หน้าแรก เด่นวันนี้ ‘ชลัมพล’นายก ...

‘ชลัมพล’นายก TGMA คนใหม่ ไอเดีย‘รถไฟรางคู่’พัฒนาเครื่องนุ่งห่มไทย

16.04.26 | 12:20 น.

ลัมพล โลทารักษ์พงศ์ นายกคนใหม่ สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย (TGMA) ให้มุมมองถึงอนาคตและเป้าหมายอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย บนสถานการณ์โลกเผชิญผลกระทบการสู้รบในตะวันออกกลาง 

ภาพรวม อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย ปี 2568 ไทยส่งออกโต 5% ถือว่่าดีมาก แต่ 2 เดือนแรก 2569 ลดลงค่อนข้างแรง 8.4% โดยตลาดใหญ่สุด 40% คืออเมริกา หดตัวกว่า 13% ผลจากปีก่อนทุกคนกลัวเรื่องภาษีนำเข้าสหรัฐ จึงเร่งซื้อเพราะไม่แน่ใจอนาคตว่าต้องจ่ายภาษีเท่าไหร่ จึงคาดว่าปี 2569 ส่งออกรวมจะชะลอ สำหรับอุตสาหกรรมนี้ มีความสำคัญกับประเทศไทยมาก อย่างช่วงโควิด-19 ด้วยเรามีฐานการผลิตในประเทศช่วยประเทศได้มาก เราจึงมี PPE ใส่และผลิตได้เอง เอาผ้าทำจากขวดพลาสติกมาใช้ตัดเย็บจนผ่านโควิดมาได้ เช่นเทียบประเทศที่มีประชากรใกล้เคียงกับไทย คือ อังกฤษ มีประมาณ 70 ล้านคนเหมือนกัน แต่ปลายปี 2563 ทั้งที่อังกฤษเป็นประเทศชั้นนำของโลก และไทยเป็นประเทศที่ 2 ที่เจอโควิดหลังจากอู่ฮั่น ตอนปลายปี 2563 คนอังกฤษเสียชีวิตจากโควิดประมาณ 14,000 คน แต่ไทยประมาณ 100 คน หรือสามารถส่งออกหน้ากากของ 3M ไปประเทศใหญ่ๆ ได้อีก 

เพียงไทยต้องสนับสนุนให้อุตสาหกรรมนี้ให้ยืนหยัดและเข้มแข็งต่อไป หรือไทยเทียบกับประเทศแฟชั่นชั้นนำของโลกอย่างอิตาลี ที่ใช้คนงานประมาณ 4 แสนคน แต่ผลผลิตต่อคนต่างกันประมาณ 10 เท่า ไทยใช้คนในอุตสาหกรรมแฟชั่น สิ่งทอ และเครื่องนุ่งห่มประมาณ 4 แสนคน อิตาลประมาณ4 แสนคนเหมือนกัน แต่รายได้ของไทยอยู่ที่ 7 พันล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนอิตาลี 89 พันล้านเหรียญสหรัฐ ถ้าหารต่อคน ไทยได้ประมาณ 1.75 แสนเหรียญต่อคน แต่อิตาลีเกือบ 2 แสนเหรียญต่อคน อาจมองว่าโรงงานแบบนี้ใช้คนเยอะ แต่ในความจริง ซัพพลายเชนของอิตาลียังมีโรงงานการ์เมนต์อยู่ เป็นไมโครแฟคตอรี่ แต่ลีดไทม์เร็ว ตอบสนองไว เพราะแบรนด์ระดับโลกอย่าง Prada หรือ Gucci ต้องการผลิตรองเท้าและเสื้อผ้าในยุโรป เพื่อให้มีคำว่า Made in Italy แล้วสามารถตั้งราคาสูงขึ้นได้ ฉะนั้นลองจินตนาการดูว่าไทยจะไปได้ไกลแค่ไหน ถ้าเราไม่ต้องเพิ่มจำนวนคน แต่ใช้คนที่มีอยู่ แล้วขยับไปสู่ value ไปสู่แบรนด์ สู่ดีไซน์ และสู่งานที่ใช้ฝีมือสูงขึ้น เรามีโอกาสอีกมาก แต่ต้องขับเคลื่อนไปด้วยกัน และสร้าง ecosystem ทำให้ผู้ผลิตได้โอกาส แบรนด์เติบโต และ retail มี margin ถ้าดูเรื่อง soft power อิตาลีอยู่อันดับ 9 ของโลก ส่วนไทยอยู่อันดับ 38 มันไม่ได้ห่างกันมากในเชิงภาพลักษณ์ประเทศ ยกตัวอย่าง ผมไปปารีส พบว่า ร้านอาหารจีนถ้าอยากขายดี เขาเขียนว่า Thai style คนปารีสเห็นแล้วอยากเข้าไปกิน ภาพลักษณ์ของไทยในสายตาเขาเป็นบวกมาก หรือผมไปงานแฟชั่นของอาเซียนที่สิงคโปร์ ไปถึง exhibition center แล้วได้ยินเพลง “สบาย สบาย” ของเบิร์ด ธงไชย ก็แปลกใจว่าอยู่ใน developed country ทำไมมีเพลงไทย สรุปคือ McDonald’s
มีต้มยำกุ้งเบอร์เกอร์ แล้วใช้เพลง “สบาย สบาย” โปรโมต สะท้อนว่าศักยภาพเรามี แต่ยัง underutilized มาก ถ้าเราแค่รักษา soft power ตรงนี้ไว้ และใช้ให้เกิดประโยชน์ ช่องว่าง 12 เท่าที่เห็นอยู่ มันไม่ควรห่างกันขนาดนั้น เพราะในเชิง ranking เราไม่ได้ห่างขนาดนั้นเลย เรายังมีทรัพยากรและโอกาสอีกมาก

