ช่วงฤดูหนาวส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ การเดินทางพักผ่อนหรือท่องเที่ยวหลังจากเหนื่อยมาทั้งปี สถานที่ยืนหนึ่งที่ใครๆ ปักหมุด “ต้องไปเยือน” นั่นคือการไปท่องเที่ยวในภาคเหนือเพื่อสัมผัสบรรยากาศของฤดูกาลที่ผันเปลี่ยนวนเวียนกลับมาอีกครั้ง ฉะนั้น พอเข้าเดือนธันวาคม ข้ามปีถึงเดือนมกราคมของปีถัดไป ถือเป็นเดือนที่มีเทศกาลความสุขยาวนานกว่าทุกช่วงตลอดทั้งปี ด้วยมีวันหยุดต่อเนื่องมากสุดอีกช่วงของปี พร้อมกับเป็นช่วงที่ทุกคนตั้งตาใช้เป็นสถานที่รอนับถอยหลังเพื่อเริ่มปีใหม่ไปด้วยกัน

ดังนั้น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) หน่วยงานหลักด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยว จึงจัดหลากหลายแคมเปญ วางแผนอีเวนต์ใหญ่ตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม 2568 จนถึงเดือนมกราคม 2569 เพื่อชวนให้นักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและชาวต่างชาติออกเดินทางสัมผัสบรรยากาศอบอุ่นท่ามกลางฤดูหนาวที่อยู่นับวันได้ของประเทศไทย
แหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตของฤดูหนาวต้องยกตำแหน่งให้กับภาคเหนือในหลายจังหวัดที่มีความน่าสนใจ ดึงดูดให้คนจากหลายภูมิภาคไปเที่ยวได้ ทั้งจังหวัดใกล้เคียงที่แลกเปลี่ยนการท่องเที่ยวซึ่งกันและกัน รวมถึงจังหวัดระยะไกลที่ตั้งใจเดินทางหลายร้อยกิโลเมตรเพื่อรับประสบการณ์ใหม่ในช่วงเทศกาลแบบนี้ แต่เมื่อคนจำนวนมากมีจุดหมายปลายทางเดียวกัน ปัญหาที่ตามมาคือ ความสามารถในการรองรับที่ทะลักล้นมากเกินไป ทั้งโรงแรมที่ถูกจองจนเต็ม ร้านอาหารคนแน่นทุกร้าน โดยเฉพาะร้านดังในช่องทางออนไลน์ แหล่งท่องเที่ยว ที่รถติดตั้งแต่ปลายทางเลี้ยวเข้าซอยไม่ต้องพูดถึงดอยฮิตๆ ที่เป็นจุดชมวิวหมอก หรือพระอาทิตย์ขึ้น-ลง ปริมาณคนหนาแน่นกว่าอากาศที่หนาวเย็นแน่นอน

ททท.จึงมีแนวคิดในการแบ่งนักท่องเที่ยวให้กระจายตัวไปจังหวัดอื่นที่ใกล้เคียงกัน เพื่อกระจายรายได้ให้มีความหลากหลายมากขึ้น คำว่าเมืองรอง จึงเกิดขึ้น และเกิดขึ้นมาตั้งแต่ช่วงปี 2548 หรือเป็นเวลากว่า 21 ปีแล้ว โดยเมืองรองของไทยมีทั้งหมด 55 จังหวัด จากระยะเวลาการพัฒนามาเป็นเวลา 2 ทศวรรษ ทำให้มีเป็น 10 จังหวัดที่มีศักยภาพสูง และมีโอกาสขึ้นแท่นเป็นเมืองหลักได้ ทำให้แนวคิดการท่องเที่ยวเชื่อมเมืองหลักและเมืองรองถูกนำมาใช้ในการประชาสัมพันธ์ท่องเที่ยวไทยตลอดมา
เส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงยอดฮอตในช่วงฤดูหนาวของภาคเหนือ ศูนย์กลางเส้นทางจะเป็นจังหวัดใดไปไม่ได้นอกจากเชียงใหม่และเชียงราย ส่วนจะเชื่อมไปกับจังหวัดใดก็แล้วแต่ใจจะปรารถนา แต่เส้นทางที่จะยกเป็นตัวอย่างให้เห็นภาพการท่องเที่ยวที่สดใหม่เป็นจังหวัดเชียงราย-พะเยา ที่ยังมีนักท่องเที่ยวเข้าไปไม่มาก แต่มีความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยวได้ โดยเฉพาะเมื่อได้อีเวนต์ขนาดใหญ่อย่างงานส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่เข้าไปจัดในจุดไฮไลต์ของ จ.พะเยา สร้างชื่อเสียงให้กว๊านพะเยาโด่งดังมากขึ้น

