หน้าแรก เด่นวันนี้ ส่องวิธี “อนั...

ส่องวิธี “อนัสติโลซิส” เทคโนโลยีคืนชีพ ปราสาทตาควาย หลักการฟื้นฟูโบราณสถานทั่วโลก

16.12.25 | 14:47 น.

ส่องวิธีการบูรณะ “อนัสติโลซิส” คืนชีพ ปราสาทตาควาย หลักการฟื้นฟูโบราณสถานทั่วโลก

การประกาศชัยชนะของทหารไทยในการระดมสรรพกำลังเข้ายึดคืน “ปราสาทตาควาย” จากทหารกัมพูชา ก่อนเชิญธงชาติไทย ประกาศความเป็นเขตอธิปไตยของประเทศไทย ถูกเผยแพร่ในโลกโซเชียล เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม

ปราสาทตาควาย
ปราสาทตาควาย

ทั้งที่ช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา “มติชน” เพิ่งนำเสนอการท่องเที่ยวศาสนสถานแห่งนี้ ทั้งคนไทยและกัมพูชาเข้าไปเที่ยวชมกันอย่างคึกคัก ก่อนจะตกอยู่ในสมรภูมิสู้รบอย่างดุเดือดในเวลาต่อมา

“ปราสาทตาควาย” ตั้งอยู่ช่องตาควาย เขตบ้านไทยนิยมพัฒนา หมู่ 17 ตำบลบักได อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ เป็นปราสาทหินศิลาแลง อยู่ทางด้านทิศตะวันออกของปราสาทตาเมือนธมอยู่ห่างไป 12 กิโลเมตร

ทรงสถาปัตยกรรมปราสาทหินโบราณสมัยขอมแห่งนี้ อายุราวพุทธศตวรรษที่ 16-17 ก่อสร้างขึ้นช่วงปลายสมัยนครวัดต่อตอนต้นสมัยบายน สมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ถึงพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ปราสาทถูกสร้างขึ้นบนสันเขาห่างจากหน้าผาสูงของเทือกเขาพนมดงรักประมาณ 10 เมตร

Advertisement

เป็นศาสนสถานในศาสนาฮินดูเพื่อบูชาพระศิวะด้วยศิลาแลงและศิลาทราย เป็นปราสาทจตุรมุขเดี่ยว ไม่มีปราสาทบริวาร ฐานเตี้ย ผังคล้ายกากบาท แบบเรียบง่าย ไร้ลวดลาย ไม่มีการแกะสลักมากนัก

เมื่อมองดูความเสียหายของปราสาทตาควาย ณ ปัจจุบัน ทหารเขมรที่ได้เข้ายึดครองชั่วคราวตั้งบังเกอร์อย่างแน่นหนา กลายเป็นที่ซ่องสุมของทหารเขมร พร้อมวางทุ่นระเบิดรายล้อมไปทั่วบริเวณ กระทั่งการสู้รบที่ทำให้ตัวปราสาทเสียหายหนัก ก่อนที่ทหารไทยจะเอากลับคืนมาได้สำเร็จ

เมื่อครั้งเปิดให้นักท่องเที่ยวได้ชม
เมื่อครั้งเปิดให้นักท่องเที่ยวได้ชม

ในสภาพตัวปราสาทที่พังเสียหาย เปลี่ยนสภาพไปจากช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

ด้าน “พนมบุตร จันทรโชติ” อธิบดีกรมศิลปากร ออกมายืนยันให้คนไทยสบายใจได้ว่า หากกรมศิลปากรมีโอกาสเข้าดำเนินการซ่อมแซม ไม่ว่าจะเป็นปราสาทตาควาย หรือโบราณสถานอื่นใดในประเทศไทย สามารถบูรณะกลับคืนมาได้อย่างแน่นอน โดยมีตัวอย่างเชิงประจักษ์จากการบูรณะปราสาทหินพนมรุ้ง ปราสาทหินพิมาย และปราสาทหินสด็อกก๊อกธม ล้วนเคยอยู่ในสภาพปรักหักพังและมีความซับซ้อนทางสถาปัตยกรรมมากกว่าปราสาทตาควาย