สิ่งสำคัญที่สุดคือภาครัฐต้องสนับสนุน ไม่ใช่พูดแต่ S-curve อย่างเดียว แนวทางของสมาคมจากนี้ เรามองเป็น “รถไฟรางคู่” รางแรกคือต้องสร้าง excellence ใน OEM ก่อน OEM ยังอยู่ได้ ถ้าเราอยู่เป็น ซึ่งเรื่องนี้ได้แลกเปลี่ยนและนำคณะธนาคารแห่งประเทศไทยมาดูโรงงาน เพื่อพลิกมุมมองว่าอุตสาหกรรมนี้ไม่ใช่ sunset แต่เป็นการ transform เป็นการปลูกเมล็ดเพื่อโตไปสู่ขั้นต่อไป ประเทศไทยมี retail แข็งแรง เช่น Central มีสาขาทั่วโลก
ทั้งเนเธอร์แลนด์ อังกฤษ เยอรมนี เดนมาร์ก เป็นต้น ด้วยมีเครือข่ายของ Central ถ้าเราสามารถเอาของไทยไปขาย ที่เป็นดีไซน์ไทย จะเปิดตลาดยุโรป เพราะเรามีทั้ง retail channel และฐานการผลิตในไทย OEM ยังอยู่ได้ ถ้าเพิ่ม value เช่น digitalization ทุกวันนี้ เทคโนโลยีดิจิทัลช่วยเปลี่ยนแปลงได้มาก สามารถใช้ดิจิทัลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดได้ มีทั้งเรื่อง Lean ระบบ Toyota Production System ที่ยังใช้ได้ในอุตสาหกรรมปัจจุบัน สามารถเพิ่มผลผลิตได้ 20-30% โดยไม่ต้องลงทุนมาก Industry 4.0 ช่วยให้ผลผลิตเติบโตได้ แต่สิ่งสำคัญอีกอย่างคือการพัฒนาคน โดยเฉพาะ critical thinking ถ้าระบบรู้ปัญหาเร็ว แต่คนแก้ปัญหาไม่เป็นก็ไม่มีประโยชน์ ในยุค AI critical thinking ยังสำคัญมาก เพราะ AI แนะนำได้ แต่คนยังต้องเป็นคนตัดสินใจขั้นสุดท้าย 

รางที่สองคือ ODM กับ OBM เรามองเรื่อง add value จากเดิม รับงานลูกค้าแบบมี tech pack มาให้เรียบร้อย ไม่ต้องคิดอะไร ก็ขยับขึ้นไปสู่การออกแบบเอง เสนอการดีไซน์ เสนอการ sourcing หาผ้าและวัตถุดิบที่ competitive ให้ลูกค้า อันนี้คือ ODM ที่เราต้องไต่ขึ้นไป

Advertisement

ซึ่ง ODM เรามองไต้หวันเป็นโมเดลที่ดี อย่าง TSMC ซึ่งเป็นบริษัทใหญ่ที่สุดในไต้หวันและใหญ่ระดับเอเชีย ยอดขายมากกว่าจีดีพีประเทศไทยทั้งประเทศ เขาเป็น ODM ในเชิงที่ออกแบบชิปให้ Apple และลูกค้าทั่วโลก โมเดลแบบนี้น่าสนใจ สุดท้ายเราต้องไต่ขึ้นไป OBM เราต้องมีแบรนด์ขึ้นมาให้ได้ ต้องมีแบรนด์แบบ Gentlewoman หลายๆ แบรนด์ เพื่อ add value และทำให้ ecosystem แข็งแรงอย่างที่บอกตั้งแต่ต้น การจะโตให้ปิดช่องว่าง 12 เท่าได้ มันต้องเกิดจากการมีแบรนด์ และโรงงานในไทยได้ผลิตให้กับแบรนด์เหล่านี้ ไม่ใช่แบรนด์ไทยไปผลิตนอกประเทศ แบบนั้นไม่มีใครได้ประโยชน์จริง ประโยชน์จะเกิดขึ้นได้
ถ้า retail ผู้ผลิต และแบรนด์ไปด้วยกัน 

