สถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาได้สะท้อนข้อเท็จจริงสำคัญว่า ไทยกำลังเผชิญ “สงครามหลายเวที” พร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นสงครามที่ชายแดน สงครามการช่วงชิงพันธมิตร สงครามข้อมูลข่าวสารในสากล และสงครามกับเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ การปกป้องอธิปไตยเป็นสิทธิอันชอบธรรมของไทย
แต่การใช้ถ้อยคำและท่าทีของผู้นำในเวลาเช่นนี้ มีผลโดยตรงต่อความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศในเวทีโลก
1.ถ้อยคำของผู้นำคือยุทธศาสตร์ ไม่ใช่เพียงท่าที
ภายในประเทศ คนไทยย่อมต้องการเห็นความเด็ดขาดจากรัฐบาล แต่ในเวทีระหว่างประเทศ คำว่า
“สันติภาพมันจบแล้ว” หรือ “ไม่ต้องแคร์ประเทศอื่น เช่น สหรัฐ”
เป็นถ้อยคำที่ส่งผลกระทบทางการทูตอย่างรุนแรงและไม่มีความจำเป็น เพราะโลกจับตามองทุกการเคลื่อนไหวของไทย โดยเฉพาะเมื่อกัมพูชามีการเตรียมการด้านเอกสาร การประท้วง และการสื่อสารใน UN อย่างเป็นระบบมานานแล้ว
หากไทยต้องการประกาศมาตรการใดๆ เราสามารถสื่อสารในแนวทางที่ปกป้องผลประโยชน์อย่างเต็มที่ แต่ต้องไม่เปิดช่องให้ฝ่ายตรงข้ามนำไปใช้ในเวทีโลก เช่น การยกเลิกปฏิญญาสันติภาพ ควรเปลี่ยนมาใช้เป็น
“ไทยขอระงับภาระผูกพันชั่วคราวจนกว่าสถานการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติ”
ถ้อยคำที่รอบคอบเช่นนี้ช่วยไทยในทุกสมรภูมิ ทั้งเวทีการทูต เวทีข่าวสาร และเวทีสิทธิมนุษยชน
2.ไม่ว่าอย่างไร สุดท้ายต้องกลับสู่โต๊ะเจรจา และไทยต้อง “มีพวก”
ความขัดแย้งไม่ว่าเข้มข้นเพียงใด ท้ายที่สุดทุกอย่างต้องจบลงที่โต๊ะเจรจา แต่คำถามสำคัญคือ กัมพูชาจะยอมฟังไทยเพียงใด?
สิ่งนี้ขึ้นอยู่กับว่า ใครยืนอยู่ข้างเรา
ไทยจำเป็นต้องรักษาและเสริมแนวร่วมกับประเทศ “ตัวโต” ที่มีอิทธิพล เช่น สหรัฐ จีน EU ญี่ปุ่น รวมถึงอาเซียนและสหประชาชาติ เพราะประเทศเหล่านี้คือดุลอำนาจสำคัญในการกดดันให้กัมพูชาต้องปฏิบัติตามแนวทางที่เป็นธรรม
การประกาศว่า “ไทยไม่แคร์ใคร” ไม่ได้ทำให้ไทยแข็งแกร่งขึ้น กลับทำให้ประเทศมหาอำนาจไม่สบายใจ และทำให้ไทยสูญเสียพลังสนับสนุนสำคัญในวันที่ต้องการแรงค้ำประกันบนโต๊ะเจรจา
3.สแกมเมอร์: ความขัดแย้งชายแดนอาจเป็น “ควันบังหน้า”
โลกกำลังร่วมกันกดดันกัมพูชาในประเด็น เครือข่ายสแกมเมอร์อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ทั้งสหรัฐ สหราชอาณาจักร เกาหลีใต้ สิงคโปร์ มาเลเซีย ต่างเพิ่มมาตรการตรวจสอบและกดดันระดับสูง
การลอบวางทุ่นระเบิด สร้างภาพว่าถูกไทยยิงก่อน ตามชายแดนจึงอาจเป็นเครื่องมือเบี่ยงเบนความสนใจจากประชาคมโลก เพื่อให้ความสนใจที่เดิมมุ่งไปที่อาชญากรรมข้ามชาติ ถูกหันกลับไปที่ประเด็นความมั่นคงแทน
ตราบใดที่โครงสร้างสแกมเมอร์ยังอยู่ ความตึงเครียดชายแดนก็สามารถถูกปลุกขึ้นมาซ้ำได้ตลอดเวลา
ไทยจึงต้องร่วมมือกับนานาชาติอย่างจริงจังในการจัดการปัญหานี้ เพราะนี่คือ “จุดอ่อนของกัมพูชา” และ “จุดแข็งทางยุทธศาสตร์ของไทย” หากใช้ได้อย่างถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประเทศจีน
ซึ่งที่ผ่านมาความร่วมมือไทย-จีน-เมียนมา เป็นความร่วมมือปราบสแกมที่เป็นรูปธรรมมากที่สุด ซึ่งก่อนที่จะมีการพลิกขั้วรัฐบาล รัฐบาลพรรคเพื่อไทยได้ประสานความร่วมมือการปราบสแกม 4 ฝ่าย ระหว่างไทย-จีน-เมียนมา-กัมพูชาไว้แล้ว แม้กัมพูชาจะมีท่าทีไม่จริงใจให้ความร่วมมือเสมอมา แต่อย่างไรเสียก็ยังเป็นเวทีแห่งความร่วมมือ ซึ่งจะได้ผลและยั่งยืนกว่าการกดดันหรือบีบบังคับ
