หน้าแรก เด่นวันนี้ ‘เตรียมการ-ปร...

‘เตรียมการ-ประสานงาน-ยกระดับ’ แนวทางการบริหารกรุงเทพฯ สู่เมืองปลอดฝุ่น

12.02.26 | 11:33 น.

ต้องยอมรับว่าช่วงเวลาต้นปีนั้นกลายเป็นช่วงเวลาที่คนกรุงเทพฯส่วนใหญ่มองเป็น “ฤดูฝุ่น” เนื่องจากสภาพอากาศที่ปิด หรือสภาวะ “ฝาชีครอบเมือง” ที่ทำให้ฝุ่นในเมือง (หลักๆ จากรถยนต์) ถูกดักและไม่สามารถระบายออกได้ รวมถึงลมหนาวทิศตะวันออกที่พาฝุ่นจากการเผาชีวมวลนอกกรุงเทพฯเข้ามา 

ในช่วงที่ 1.“ฝาชีครอบเมือง” 2.ฝุ่นในกรุงเทพฯ และ 3.ฝุ่นเผานอกกรุงเทพฯ มาเจอกันคือช่วงที่ฝุ่น PM2.5 ขึ้นสูง และ 3 ปัจจัยนี้จะมาเจอกันช่วงเดือนมกราคม

แต่ข่าวดีก็คือ มกราคมปีนี้สถานการณ์ฝุ่นดีขึ้นจากปีก่อนๆ มาก แม้อาจมีช่วงที่พบฝุ่นสูง แต่เห็นว่าระยะเวลานั้นสั้นลงและค่าฝุ่นลดลงมาก

เมื่อเทียบ 1-24 มกราคม ปี’68 กับ 69 พบว่าปี’69 มีวันที่เกินมาตรฐาน (สีส้ม-เกิน 37.5 มคก./ลบ.ม.) อยู่ 7 วัน ส่วนปี’68 มี 18 วัน เท่ากับลดลง 61%

Advertisement

ในช่วงเวลาเดียวกันค่าฝุ่นเฉลี่ยกรุงเทพฯลดลง 29% (จากค่าเฉลี่ย 49.8 มคก./ลบ.ม.ของปี’68 เป็น 35.4 มคก./ลบ.ม. ปี’69) 

10 ข้อใต้ยุทธศาสตร์ 3 ส่วน

แม้ว่าต้องทำงานอีกมากเพื่อแก้ปัญหานี้อย่างถาวร สถิติฝุ่นที่ดีขึ้นแสดงถึงแนวทางการบริการจัดการที่มาถูกทางที่ผมอยากจะแชร์ในบทความนี้ โดยแนวทางนี้แบ่งเป็น 10 ข้อ ภายใต้ยุทธศาสตร์ 3 ส่วน – “เตรียมการ-ประสานงาน-ยกระดับ” ประกอบด้วย

1.สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเข้าใจปัญหา เข้าใจแหล่งกำเนิดฝุ่นที่แท้จริง สรุปฝุ่นมาจากแค่ควันดำจริงมั้ย? สรุปฝุ่นเกิดจากปัจจัยอะไรกันแน่? นี่คือคำถามที่เราต้องรู้คำตอบให้ได้ ตั้งแต่ปี 2565 เราได้รวมตัวกูรู นักวิชาการ ภายใต้โครงการ “นักสืบฝุ่น” นำทุกๆ ประเด็นมาวิเคราะห์ลงลึกเชิงวิทยาศาสตร์ เช่น เอาข้อมูลจากเครื่องตรวจวัดฝุ่นไปให้ ม.เกษตรตรวจองค์ประกอบ ซึ่งพบว่าวันที่ฝุ่นสูงมีธาตุโพแทสเซียมสูง ซึ่งมาจากการเผา ส่วนวันที่ฝุ่นต่ำมีค่าไนเตรทสูงที่มาจากการเผาไหม้ของรถยนต์ เป็นต้น

2.เรามีแผนปฏิบัติที่ชัดเจนที่แบ่งว่าแต่ละหน่วยงานต้องทำอะไรบ้าง แบ่งเป็น 2 แผน ประกอบด้วยแผน 365 วันที่ต้องดำเนินการทั้งปี และแผนระยะวิกฤต

3.การประสานงานแรกเริ่มจากภายใน กทม.เอง แม้สำนักสิ่งแวดล้อมจะเป็นผู้รับผิดชอบภาพรวม แต่ที่จริงแล้วงานส่วนใหญ่ถูกกระจายไปยังสำนักอื่น เช่น โยธาตรวจไซต์ก่อสร้าง เทศกิจตระเวนตรวจการเผาขยะ หน่วยอนามัยตรวจสถานประกอบการ สำนักการแพทย์ติดตามสถิติผู้ป่วย เตรียมคลินิกเฉพาะสำหรับปัญหาที่เกี่ยวข้องกับฝุ่น สำนักศึกษาให้ข้อมูลนักเรียนพร้อมจัดทำห้องปลอดฝุ่น เป็นต้น บทบาทของสำนักสิ่งแวดล้อมในฐานะ “ผู้ประสาน 10 ทิศ” เลยมีความสำคัญอย่างยิ่ง

