หน้าแรก เด่นวันนี้ ไขความลับ “ค่...

ไขความลับ “ค่าการกลั่น” พร้อมจับตาสงครามดันต้นทุนน้ำมันพุ่ง!

30.03.26 | 16:48 น.

ในช่วงเวลาที่ราคาพลังงานผันผวนจากปัจจัยโลก โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและมีความไม่แน่นอนและส่งผลต่อราคาพลังงานโลก หลายคนอาจตั้งคำถามว่า โรงกลั่นน้ำมันได้กำไรมหาศาลจริงหรือไม่ และตัวเลขอย่าง ค่าการกลั่น” ที่ถูกพูดถึงบ่อยครั้งจึงมักถูกเข้าใจว่าเป็น กำไรสุทธิ” ของโรงกลั่น แต่ในความเป็นจริง ตัวเลขนี้เป็นเพียงภาพสะท้อนของโครงสร้างต้นทุนบางส่วนเท่านั้น บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจความหมายของค่าการกลั่น และสำรวจว่าปัจจัยจากสงครามส่งผลให้ต้นทุนน้ำมันเพิ่มขึ้นได้อย่างไร

ค่าการกลั่น” คืออะไร และทำไมไม่ใช่กำไรสุทธิ

ค่าการกลั่น หรือ GRM (Gross Refining Margin) คือ ส่วนต่างระหว่าง รายได้จากผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูป” เช่น เบนซินและดีเซล กับ ต้นทุนน้ำมันดิบ” ที่โรงกลั่นนำเข้าเป็นวัตถุดิบ กล่าวคือเป็นตัวเลขที่ชี้วัดเบื้องต้นว่าโรงกลั่นสามารถเปลี่ยนน้ำมันดิบให้เป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่มีมูลค่าสูงขึ้นได้คุ้มค่าเพียงใด อย่างไรก็ตามตัวเลขนี้ ยังไม่ใช่กำไรสุทธิ” ของโรงกลั่นน้ำมัน เพราะในความเป็นจริงโรงกลั่นยังต้องแบกรับค่าใช้จ่ายอีกหลายส่วนที่ไม่ได้ถูกนำมาคิดในตัวเลขนี้ เช่น ต้นทุนพลังงานที่ใช้ในกระบวนการผลิต ค่าแรงงาน ค่าบำรุงรักษาเครื่องจักร ไปจนถึงค่าเสื่อมราคาและภาระทางการเงิน เช่น ดอกเบี้ยและภาษี ซึ่งล้วนเป็นต้นทุนที่มีสัดส่วนสูงและผันผวนตามสภาพเศรษฐกิจ ดังนั้น แม้ค่าการกลั่นจะเพิ่มขึ้นในบางช่วงเวลา ก็ไม่ได้หมายความว่าโรงกลั่นจะมีกำไรเพิ่มขึ้นในระดับเดียวกันเสมอไป

“Crude Premium” ต้นทุนที่โรงกลั่นต้องแบกรับ

Advertisement

นอกเหนือจากต้นทุนการผลิตโดยตรงแล้ว โรงกลั่นยังต้องเผชิญกับต้นทุนแฝงที่เกี่ยวข้องกับการจัดหาน้ำมันดิบ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ต้นทุนรวมสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หนึ่งในนั้นคือ “Crude Premium” หรือ ค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ คือต้นทุนส่วนต่างของ ราคาน้ำมันดิบที่ซื้อจริง” เทียบกับ ราคาน้ำมันดิบอ้างอิง (Benchmark)” ซึ่งอาจเพิ่มขึ้น (PREMIUM) หรือลดลง (DISCOUNT) ตามคุณภาพของน้ำมันดิบและความต้องการในตลาดโลก โดยในบางช่วงสถานการณ์ Crude Premium จากบางแหล่งผลิตอาจปรับเพิ่มขึ้นหลายเท่า (เช่น ประมาณ 3 – 4 เท่า)

นอกจากนี้ยังมี ค่าขนส่งและค่าระวางเรือ ที่ขึ้นอยู่กับระยะทางของเส้นทางการเดินเรือ และสถานการณ์ด้านโลจิสติกส์ รวมถึง ค่าประกันภัย ที่มีความสำคัญมากขึ้นในยุคที่ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความขัดแย้ง ซึ่งต้นทุนเหล่านี้ ไม่ได้ถูกรวมอยู่ในค่าการกลั่น (GRM)” แต่ส่งผลโดยตรงต่อกำไรสุทธิของโรงกลั่น

สงครามปะทุ ดันต้นทุนน้ำมันพุ่ง

จากสถานการณ์ความตึงเครียดและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ต่างส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมพลังงานอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในด้านต้นทุนการจัดหาน้ำมันดิบที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว หนึ่งในผลกระทบที่เห็นได้ชัดคือการปรับตัวของ Crude Premium ที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากผู้ซื้อหันไปเลือกแหล่งน้ำมันที่มีความปลอดภัยมากกว่า จึงส่งผลให้ ราคาน้ำมันดิบที่ซื้อจริง” สูงกว่า ราคาตลาด” อย่างมีนัยสำคัญ

ในขณะเดียวกัน ข้อมูล ณ เดือนมีนาคม 2569 สะท้อนให้เห็นว่า ค่าขนส่งและค่าระวางเรือ ต่างปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในบางช่วงสถานการณ์ ค่าขนส่งอาจเพิ่มขึ้นหลายเท่า (เช่น สูงถึงประมาณ 5 เท่า)

และ ค่าประกันภัย” ในพื้นที่เสี่ยงอาจเพิ่มขึ้นอย่างมาก (บางกรณีสูงถึงประมาณ 100 เท่า) ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนผลักดันให้ต้นทุนรวมของน้ำมันดิบสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ว่าค่าการกลั่นจะดูดีในตัวเลข แต่กำไรที่แท้จริงอาจถูกบีบตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