“กว๊านพะเยา” ถูกเนรมิตให้เป็นเหมือนดินแดนแห่งความฝันเต็มไปด้วยหมู่มวลดอกไม้ใน Flora Art & Exhibition Zone และไฟประดับมากมายตลอดเส้นทางเลียบกว๊าน เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองต้อนรับศักราชใหม่ด้วยการจัดงานเคาต์ดาวน์ เมื่อวันที่ 28-31 ธันวาคม 2568 ณ ลานกิจกรรมพ่อขุนงำเมือง กว๊านพะเยา จ.พะเยา อัดแน่นด้วยกองทัพศิลปินชื่อดัง และกิจกรรมปล่อยโคมร่วมถวายความอาลัย ก่อนนับถอยหลังสู่ปีใหม่ 2569 อย่างน่าประทับใจ นับเป็นโอกาสสำคัญในการสะท้อนศักยภาพของเมืองน่าเที่ยวที่มีแนวโน้มพัฒนาไปสู่การเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวแห่งใหม่ของประเทศ ช่วยกระจายการเดินทางท่องเที่ยวจากเมืองหลักสู่เมืองรองและพื้นที่ใกล้เคียง สร้างงาน สร้างรายได้ให้เกิดการกระจายสู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างทั่วถึง เป็นกลไกสำคัญในการผลักดันการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้พร้อมรองรับนักท่องเที่ยวในอนาคตอย่างยั่งยืน
ก่อนจะข้ามคืนเคาต์ดาวน์ กว๊านพะเยายังมีหลายกิจกรรมให้ร่วมรับประสบการณ์ใหม่ ทั้งการนั่งเล่นริมฝั่งแม่น้ำ ชมความงดงามของพระอาทิตย์ยามอัสดง เนื่องจากกว๊านพะเยาเป็นทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ และใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศไทย กินพื้นที่กว่า 12,000 ไร่ ตั้งอยู่ใจกลางเมืองพะเยา รายล้อมด้วยเทือกเขาสูงสลับซับซ้อน โดยเฉพาะด้านตะวันตกที่เป็นแนวของดอยหลวงพะเยา ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของแม่น้ำสายเล็กสายใหญ่ที่มาหล่อเลี้ยงผืนน้ำแห่งนี้ ทำให้สามารถพายเรือคายัคชมวิวทิวทัศน์สุดลูกหูลูกตานี้ได้

ด้วยความที่วัฒนธรรมและประเพณีมีความคล้ายคลึงกันมาก ทำให้ จ.พะเยา สามารถรองรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเที่ยวภาคเหนือได้อย่างมากมาย จึงพาข้ามไปเที่ยวชมงานดอกไม้ใน จ.เชียงราย เพื่อรับความสดใสในช่วงวันแรกของปีใหม่ โดยมีงานใหญ่ๆ ประจำปี ได้แก่ งานมหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025, งานสีสันดอยตุง, งานเชียงรายดอกไม้งาม ครั้งที่ 22, งาน COUNTDOWN 2026 วันที่ 31 ธันวาคม ที่หอนาฬิกาเฉลิมพระเกียรติ เชียงราย, งาน COUNTDOWN 2026 สิงห์ปาร์คเชียงราย
งานที่รวมคนไทยพร้อมใจเข้าไปเที่ยวชมไม่ขาดสายทั้งกลางวันและกลางคืน อย่างมหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 Chiang Rai Flower and Art Festival 2025 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568-7 มกราคม 2569 บริเวณสวนไม้งามริมน้ำกก อ.เมือง จ.เชียงราย โดยสามารถสัมผัสความงดงามของดอกไม้นานาพรรณผ่านการจัดแสดงในโซนต่างๆ 4 ฤดูกาล Summer, Rainy, Winter และ Spring, การจัดนิทรรศการพระราชกรณียกิจ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง, การแสดงจากเยาวชน กิจกรรม “Chiang Rai Talent”, งานศิลปะ-วัฒนธรรมล้านนา วิถีชีวิตล้านนาและชาติพันธุ์กว่า 17 ชาติพันธุ์, การออกร้านจำหน่ายอาหารพื้นถิ่น สินค้าชุมชน ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร, ถนนคนเดินริมกก โซน Food Truck ทั้งในช่วงกลางวันและกลางคืน

