ส่องวิธีการบูรณะ “อนัสติโลซิส” คืนชีพ ปราสาทตาควาย หลักการฟื้นฟูโบราณสถานทั่วโลก
การประกาศชัยชนะของทหารไทยในการระดมสรรพกำลังเข้ายึดคืน “ปราสาทตาควาย” จากทหารกัมพูชา ก่อนเชิญธงชาติไทย ประกาศความเป็นเขตอธิปไตยของประเทศไทย ถูกเผยแพร่ในโลกโซเชียล เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม

ทั้งที่ช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา “มติชน” เพิ่งนำเสนอการท่องเที่ยวศาสนสถานแห่งนี้ ทั้งคนไทยและกัมพูชาเข้าไปเที่ยวชมกันอย่างคึกคัก ก่อนจะตกอยู่ในสมรภูมิสู้รบอย่างดุเดือดในเวลาต่อมา
“ปราสาทตาควาย” ตั้งอยู่ช่องตาควาย เขตบ้านไทยนิยมพัฒนา หมู่ 17 ตำบลบักได อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ เป็นปราสาทหินศิลาแลง อยู่ทางด้านทิศตะวันออกของปราสาทตาเมือนธมอยู่ห่างไป 12 กิโลเมตร
ทรงสถาปัตยกรรมปราสาทหินโบราณสมัยขอมแห่งนี้ อายุราวพุทธศตวรรษที่ 16-17 ก่อสร้างขึ้นช่วงปลายสมัยนครวัดต่อตอนต้นสมัยบายน สมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ถึงพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ปราสาทถูกสร้างขึ้นบนสันเขาห่างจากหน้าผาสูงของเทือกเขาพนมดงรักประมาณ 10 เมตร
เป็นศาสนสถานในศาสนาฮินดูเพื่อบูชาพระศิวะด้วยศิลาแลงและศิลาทราย เป็นปราสาทจตุรมุขเดี่ยว ไม่มีปราสาทบริวาร ฐานเตี้ย ผังคล้ายกากบาท แบบเรียบง่าย ไร้ลวดลาย ไม่มีการแกะสลักมากนัก
เมื่อมองดูความเสียหายของปราสาทตาควาย ณ ปัจจุบัน ทหารเขมรที่ได้เข้ายึดครองชั่วคราวตั้งบังเกอร์อย่างแน่นหนา กลายเป็นที่ซ่องสุมของทหารเขมร พร้อมวางทุ่นระเบิดรายล้อมไปทั่วบริเวณ กระทั่งการสู้รบที่ทำให้ตัวปราสาทเสียหายหนัก ก่อนที่ทหารไทยจะเอากลับคืนมาได้สำเร็จ

ในสภาพตัวปราสาทที่พังเสียหาย เปลี่ยนสภาพไปจากช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา
ด้าน “พนมบุตร จันทรโชติ” อธิบดีกรมศิลปากร ออกมายืนยันให้คนไทยสบายใจได้ว่า หากกรมศิลปากรมีโอกาสเข้าดำเนินการซ่อมแซม ไม่ว่าจะเป็นปราสาทตาควาย หรือโบราณสถานอื่นใดในประเทศไทย สามารถบูรณะกลับคืนมาได้อย่างแน่นอน โดยมีตัวอย่างเชิงประจักษ์จากการบูรณะปราสาทหินพนมรุ้ง ปราสาทหินพิมาย และปราสาทหินสด็อกก๊อกธม ล้วนเคยอยู่ในสภาพปรักหักพังและมีความซับซ้อนทางสถาปัตยกรรมมากกว่าปราสาทตาควาย
“วิธีการบูรณะของกรมศิลปากรใช้หลัก ‘อนัสติโลซิส’ (ANASTYLOSIS) เป็นการรื้อออกมา บันทึกตำแหน่งหินแต่ละก้อนอย่างละเอียด แล้วนำกลับไปประกอบใหม่บนโครงสร้างที่มั่นคง โดยวิธีนี้ประสบความสำเร็จมาแล้วกับการบูรณะปราสาทหินพนมรุ้งและปราสาทหินพิมาย เมื่อราว 50 ปีก่อน ทั้งที่ในขณะนั้นเทคโนโลยียังไม่ก้าวหน้าเท่าปัจจุบัน”
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมจาก muangboranjournal.com เว็บไซต์วารสารเมืองโบราณ กล่าวถึงการใช้ “อนัสติโลซิส” ในตอน “ปราสาทพนมรุ้ง…ในระหว่างบูรณะ” เผยแพร่ 18 ก.ย.2018 ตอนหนึ่งกล่าวว่า การบูรณะซ่อมแซมปราสาทพนมรุ้ง กรมศิลปากรใช้วิธี อนัสติโลซิส (ANASTYLOSIS) คือรื้อตัวปราสาทของเดิมลงมาทั้งหมด ทำรหัสไว้ที่หินแต่ละก้อนและองค์ประกอบทุกชิ้น เขียนกำกับหมายเลขรหัสทั้งหมดลงในผังให้ตรงกันอย่างละเอียด จากนั้นทำฐานใหม่ให้แข็งแรง แล้วนำชิ้นส่วนแต่ละชิ้นทั้งที่พังลงมานั้นไปประกอบใหม่อีกครั้งตามหมายเลขรหัสที่ให้ไว้ในที่เดิมของแต่ละชิ้นส่วน
ยังระบุว่า จากภาพปราสาทพนมรุ้งในระหว่างการบูรณะของศูนย์ข้อมูลเมืองโบราณชุดนี้ บันทึกไว้เมื่อปี พ.ศ.2517 หินทุกก้อนถูกรื้อลงมามีการลงรหัสกำกับและจัดวางหินเป็นกลุ่มๆ ตามผังอาคารเพื่อสะดวกต่อการนำขึ้นไปประกอบใหม่อีกครั้ง
เมื่อมีการค้นหาเพิ่มเติมจากบทความในต่างประเทศลงลึกไปอีกว่า วิธีการแบบอนัสติโลซิส เป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และโบราณคดีที่มีระเบียบวิธีที่เข้มงวด หลักการสำคัญที่กำหนดโดยกฎบัตรสากล เช่น กฎบัตรเวนิส (Venice Charter of 1964)