4.ที่สำคัญมากกว่าภายใน กทม.เอง คือการประสานกับหน่วยงานรัฐระดับประเทศ ผู้รับผิดชอบโดยตรงของแต่ละเรื่อง เนื่องจากส่วนมาก กทม.ไร้อำนาจในการคุมแหล่งกำเนิด เช่น ประสานกรมขนส่งทางบกมาร่วมตรวจรถควันดำ โดยเฉพาะรถเมล์ที่เราเห็นกันทุกวัน (กทม.ไม่มีอำนาจในการตรวจรถใหญ่) หรือประสานกรมโรงงานในการสุ่มตรวจหม้อไอน้ำผลิตความร้อนตามสถานประกอบการ

5.การทำความร่วมมือกับจังหวัดใกล้เคียงก็สำคัญอย่างยิ่ง โดยฉพาะจังหวัดที่พื้นที่ airshed เดียวกัน เช่น ปริมณฑล และรวมถึงนครนายกกับปราจีนบุรี ปีนี้เราได้มีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับนครนายก มีการติดตามสถานการณ์ร่วมและได้สนับสนุนอุปกรณ์ต่างๆ ในการลดการเผา

6.การดึงภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมก็เป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก เนื่องจากมีกำลังในการช่วยสนับสนุน เช่น กทม. ได้ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมและกรมควบคุมมลพิษ ทำโครงการ “Green List Plus รถคันนี้ลดฝุ่น” ส่งเสริมให้ประชาชนเอารถไปเปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเครื่องก่อนหน้าฝุ่น โดยผู้ที่อยู่ในโครงการจะได้รับส่วนลดการบริการจากค่ายรถยนต์ หรือบริษัทน้ำมัน มากถึง 50% ซึ่งที่ผ่านมามีประมาณ 2 แสนคัน ที่ได้เข้าร่วมแล้ว

7.กทม.ได้มีการประสานงานกับองค์กรนานาชาติ เช่น C40 GIZ ADB เพื่อนำความเชี่ยวชาญระดับโลกมาต่อยอดงานที่ได้ทำไว้ รวมถึงมีความสัมพันธ์เชิงเมืองพี่เมืองน้องกับกรุงปักกิ่งด้านการจัดการมลพิษ ซึ่งกรุงปักกิ่งนั้นเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ดีที่สุดสำหรับมหานครที่สามารถเอาชนะปัญหาฝุ่นได้

8.นอกเหนือจากการประสานงานแล้ว กทม.ได้มีการยกระดับมาตรการต่างๆ เริ่มต้นจากกฎหมาย เช่น การขยาย Low Emission Zone หรือพื้นที่ห้ามรถบรรทุกเข้าจากวงแหวนรอบในเป็นทั่วกรุงเทพฯ ภายใต้ พ.ร.บ.ปภ. การเพิ่มความเข้มข้นการควันดำจากรถยนต์จากที่ความดำห้ามเกิน 30% เป็นห้ามเกิน 20% สามารถทำให้จับรถมากขึ้นเกือบ 7 เท่า หรือที่กรมโรงงานได้ออกกฎกระทรวงให้โรงงานที่มีหม้อไอน้ำที่ใช้เชื้อเพลิงแข็งกับเหลวต้องติดตั้งเครื่องวัดมลพิษแบบ real time

9.มีการยกระดับเทคโนโลยี โดยได้รับการสนับสนุน Super Station จากองค์กรระหว่างประเทศ โดยเครื่องนี้สามารถวิเคราะห์องค์ประกอบของฝุ่นแบบ real time เพื่อเราจะได้ทราบว่าฝุ่นในแต่ละวันมาจากที่ไหนเป็นหลัก เพื่อที่จะได้ออกมาตรการเฉพาะได้ถูกต้องและทันเวลา

10.สุดท้ายและสำคัญที่สุดคือ การยกระดับการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ปัจจุบันเรามี “สภาลมหายใจกรุงเทพ” ซึ่งเป็นการรวมตัวของประชาชนทั่วไปที่พร้อมสละเวลามาช่วย และมีบทบาทในการให้คำแนะนำกับทาง กทม. ประชาชนทุกคนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้ผ่านกลไกนี้

สิ่งที่อยากแชร์ผ่านบทความนี้คือ หัวใจของการบริหารจัดการฝุ่น PM2.5 คือการทำทุกด้านให้รอบคอบ ต้องเข้าใจปัญหา ต้องประสานกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มันไม่มี “ยาวิเศษ” หรือ “Silver Bullet” ที่จะสามารถทำแล้วแก้ปัญหานี้ได้ทันที และเป็นการแก้ปัญหาแบบวิ่งมาราธอน ไม่ใช่การวิ่ง sprint 

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ปัญหานี้เป็นปัญหาที่สามารถแก้ไขได้ จัดการได้ ถ้าทุกคนที่เกี่ยวข้องพร้อมเข้ามามีส่วนร่วม