“วิธีการบูรณะของกรมศิลปากรใช้หลัก ‘อนัสติโลซิส’ (ANASTYLOSIS) เป็นการรื้อออกมา บันทึกตำแหน่งหินแต่ละก้อนอย่างละเอียด แล้วนำกลับไปประกอบใหม่บนโครงสร้างที่มั่นคง โดยวิธีนี้ประสบความสำเร็จมาแล้วกับการบูรณะปราสาทหินพนมรุ้งและปราสาทหินพิมาย เมื่อราว 50 ปีก่อน ทั้งที่ในขณะนั้นเทคโนโลยียังไม่ก้าวหน้าเท่าปัจจุบัน”

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมจาก muangboranjournal.com เว็บไซต์วารสารเมืองโบราณ กล่าวถึงการใช้ “อนัสติโลซิส” ในตอน “ปราสาทพนมรุ้ง…ในระหว่างบูรณะ” เผยแพร่ 18 ก.ย.2018 ตอนหนึ่งกล่าวว่า การบูรณะซ่อมแซมปราสาทพนมรุ้ง กรมศิลปากรใช้วิธี อนัสติโลซิส (ANASTYLOSIS) คือรื้อตัวปราสาทของเดิมลงมาทั้งหมด ทำรหัสไว้ที่หินแต่ละก้อนและองค์ประกอบทุกชิ้น เขียนกำกับหมายเลขรหัสทั้งหมดลงในผังให้ตรงกันอย่างละเอียด จากนั้นทำฐานใหม่ให้แข็งแรง แล้วนำชิ้นส่วนแต่ละชิ้นทั้งที่พังลงมานั้นไปประกอบใหม่อีกครั้งตามหมายเลขรหัสที่ให้ไว้ในที่เดิมของแต่ละชิ้นส่วน

ยังระบุว่า จากภาพปราสาทพนมรุ้งในระหว่างการบูรณะของศูนย์ข้อมูลเมืองโบราณชุดนี้ บันทึกไว้เมื่อปี พ.ศ.2517 หินทุกก้อนถูกรื้อลงมามีการลงรหัสกำกับและจัดวางหินเป็นกลุ่มๆ ตามผังอาคารเพื่อสะดวกต่อการนำขึ้นไปประกอบใหม่อีกครั้ง

เมื่อมีการค้นหาเพิ่มเติมจากบทความในต่างประเทศลงลึกไปอีกว่า วิธีการแบบอนัสติโลซิส เป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และโบราณคดีที่มีระเบียบวิธีที่เข้มงวด หลักการสำคัญที่กำหนดโดยกฎบัตรสากล เช่น กฎบัตรเวนิส (Venice Charter of 1964)

หัวใจสำคัญคือการรักษาสภาพความเป็นของแท้ดั้งเดิม เคารพต่อวัสดุโบราณ ใช้ชิ้นส่วนเดิมให้มากที่สุด นำไปบูรณะกลับคืนสู่ตำแหน่งเดิมให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะบูรณะได้ หรืออีกนัยยะหนึ่งคือการเข้าแทรกแซงน้อยที่สุด บูรณะเท่าที่จำเป็น สร้างความแข็งแรงต่อโครงสร้างให้คงอยู่ในระยะเวลาที่นานขึ้น

ย้ำว่า ไม่ได้สร้างใหม่หรือทำขึ้นใหม่แล้วให้เกิดความสวยงาม ต้องมีหลักฐานยืนยัน ไม่ใช่แค่คาดเดา ถึงการนำวัสดุใหม่เข้าทดแทนส่วนที่เสียหายไป อะไรคืองานเก่าและงานใหม่ บ่งชี้แยกแยะได้ทุกชิ้นที่ประกอบเข้าเป็นปราสาทดังเดิมให้มากที่สุด