“เราเลยเสนอโมเดลรถไฟรางคู่ และทำหลายมิติ เช่น การสร้างภาพลักษณ์ การพาไทยแลนด์ไปเยี่ยมชม ล่าสุดเราร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำของฮ่องกง ให้มีนักศึกษา 60 คนมาทำ case study เกี่ยวกับอุตสาหกรรมการ์เมนต์ไทย โจทย์คือ ทำอย่างไรให้อุตสาหกรรมการ์เมนต์ไทยกลับมารุ่งโรจน์ในอีก 10 ปีข้างหน้า ทำอย่างไรให้ bridge gap 12 เท่านี้ได้ และจะดึงคนเข้ามาทำงานในอุตสาหกรรมนี้อย่างไร เพราะถ้าภาพลักษณ์ไม่ดี คนก็ไม่อยากเข้ามา จะเชิญนักศึกษาประมาณ 60 คนช่วยโปรโมตเชิงบวกให้กับประเทศไทยข้อสรุปคือ อุตสาหกรรมนี้จะอยู่ต่อ สร้างคุณค่า และเติบโตไปกับประเทศไทย เพราะไทยยังมีโอกาสอีกมาก แต่เราทำแบบเดิมไม่ได้ ถ้าทำแบบเดิม ผลลัพธ์ก็เหมือนเดิม เราต้องเปลี่ยนวิธีทำ ผ่านรถไฟสองราง คือ OEM Excellence กับ value-driven premium ผ่าน ODM และ OBM”

ปี 2569 พยายามให้อุตสาหกรรมโต 3% แต่น่าจะลำบากหน่อย เพราะ demand โลกโตต่ำกว่าที่คาด จึงจะเน้นทำกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น แชร์ know-how เรื่องการ save วัตถุดิบ โดยเฉพาะผ้า ถ้าเพิ่มยอดขายไม่ได้ ต้องลดต้นทุน เพราะวัตถุดิบคิดเป็น 50-60% ของยอดขาย ถ้าลดได้ 1-2% มีผลกับ bottom line ทันที ต้นเดือนมิถุนายน จะจัด roundtable เชิญ 10 บริษัทชั้นนำจากจีนและอเมริกา มาร่วมเสวนาลดการใช้วัตถุดิบ จัดคณะดูงานที่อินโดนีเซีย เพราะเป็นยักษ์ใหญ่ของอาเซียน เศรษฐกิจใหญ่กว่าไทยเกือบ 3 เท่า เพื่อร่วมมือกันต่อไป อีกเรื่องคือผลักดัน FTA ไทยกับยุโรป น่าจะสรุปได้ปีนี้ ซึ่งอุตสาหกรรมเราเสนอหลายอย่าง เช่น เรื่องวัตถุดิบเสนอไม่ใช้วัตถุดิบแค่จากไทยอย่างเดียว ซึ่งทำให้โอกาสใช้สิทธิต่ำ เราขอใช้วัตถุดิบจากประเทศที่มี FTA กับ EU ได้ด้วย เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย และเวียดนาม โดยเปอร์เซ็นต์ของแหล่งกำเนิด local content 40% บางผลิตภัณฑ์อาจเป็น 60% แล้วแต่ HS Code และชู made in Thailand ภาพลักษณ์สำคัญ รวมถึงเพิ่มการใช้เทคโนโลยี หุ่นยนต์ เอา automation เข้ามาปรับปรุงการทำงาน เช่น งานเจาะกระเป๋า ปกติใช้คน 5 คนและฝึกทักษะ 1-2 ปี แต่ถ้าใช้เทคโนโลยีนี้ ใช้คนเดียวพอ ตอนนี้เสื้อผ้าหนึ่งตัวมี automation ไม่ต่ำกว่า 10% ตั้งเป้า automation 50% และในปัจจุบันมีเครื่องมือลงทุนต่ำประมาณ 7,000-8,000 บาท ซึ่งโรงงานกลางและเล็กก็ทำได้ ถ้ามีพื้นฐานการพัฒนากระบวนการ และต้องการสร้างภาพโรงงานการ์เมนต์แบบเก่าๆ ด้วย

