สถานการณ์การหายไปของ หมุดคณะราษฎร บนถนนราชดำเนินในช่วงวันหยุดยาวเป็นเรื่องที่น่าสนใจยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อการหายไปของหมุดคณะราษฎรนั้นไม่ได้หายไปเฉยๆ แต่มีการแทนที่ด้วยหมุดอันใหม่ที่นำไปสู่การให้ความหมายกับประวัติศาสตร์ใหม่
แน่นอนว่านับจนวันนี้เรายังไม่สามารถทราบข้อเท็จจริงได้ว่า เกิดอะไรขึ้น และใครทำ แต่มีเรื่องที่น่านำมาขบคิดต่ออยู่หลายประการ ไม่ว่าท่านผู้อ่านจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ก็ตาม
เรื่องที่ผมคิดว่าน่าสนใจเรื่องแรก กลับไม่ได้อยู่ที่เรื่องของการเมืองระดับชาติ หรือการเมืองว่าด้วยความทรงจำ ที่เป็นเรื่องใหญ่โตของนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์และนักวิเคราะห์การเมือง แต่นี่คือตัวอย่างอีกครั้งของความอ่อนแอของการเมืองการปกครองท้องถิ่น โดยเฉพาะการบริหารจัดการท้องถิ่นในระดับเขต
ยิ่งกว่าคำถามพื้นฐานว่า ผู้ว่าฯ กทม.ต้องมีส่วนรับผิดชอบแค่ไหน ยิ่งเมื่อท่านเองก็มีพื้นเพมาจากงานตำรวจเอง น่าจะนำเสนอคำอธิบายได้ว่าแนวทางการสืบสวนสอบสวนเป็นอย่างไร และระบบกล้องวงจรปิดต่างๆ นั้นทำงานอย่างไร
วกมาเรื่องจากคำสัมภาษณ์ของผู้อำนวยการเขตดุสิตที่ตอบผู้สื่อข่าวว่า ทางเขตได้ทราบว่ามีการเปลี่ยนหมุดคณะราษฎรแล้วแต่ทางเขตไม่ได้เป็นผู้เปลี่ยน ขณะเดียวกันทางเขตกำลังรอ รายละเอียดและข้อมูลเป็นรายละเอียดและข้อมูลที่ชัดเจนว่า หน่วยงานใดเป็นผู้เปลี่ยนหมุดพร้อมข้อความ (มติชนออนไลน์ บทบาท กทม. และกรมศิลปากร การหายไปของ หมุดคณะราษฎร)
น่าสนใจยิ่งว่า ถ้าเกิดหมุดคณะราษฎรไม่ได้อยู่ที่เขตดุสิต แต่อยู่ที่นอกเขตของ กทม. ที่เราเคยภูมิใจกันนักหนาถึงความก้าวหน้าของรูปแบบการปกครองท้องถิ่นแบบพิเศษ ที่วันนี้คือการปกครองโดยการใช้มาตรา 44 ขณะที่ในต่างจังหวัดนั้น แน่นอนว่า ถ้าหมุดประวัติศาสตร์ระดับนี้หายไป ผู้ว่าฯคงโดนตั้งคำถามกันอย่างหนักหน่วง ไม่นับนายอำเภอ กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ที่ไม่น่าจะหนีคำถามต่างๆ ของสังคมได้

และแน่นอนว่า ถ้าหมุดอยู่ในเขตเทศบาล หรือในเขต อบต.ของใครแล้ว ผู้ที่รับผิดชอบในท้องที่คงไม่สามารถตอบคำถามแบบเดียวกับผู้อำนวยการเขตได้ ด้วยว่าสภาท้องถิ่นไม่ว่าสภาเทศบาล หรือสภา อบต. หรือสภาจังหวัดที่มาจากการเลือกตั้งคงนำเรื่องนี้เข้ามาอภิปรายกันยกใหญ่
