป็นสองระดับ คือ “สันติภาพทางลบ” (Negative Peace) หมายถึงการไม่มีสงครามหรือความรุนแรง และ “สันติภาพทางบวก” (Positive Peace) ครอบคลุมความยุติธรรม โครงสร้างทางสังคมที่เสมอภาค และโอกาสที่เท่าเทียม วิกฤตสงครามไทย-กัมพูชาครั้งนี้เป็นตัวอย่างชัดเจนของความล้มเหลวในการรักษาแม้แค่สันติภาพทางลบ ซึ่งสะท้อนถึงความอ่อนแอของภาวะผู้นำทั้งสองฝ่ายในการจัดการความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์

พื้นที่ “สามเหลี่ยมมรกต (ช่องบก) ซึ่งเป็นจุดที่พรมแดนของไทย กัมพูชา และลาว มาบรรจบกัน” เป็น “เขตพิพาทระหว่างไทยและกัมพูชามาเป็นเวลานาน และเคยเป็นจุดกำเนิดของความตึงเครียด รวมถึงการเผชิญหน้าทางทหารหลายครั้งในอดีต” แสดงให้เห็นถึงการขาดกลไกการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนที่ผู้นำทั้งสองฝ่ายไม่สามารถเรียนรู้จากบทเรียนอดีตเพื่อสร้างระบบป้องกันความขัดแย้งที่มีประสิทธิภาพ

ความขัดแย้งนี้ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อทั้งสองประเทศ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและเศรษฐกิจอาเซียนประเมินว่า “หากรบยืดเยื้อ 30 วัน ไทยเสี่ยงสูญรายได้ 21,000 ล้านบาท” ขณะที่การประเมินในมุมมองที่กว้างขึ้นระบุว่า “ไทยอาจสูญเสียมูลค่าการค้าจากการส่งออกกว่า 60,000 ล้านบาท” ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนถึงการที่สงครามไม่เพียงทำลายชีวิตมนุษย์ แต่ยังทำลายโครงการพัฒนาเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศที่สร้างขึ้นกว่า 3 ทศวรรษ

การค้าชายแดน “กว่าหมื่นล้านต่อเดือน” ที่หยุดชะงักลงส่งผลกระทบโดยตรงต่อชุมชนท้องถิ่นที่พึ่งพารายได้จากการค้า

Advertisement

ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ที่มี “ระยะทางกว่า 800 กม. ตลอดจนแนวจุดผ่อนปรน และจุดผ่านแดนทางการค้า” ที่กลายเป็นแนวรบแทนที่จะเป็นสะพานเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ การสูญเสียนี้ไม่ใช่เพียงตัวเลขทางสถิติ แต่เป็นความทุกข์ทรมานที่แท้จริงของประชาชนทั้งสองฝ่าย

ผลกระทบจากความขัดแย้งไม่จำกัดอยู่ที่ด้านเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อระบบสาธารณสุขและความมั่นคงของมนุษย์อย่างกว้างขวาง การที่มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากการปะทะสร้างภาระให้แก่ระบบสาธารณสุขท้องถิ่น โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลที่มีทรัพยากรทางการแพทย์จำกัด

การอพยพของประชาชนจากพื้นที่ความไม่สงบสร้างปัญหาผู้ลี้ภัยภายในประเทศ ซึ่งต้องการการดูแลด้านสุขภาพจิต สุขอนามัย และความปลอดภัยในชีวิต เด็กและสตรีในพื้นที่ขัดแย้งมักเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ ประสบการณ์จากสงครามในซีเรียที่ส่งผลให้เด็กจำนวนมากแสดงอาการ PTSD (Post-Traumatic Stress Disorder) เป็นบทเรียนที่ควรนำมาใช้ในการเตรียมความพร้อมรับมือกับผลกระทบทางจิตใจจากเหตุการณ์นี้

ประวัติศาสตร์สอนเราว่า ผู้นำที่ยิ่งใหญ่คือผู้ที่สามารถเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส เนลสัน แมนเดลา แสดงให้เห็นว่าการให้อภัยสามารถเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่ทรงพลังในการสร้างสันติภาพ ผู้นำไทยและกัมพูชาในยุคนี้จึงต้องกล้าที่จะเลือก “การเปลี่ยนแปลง” มากกว่า “การใช้กำลัง” 

การพัฒนา “Peacebuilding Architecture” ตามแนวคิดของสหประชาชาติ ที่รวมถึงการฟื้นฟูรัฐ ความยุติธรรมทางสังคม และการคืนความไว้วางใจของประชาชน จึงเป็นสิ่งจำเป็นในการแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างยั่งยืน การสร้างกลไก Truth and Reconciliation Commission (TRC) เพื่อค้นหาความจริงและสร้างการปรองดองอาจเป็นแนวทางที่เหมาะสมสำหรับบริบทไทย-กัมพูชา

การพัฒนาเทคโนโลยี AI เพื่อตรวจจับความเสี่ยงของความขัดแย้งล่วงหน้า และการส่งเสริม Media Literacy เพื่อลดข่าวลวงและวาทกรรมแห่งความเกลียดชังบนโลกออนไลน์ เป็นเครื่องมือสมัยใหม่ที่สามารถช่วยป้องกันความขัดแย้งได้ การสร้างระบบเตือนภัยเพื่อการทูตป้องกัน (Preventive Diplomacy) ควรเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ความมั่นคงแห่งชาติ

วิกฤตชายแดนไทย-เขมร 2568 เป็นเครื่องสะท้อนประการหนึ่งว่าโลกกำลังต้องการผู้นำที่กล้าหาญพอที่จะกลัว “สงคราม” มากกว่าที่จะกลัว “การเปลี่ยนแปลง” เพราะสงครามไม่เคยนำมาซึ่งชัยชนะที่แท้จริง แต่ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจ สาธารณสุข และความมั่นคงมนุษย์ที่ราคาแพงเกินไปที่จะต้องมาจ่ายเมื่อการเจรจาทางการทูตล้มเหลว

ภายใต้ภาวะวิกฤต ผู้นำประเทศต้องเผชิญกับการตัดสินใจที่สำคัญว่า จะเลือกเดินบนเส้นทางของ “สันติภาพ” หรือ “ความขัดแย้ง” หากเลือกใช้ความรุนแรงและเผชิญหน้าก็ต้องตระหนักว่าสงครามปะทุขึ้นจากการตัดสินใจของคนเพียงไม่กี่คน แต่ผลกระทบกลับตกอยู่กับประชาชนนับล้านชีวิต แต่หากผู้นำมุ่งสร้างสันติภาพ ก็จำเป็นต้องยึดแนวทางตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อที่ 16 (SDG 16) ซึ่งให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างธรรมาภิบาล การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม และการพัฒนาสถาบันที่มีความโปร่งใสและเข้มแข็งทั้งนี้ เพื่อให้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียนตั้งอยู่บนสันติภาพที่มั่นคงและยั่งยืน

รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์

ที่ปรึกษาอธิการบดีมหาวิทยาลัยสวนดุสิต