4.ทุ่นระเบิดและอนุสัญญาออตตาวา รัฐบาลต้องทำงานบนหลักฐานที่โลกยอมรับ
ทุ่นระเบิดเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรง อย่างไม่เลือกเป้าหมาย ไม่แยกเด็ก ผู้ใหญ่ พลเรือนหรือทหาร การตอบสนองของไทยจึงต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักฐานที่น่าเชื่อถือ โปร่งใส และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล
ที่ผ่านมาห้วงรัฐบาลแพทองธาร ในสงครามเวทีระหว่างประเทศ ไทยได้นำเสนอหลักฐานที่พิสูจน์ได้โดยหลักทางวิทยาศาสตร์ และข้อเท็จจริงจนทำให้นานาชาติยอมรับว่าไทยเป็นผู้ถูกละเมิด ถูกกระทำ และไม่ใช่ประเทศใหญ่ที่รังแกประเทศเล็ก แต่เราดำเนินการเพื่อปกป้องอธิปไตยและชีวิตของพี่น้องประชาชน
อนุสัญญาออตตาวา (Mine Ban Treaty / APMBC) แม้จะไม่มี “ศาลอาญา” สำหรับตัดสินความผิดรายกรณี แต่มีกลไกตรวจสอบและความโปร่งใสที่เข้มแข็ง ได้แก่:
-Article 7 – Transparency Reports : ไทยสามารถจัดทำรายงานเผยแพร่หลักฐานที่ชัดเจนเกี่ยวกับการพบวัตถุระเบิด พื้นที่เกิดเหตุ และการประเมินการละเมิด
-Article 8 – Facilitation & Clarification : ไทยสามารถร้องขอให้มีการชี้แจง/อำนวยความร่วมมือจากรัฐภาคี หรือขอให้มีการสอบสวนเบื้องต้นในกรณีสงสัยว่ามีการละเมิด
-ช่องทางของ ISU / Secretariat
ใช้ส่งข้อมูล ข้อเท็จจริง และหลักฐานที่มีน้ำหนักเข้าสู่ระบบรายงานระหว่างประเทศ
-ความร่วมมือกับ UN, ICRC, UNMAS : เพื่อให้การสอบสวนและการเก็บกู้เป็นไปตามมาตรฐานสากล และเพิ่มความน่าเชื่อถือของข้อมูลไทยในเวทีโลก
ที่ผ่านมา กองทัพอาจจะสื่อสารในประเทศได้รวดเร็ว แต่ในเวทีระหว่างประเทศ อยากสนับสนุนให้กองทัพ ทํางานร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศในการรวบรวมหลักฐาน ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ที่มีขั้นตอนและมาตรฐานการเก็บหลักฐานซับซ้อน และแตกต่างจากกระบวนการทางนิติวิทยาศาสตร์ของไทย ซึ่งเชื่อมั่นว่ากระทรวงการต่างประเทศโดยกรมสนธิสัญญาและกรมองค์การระหว่างประเทศ พร้อมที่จะสนับสนุนงานของกองทัพในส่วนนี้
นอกจากนี้ รัฐบาลควรแสวงหาความร่วมมือในการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น หุ่นยนต์เก็บกู้ทุ่นระเบิด และสุนัข K9 จาก EU ซึ่งเป็นความร่วมมือที่ควรเร่งผลักดันเพื่อเสริมหลักฐานเชิงเทคนิคให้แข็งแรงยิ่งขึ้น และลดการสูญเสียของพี่น้องทหาร
ไม่มีเทคโนโลยีหนึ่งเดียวที่ “แก้ได้ทุกอย่าง” หลายประเทศมักใช้โมเดลผสม (reconnaissance ด้วยโดรน หรือ remote sensing, technical survey โดยสุนัข, mechanical clearance หรือ robotic clearance, manual QA).
ท้ายที่สุด ไทยต้องแข็งแกร่งด้วยกำลัง และสง่างามด้วยการทูต
ผู้นำที่เข้มแข็งไม่ใช่ผู้ที่ใช้ถ้อยคำแข็งกร้าวที่สุด แต่คือผู้ที่เลือกคำที่ปกป้องชาติในทุกสนามรบ ทั้งในชายแดน เวทีทูต เวทีข่าวสาร และเวทีความร่วมมือระหว่างประเทศ
ไทยต้องไม่เพียงยืนหยัดเพื่อปกป้องแผ่นดิน แต่ต้องปกป้อง “พื้นที่ความน่าเชื่อถือของไทยบนเวทีโลก”
ด้วยความเด็ดขาดเชิงความมั่นคง และความรอบคอบเชิงการทูตที่ยึดหลักสากลอย่างเคร่งครัด
นี่คือเส้นทางที่ทำให้ไทยไม่โดดเดี่ยว ไม่ถูกบิดความหมายในเวทีโลก และไม่สูญเสียโอกาสในการสร้างแรงสนับสนุนจากประชาคมระหว่างประเทศค่ะ
ชยิกา วงศ์นภาจันทร์
อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