และโดยโครงสร้างการปกครองท้องถิ่นที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน องค์กรปกครองท้องถิ่นเหล่านั้นคงจะต้องมีทั้งคำตอบ หรือแนวทางการดูแลหมุดประวัติศาสตร์เช่นนี้มากกว่าที่เขตดุสิตในฐานะที่มีผู้อำนวยการเขตที่มีโครงสร้างมาจากการแต่งตั้งของผู้ว่าฯกทม. และสภาเขตที่ไม่ค่อยแข็งแรง และไม่ถูกกดดันจากสังคมและผู้คนในเขตดังกล่าวว่าจะต้องทำหน้าที่ถามคำถามอะไรกับผู้อำนวยการเขต
สรุปง่ายๆ ว่า ที่เคยเชื่อกันว่า กทม.เป็นระบบการปกครองท้องถิ่นที่ก้าวหน้านั้น เอาเข้าจริงกลับกลายเป็นว่า กทม.นั้นเป็นการปกครองท้องถิ่นที่อาจไม่สอดคล้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมในตอนนี้ก็อาจเป็นได้ เรื่องนี้จึงอาจไม่ใช่ความผิดของตัวผู้อำนวยการเขตที่ตอบคำถามไม่ค่อยได้ หรือไม่โดนใจคนหลายคน
แต่เป็นเรื่องของปัญหาความอ่อนแอในเชิงโครงสร้างของลักษณะการ พร้อมรับผิด (accountability หรือแปลตรงตัวว่า ความสามารถในการแจกแจงว่าในการทำงานอะไรสักอย่างนั้น เขาจะต้องตอบคำถามกับใคร เรื่องนี้มากกว่าเรื่องความรับผิดชอบ responsibility ที่เน้นว่ากฎหมายระบุอำนาจหน้าที่อะไรไว้บ้าง) ของการปกครองท้องถิ่นแบบ กทม. โดยเฉพาะในระดับเขตที่ไม่ได้เอื้อให้เกิดความเข้มแข็งของประชาชนในระดับเขตให้รู้สึกถึงความเป็นชุมชนของตนเองมากนัก
ในต่างประเทศนั้นมีตัวแบบที่สำคัญในเรื่องของการดูแลทรัพย์สินสาธารณะเช่นนี้โดยอาจทำเป็นรูปแบบมูลนิธิ และมีคณะกรรมการดูแลได้ เช่น กลุ่มเพื่อนของสวนสาธารณะ ที่ดูแลบริหารจัดการสวนสาธารณะบางแห่ง มองกันยาวๆ เมื่อเรื่องการทวงหมุดลงตัวแล้ว ถ้าไม่ปรับปรุงรูปแบบการปกครองท้องถิ่น กทม. ก็อาจจะต้องพัฒนารูปแบบการดูแลสวนสาธารณะ และพื้นที่สาธารณะต่างๆ เช่นนี้ในรูปแบบคณะกรรมการที่ยึดโยงกับประชาชนก็เป็นได้
อีกประเด็นหนึ่งที่ทางหน้าข่าวยังไม่เห็นก็คือ การยิงคำถามไปที่สถานีตำรวจประจำท้องที่ว่ามีคำตอบอะไรกับเรื่องนี้ เพราะการยิงคำถามไปที่รัฐบาลระดับชาตินั้น พวกเขาก็ต้องมาไล่บี้จากหน่วยงานในระดับท้องถิ่นอยู่ดี สำหรับคำอธิบายของอธิบดีกรมศิลปากรที่ว่า กรมศิลปากรไม่ทราบเรื่องนี้ หากมีการเปลี่ยนแปลงข้อความในหมุดจริงก็ไม่ต้องแจ้งให้กรมศิลปากรทราบเพราะไม่ใช่พื้นที่กรมศิลปากรดูแล กรมศิลปากรดูแลเฉพาะองค์อนุสาวรีย์พระบรมรูปทรงม้าเท่านั้น นอกเหนือจากนั้นไม่ได้อยู่ในความดูแล (มติชนออนไลน์ บทบาท กทม. และกรมศิลปากร การหายไปของ หมุดคณะราษฎร)