งานสีสันแห่งดอยตุง ครั้งที่ 12 ณ โครงการพัฒนาดอยตุง จ.เชียงราย เพลิดเพลินกับโซนถนนคนเดิน ร้านค้าชุมชนและซุ้มกิจกรรมต่างๆ, ชมความสวยงามของพระตำหนักดอยตุง, สนุกไปกับฟอร์มูล่าดอย, ลิ้มรสอาหารชนเผ่าสุดพิเศษ, ชมการแสดงวัฒนธรรมจาก 6 ชนเผ่าบนดอยตุง, ร่วมสนุกกับ Workshop จากซุ้มกิจกรรมต่างๆ, นวดบำบัดจากวิสาหกิจชุมชน และโซนถ่ายภาพชนเผ่าสุดเก๋, เช็กอินสวนแม่ฟ้าหลวง เพลิดเพลินไปกับสวนดอกไม้ลายผ้าปักชนเผ่าที่ใหญ่ที่สุดในไทย, ชมนิทรรศการ “Nature Snap” ภาพถ่ายธรรมชาติจากชาวดอยตุง สะท้อนความงามแห่งการอนุรักษ์
งาน Winter Festival & Countdown 2026 Drones & Fireworks Festival ณ ลาน Farm Fest สิงห์ปาร์ค เชียงราย พบต้นคริสต์มาสยักษ์ โซนกิจกรรมสวนสนุก เครื่องเล่น อาทิ ชิงช้าสวรรค์/รถไฟ/ไวกิ้ง/บ้านผีสิง/บ้านลมสุดยิ่งใหญ่/ม้าหมุนสุดชิค, จัดเต็ม Winter Food Fest ลิ้มลองอาหารอร่อย และขนมหวานจากร้านดังใน จ.เชียงราย, ไฮไลต์พิเศษวันเคาต์ดาวน์ 31 ธ.ค.68 ชมคอนเสิร์ตฟรีจาก “เอ๊ะ จิรากร” และ “เรนิษรา” พร้อมชมพลุสุดอลังการ พร้อมทั้งการแสดงโดรนแปรอักษรครั้งแรกของเชียงราย
งานเชียงรายดอกไม้งาม ครั้งที่ 22 ณ สวนสาธารณะหาดนครเชียงราย สัมผัสความงดงามของดอกไม้เมืองหนาวนับล้านดอก, ประติมากรรมดอกไม้ “อุโมงค์น้องเต่า” สัญลักษณ์แห่งความอายุยืน สุขภาพดี และความอุดมสมบูรณ์, ดนตรีในสวน ก่อนจะถึงการจัดงานเคาต์ดาวน์ โดยเทศบาลนครเชียงราย ทั้งหอนาฬิกาเฉลิมพระเกียรติ เชียงราย และ Singha Park Chiang Rai สิงห์ปาร์ค เชียงราย
จากกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นและกำลังจะเกิดขึ้น ทาง ททท.คาดหวังสถานการณ์การเดินทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 จะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยประมาณ 1.4-1.5 ล้านคน และสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยว 51,600-58,000 ล้านบาท ขณะที่ตลาดในประเทศ คาดว่าจะมีการขยายตัวดีที่ร้อยละ 7 ทั้งด้านจำนวนและรายได้ จากการประกาศวันหยุดยาวต่อเนื่อง 5 วัน ระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม 2568-4 มกราคม 2569 สภาพอากาศที่เย็นลงและการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวของ ททท.และพันธมิตร คาดว่าจะมีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยประมาณ 4.96 ล้านคน-ครั้ง และสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวประมาณ 18,500 ล้านบาท ส่งผลให้รายได้ทางการท่องเที่ยวรวมในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 อยู่ระหว่าง 70,105-76,500 ล้านบาท
จากการเดินทางสำรวจแหล่งท่องเที่ยวด้วยตัวเอง ทำให้เชื่อมั่นเหลือเกินว่า เม็ดเงินสะพัดดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นได้จริง เพราะจากข้อมูลปี 2568 คนไทยมี 71 ล้านคน แต่จำนวนทั้งหมดมุ่งหน้าสู่ภาคเหนือเป็นปลายทางเดียวกัน โดยเฉพาะในช่องทางออนไลน์ที่เลื่อนไปทางไหนก็เห็นเช็กอินอยู่จังหวัดในภาคเหนือกันหมด เรียกได้ว่าเป็นจังหวัดยอดฮิตในการเที่ยวช่วงฤดูหนาวจริงๆ
วิณัฐฏาภรณ์ ศิริโสม