หัวใจสำคัญคือการรักษาสภาพความเป็นของแท้ดั้งเดิม เคารพต่อวัสดุโบราณ ใช้ชิ้นส่วนเดิมให้มากที่สุด นำไปบูรณะกลับคืนสู่ตำแหน่งเดิมให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะบูรณะได้ หรืออีกนัยยะหนึ่งคือการเข้าแทรกแซงน้อยที่สุด บูรณะเท่าที่จำเป็น สร้างความแข็งแรงต่อโครงสร้างให้คงอยู่ในระยะเวลาที่นานขึ้น
ย้ำว่า ไม่ได้สร้างใหม่หรือทำขึ้นใหม่แล้วให้เกิดความสวยงาม ต้องมีหลักฐานยืนยัน ไม่ใช่แค่คาดเดา ถึงการนำวัสดุใหม่เข้าทดแทนส่วนที่เสียหายไป อะไรคืองานเก่าและงานใหม่ บ่งชี้แยกแยะได้ทุกชิ้นที่ประกอบเข้าเป็นปราสาทดังเดิมให้มากที่สุด
ส่วนการรื้อถอนซากตัวปราสาท หินทุกชิ้น หรือส่วนประกอบทั้งหมดถูกเก็บบันทึกด้วยภาพถ่าย ลายเส้นและการสแกนในระบบ 3 มิติ มีการใช้รหัสทุกชิ้น เผื่อหากวันข้างหน้ามีนวัตกรรมใหม่ที่จะช่วยทำให้การบูรณะปราสาทเก่าเหล่านี้ได้อีก มั่นคงแข็งแรง
จึงไม่ใช่เรื่องเกินเลยดังที่อธิบดีกรมศิลปากรกล่าวถึงปราสาทตาควาย สำหรับประเทศไทยมีการศึกษาเก็บบันทึกไว้หมดแล้วอย่างละเอียดเกี่ยวกับปราสาททุกแห่งในประเทศไทย จึงเป็นเรื่องที่ไม่เกินฝีมือของเหล่านักโบราณคดีและบรรดาช่างผู้ชำนาญที่จะมาร่วมกันบูรณะ
ลองดูตัวอย่างของการบูรณะโบราณสถานทั่วโลกด้วยวิธีการ อนัสติโลซิ (ANASTYLOSIS) ดังนี้

หอสมุดเซลซัส (The Library of Celsus) เมืองเอเฟซัส ประเทศตุรกี ส่วนหน้าของห้องสมุดโรมันแห่งนี้ถูกบูรณะช่วงทศวรรษ 1970 เป็นตัวอย่างที่น่าชื่นชมของการใช้วิธี อนัสติโลซิส การประกอบวัสดุเก่าทุกชิ้นกลับเข้ามาใหม่อีกครั้ง ที่ต่อมาเป็นกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ

อะโครโพลิส (The Acropolis) กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ เป็นอีกแห่งที่อยู่ในโครงการบูรณะและอนุรักษ์ครั้งใหญ่ตั้งแต่ปี 1975 เดิมอยู่ในสภาพเสื่อมโทรมจากมลพิษและการทำลายล้าง ก่อนจะได้ใช้วิธีประกอบชิ้นส่วนหินอ่อนเดิมกลับคืน และหินอ่อนใหม่จากแหล่งเดิมที่เคยใช้ในอดีตจากภูเขาเพนเทลิคัส และยังใช้เดือยไทเทเนียม (Titanium dowels) ที่แข็งแรงและย้อนกลับได้

นอกจากนั้น นครวัด (Angkor Wat) และวัดโดยรอบ ที่ถูกบูรณะโดยความร่วมมือของฝรั่งเศสและอินเดีย ได้ใช้วิธีการบูรณะเดียวกัน รวมถึงปราสาทบายนและปราสาทตาพรหม เช่นเดียวกับ โบโรพุทโธ (Borobudur) ของประเทศอินโดนีเซีย โดยผลงานของนักโบราณคดีชาวดัตช์ บูรณะในช่วงระหว่างปี 1907 ถึง 1911
แน่นอนว่า หากวันที่ “ปราสาทตาควาย” กลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างสมบูรณ์ การจัดงบประมาณเพื่อบูรณะ คนไทยจะได้เข้าชมอีกครั้งอย่างแน่นอน แม้จะต้องใช้ระยะเวลานาน แต่นับว่าคุ้มค่าที่จะได้ยลโฉมรูปทรงสถาปัตยกรรมอันงดงามจากช่างในอดีตที่ออกแบบและก่อสร้างขึ้นมา
อันเป็นมาตรฐานเดียวกับการบูรณะมาตรฐานโลกทุกประการ