เรื่องนี้น่าสนใจยิ่ง ในทางหนึ่งก็น่าจะเห็นใจว่า ถ้ากรมศิลปากรไม่ได้มีแนวทางและมุมมองที่มีต่อประวัติศาสตร์ 2475 อยู่ก่อนแล้ว ก็คงเป็นเรื่องยากที่กรมศิลปากรจะเป็นผู้ริเริ่ม หรือรู้สึกรับผิดชอบต่อเรื่องนี้ แต่เรื่องที่ใหญ่กว่าประเด็นความรับผิดชอบของหน่วยงานก็คือปฏิกิริยาของสังคมที่มีต่อเรื่องนี้ที่มีทั้งส่วนที่รับได้ยาก และแตกต่างขัดแย้งกันในเรื่องมุมมองที่มีต่อ 2475 ของหลายฝ่าย ซึ่งน่าจะนำมาอภิปรายกันต่อในบ้านเมืองแห่งนี้
สิ่งแรกที่พึงรำลึกเอาไว้ก็คือ เรามีความเข้าใจเรื่องของความถูกต้องทางประวัติศาสตร์ ว่ามันคืออะไรกันแน่? มันคือความจริงแท้ หรือว่ามันคือ ระบอบความจริง (regime of truth) ในสังคมของเรานั้นเรามักจะมีคำว่า การชำระประวัติศาสตร์ ซึ่งหลายครั้งมันไม่ได้เกี่ยวข้องกับความจริงแท้เท่านั้น แต่มันเป็นเรื่องของ ข้อตกลง ของผู้คน และ อำนาจ ของผู้คนที่มีส่วนกำหนดประวัติศาสตร์ในแต่ละยุคสมัย
หมายความว่าในทุกความทรงจำนั้นมันมีประวัติศาสตร์ของมันเองด้วยเช่นกัน หรือมันมีประวัติศาสตร์ของประวัติศาสตร์เอง ว่าเรื่องบางเรื่องมันถูกจำได้เมื่อไหร่ ใครทำให้จำได้
ประเทศที่ผ่านการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหลายครั้งต่างเผชิญกับปรากฏการณ์เหล่านี้มาแล้วทั้งสิ้น โดยเฉพาะกับสิ่งที่เรียกว่าประวัติศาสตร์ หรือการสร้างความทรงจำต่อเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์หนึ่งๆ ที่มีส่วนของการกระทำอย่างเป็นระบบต่อการลืม เช่น การสร้างอนุสาวรีย์ การเปลี่ยนชื่อถนน การย้ายอนุสาวรีย์ การทำลายอนุสาวรีย์

นักเขียนอย่างกุนเดอร่า ซึ่งเติบโตและต่อสู้ในระบอบคอมมิวนิสต์เองนั้นเคยอธิบายว่า ปีศาจ ที่หลอกหลอนบนถนนในสังคมของเขาก็คือพวกที่ถูกจัดการกันมาเป็นระลอก จากยุคหนึ่งสู่ยุคหนึ่ง เมื่อเปลี่ยนยุคประวัติศาสตร์ทีหนึ่ง สิ่งเดิมก็ถูกลบล้าง สิ่งใหม่ก็มาแทนที่ ตามหลอกตามหลอนกันไปเป็นวงวัฏจักร
เรื่องนี้เป็นประเด็นใหญ่ในการศึกษาการเปลี่ยนผ่านของสังคมยุโรปตะวันออก โดยเฉพาะในยุคที่พรรคคอมมิวนิสต์ขึ้นสู่อำนาจเอง ก็ได้เปลี่ยนแปลงและสร้างประวัติศาสตร์ประชาชนขึ้น และเมื่อพรรคคอมมิวนิสต์หมดอำนาจ ก็มีการตั้งคำถามว่าจะชำระประวัติศาสตร์ประชาชนอย่างไร ที่เป็นประวัติศาสตร์ประชาชนที่ไม่ใช่ประวัติศาสตร์ตามแนวทางของพรรค