ส่วนการรื้อถอนซากตัวปราสาท หินทุกชิ้น หรือส่วนประกอบทั้งหมดถูกเก็บบันทึกด้วยภาพถ่าย ลายเส้นและการสแกนในระบบ 3 มิติ มีการใช้รหัสทุกชิ้น เผื่อหากวันข้างหน้ามีนวัตกรรมใหม่ที่จะช่วยทำให้การบูรณะปราสาทเก่าเหล่านี้ได้อีก มั่นคงแข็งแรง

จึงไม่ใช่เรื่องเกินเลยดังที่อธิบดีกรมศิลปากรกล่าวถึงปราสาทตาควาย สำหรับประเทศไทยมีการศึกษาเก็บบันทึกไว้หมดแล้วอย่างละเอียดเกี่ยวกับปราสาททุกแห่งในประเทศไทย จึงเป็นเรื่องที่ไม่เกินฝีมือของเหล่านักโบราณคดีและบรรดาช่างผู้ชำนาญที่จะมาร่วมกันบูรณะ

ลองดูตัวอย่างของการบูรณะโบราณสถานทั่วโลกด้วยวิธีการ อนัสติโลซิ (ANASTYLOSIS) ดังนี้

หอสมุดเซลซัส (The Library of Celsus) ภาพจาก pexels
หอสมุดเซลซัส (The Library of Celsus) ภาพจาก pexels

หอสมุดเซลซัส (The Library of Celsus) เมืองเอเฟซัส ประเทศตุรกี ส่วนหน้าของห้องสมุดโรมันแห่งนี้ถูกบูรณะช่วงทศวรรษ 1970 เป็นตัวอย่างที่น่าชื่นชมของการใช้วิธี อนัสติโลซิส การประกอบวัสดุเก่าทุกชิ้นกลับเข้ามาใหม่อีกครั้ง ที่ต่อมาเป็นกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ

อะโครโพลิส (The Acropolis) ภาพจาก pexels
อะโครโพลิส (The Acropolis) ภาพจาก pexels

อะโครโพลิส (The Acropolis) กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ เป็นอีกแห่งที่อยู่ในโครงการบูรณะและอนุรักษ์ครั้งใหญ่ตั้งแต่ปี 1975 เดิมอยู่ในสภาพเสื่อมโทรมจากมลพิษและการทำลายล้าง ก่อนจะได้ใช้วิธีประกอบชิ้นส่วนหินอ่อนเดิมกลับคืน และหินอ่อนใหม่จากแหล่งเดิมที่เคยใช้ในอดีตจากภูเขาเพนเทลิคัส และยังใช้เดือยไทเทเนียม (Titanium dowels) ที่แข็งแรงและย้อนกลับได้

นครวัด ภาพจาก pexels
นครวัด ภาพจาก pexels

นอกจากนั้น นครวัด (Angkor Wat) และวัดโดยรอบ ที่ถูกบูรณะโดยความร่วมมือของฝรั่งเศสและอินเดีย ได้ใช้วิธีการบูรณะเดียวกัน รวมถึงปราสาทบายนและปราสาทตาพรหม เช่นเดียวกับ โบโรพุทโธ (Borobudur) ของประเทศอินโดนีเซีย โดยผลงานของนักโบราณคดีชาวดัตช์ บูรณะในช่วงระหว่างปี 1907 ถึง 1911

แน่นอนว่า หากวันที่ “ปราสาทตาควาย” กลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างสมบูรณ์ การจัดงบประมาณเพื่อบูรณะ คนไทยจะได้เข้าชมอีกครั้งอย่างแน่นอน แม้จะต้องใช้ระยะเวลานาน แต่นับว่าคุ้มค่าที่จะได้ยลโฉมรูปทรงสถาปัตยกรรมอันงดงามจากช่างในอดีตที่ออกแบบและก่อสร้างขึ้นมา

อันเป็นมาตรฐานเดียวกับการบูรณะมาตรฐานโลกทุกประการ