ตัวอย่างมีตั้งแต่เปลี่ยนชื่อถนนใหม่ ทำลายรูปปั้นผู้นำพรรค รวมไปถึงในบางประเทศก็เอาวัตถุเหล่านี้ไปรวมกันเป็นสวนอยู่นอกเมืองแทนที่จะทำลายทิ้ง ในอีกด้านหนึ่ง ในยุคที่พรรคคอมมิวนิสต์รุ่งเรือง ปัญญาชนและศิลปินจำนวนไม่น้อยก็พยายามที่จะไต่เส้นของระบอบความจริงที่ถูกสร้างขึ้น โดยการตั้งคำถามกับสิ่งที่เป็นอยู่ และพยายามขยับเส้นจากการมีชีวิตภายใต้ความตอแหลหลอกลวง (living the lie) มาสู่การมีชีวิตแบบเผชิญหน้าความจริง (living in truth)
พวกเขามีแนวทางที่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่เขาต่อสู้และเผชิญหน้าก็คือการมีชีวิตอยู่ภายใต้ระบบการสร้างความทรงจำใหม่ตามแนวทางพรรคหรือระบบที่รัฐนั้นมีบทบาทสำคัญในการทำให้เราลืม (state forgetting) ศิลปินในโลกของยุโรปตะวันออกสมัยที่ปกครองโดยพรรคคอมฯนั้น บางกลุ่มเชื่อว่า ความทรงจำคือการต่อต้าน (memory as resistance) ที่สำคัญต่อระบอบ โดยเฉพาะความทรงจำประจำตัว
หรืองานอย่าง 1984 เองก็ให้ความสำคัญกับการพยายามจดจำในโลกที่เต็มไปด้วยการทำให้ลืมอย่างเป็นระบบในนามของกระทรวงแห่งความจริง และตำรวจตรวจความคิดของระบอบพี่เบิ้ม
แต่ก็มีบ้างที่มีคำถามว่า จริงหรือไม่ที่ความทรงจำของเรานั้น ถูกต้องอยู่ฝ่ายเดียว เอาเข้าจริงแล้ว ทุกคนคงอยากให้ความทรงจำของตนเอง ที่บางครั้งอาจไม่ได้มีแค่ความจริง แต่อาจจะหมายถึงแรงบันดาลใจ ความใฝ่ฝันต่างๆ ซึ่งหมายถึงว่าในประวัติศาสตร์นอกจากมีเรื่องราว มีความจริงแล้ว ยังมี ความหมาย บางประการที่สำคัญ สิ่งที่น่าสนใจคือการเข้าไปศึกษาการก่อตัวของความถูกต้องและความใฝ่ฝันที่อยู่ในความทรงจำของแต่ละฝ่ายมากกว่าความเชื่อในความถูกต้องหนึ่งเดียวของประวัติศาสตร์ในฐานะความทรงจำร่วมของทุกคน
ประเด็นท้าทายก็คือ ถ้าเราไม่ต้องเน้นการชำระประวัติศาสตร์ เราจะมีระบบการจัดการพื้นที่อย่างไรให้สิ่งต่างๆ ที่ดูขัดแย้งกันนั้นสามารถดำรงอยู่ร่วมกันได้ คำถามแบบนี้ย้อนกลับมาที่การออกแบบรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการออกแบบผังเมืองและรูปแบบการปกครองในระดับท้องถิ่นที่สามารถทำให้ความแตกต่างหลากหลายนั้นดำรงอยู่ร่วมกันได้
ไม่ต้อง อุ้มหาย หรือทำให้ระเหิดหายอย่างไร้เจ้าภาพอย่างที่เกิดขึ้นในบ้านเรา
(หมายเหตุ : บางส่วนได้รับแรงบันดาลใจจาก R. Esbenshade. Remembering to Forget: National Identity in Postwar East-Central Europe. Representation. 49. pp.72-96. 1995)