“รัฐควรประกาศชัดว่าอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มเป็นอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศ เราต้องช่วยกัน แค่นี้ perception ก็เปลี่ยนแล้ว และควรมี soft loan ให้ผู้ประกอบการลงทุน เช่น โซลาร์เซลล์ หรือเทคโนโลยีต่างๆ ประเทศเราไม่ใช่ว่าไม่มีนโยบาย แต่เวลาจะใช้จริงมันยาก เช่น เรื่อง BOI จะลงทุนเครื่องจักรใหม่ ต้องไปพิสูจน์ในบัญชีว่ามีผลยังไง แต่การลงทุนมันไม่ได้เห็นผลทันที การเคลมจึงยาก ถ้าเจ้าหน้าที่ไปดูหน้างานแล้วเห็นว่าซื้อเครื่องจักรมาใช้จริง เดินระบบจริง ก็ควรให้สิทธิได้เลย ถ้าประเทศไทยยังปล่อยให้แบรนด์ต่างชาติเข้ามาง่าย made in Thailand จะไม่สามารถสร้าง ecosystem ของตัวเองได้ เพราะของข้างนอกถูกกว่า ผลิตนอกประเทศหมด ตอนนี้ตัวเลขนำเข้าน่ากลัวมาก เดิมทีนำเข้าเทียบส่งออกไม่เกิน 50% แต่ล่าสุดนำเข้าแซงส่งออกแล้ว นี่เป็นสิ่งที่รัฐบาลควรควบคุม ด้านแฟชั่นจะนำเข้าจากเวียดนามและอิตาลี”

 ผลกระทบจากตะวันออกกลางนั้น เราทำ survey กับสมาชิกแล้ว ผลกระทบเชิง demand ยังไม่ชัด แต่ในเชิงต้นทุนชัดเจน เพราะน้ำมันเป็น input สำคัญของวัตถุดิบ เช่น polyester พลาสติกสำหรับแพคเสื้อ ยางยืด กระดุม ราคาขึ้นหมด ตอนนี้ต้อง wait and see ยังไม่เห็นเป้าหมายที่ชัดของอเมริกา และไม่รู้ว่าจุดจบอยู่ตรงไหน โดยรวมระยะสั้นยังไม่มาก ทุกคนกังวลเรื่องครึ่งปีหลังนี้มากกว่า ถ้าปีนี้ทำได้เท่าปีก่อนถือว่าดีมาก ปีก่อนส่งออก 2.1 พันล้านเหรียญ โต 5% ตลาดหลักคืออเมริกา 40% รองลงมาญี่ปุ่น 12% เบลเยียม 5% สิงคโปร์ 4% และจีน 3% เหตุผลส่งออกต่ำ 

หลักๆ คือ demand โลกตก โดยเฉพาะอเมริกา เริ่มเห็นสัญญาณแล้ว ต้นทุนขึ้นหากจะปรับราคาก็ได้แค่ 3-5% จากต้นทุนรวมขึ้นแล้ว 8-9% เพราะการแข่งขันโลกสูง 

ข้อเสนอถึงรัฐบาลใหม่ อยากให้รัฐสนับสนุนอุตสาหกรรมนี้ ถือเป็นตัวซัพพอร์ต soft power อีกด้านคือเรื่อง security ของประเทศ เราไม่มีทางรู้ว่าโควิดหรือวิกฤตใหม่จะเกิดเมื่อไหร่ แต่ถ้ามีซัพพลายเชนอยู่ในประเทศ มันคือความมั่นคง ควรปลดล็อกหนุนลงทุนควรให้สิทธิทันทีไม่ใช่ต้องรอ 1-2 ปี อีกเรื่องคือรัฐควรเชื่อม ecosystem ให้แข็งแรง เชื่อม retailer ที่มี global presence ถ้าถามว่าใน 3-5 ปี อยากเห็นอะไร ผมอยากเห็นแบรนด์ไทยที่ขายทั่วอาเซียนหรือทั่วโลก และเป็น made in Thailand จริงๆ ไม่ใช่แค่แบรนด์ไทยแต่ไปผลิตนอกประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่ม GDP ไทยด้วย ฉะนั้นเรื่องเร่งด่วนของรัฐบาลใหม่คือ มาตรการลดภาษีหรือกระตุ้นการซื้อ ผูกกับ made in Thailand จริงๆ โรงงานที่อยู่ในระบบจดทะเบียนถูกกฎหมาย ควรได้รับการสนับสนุนด้วย ไม่ใช่สนับสนุนแต่ระดับชุมชนอย่างเดียว made in Thailand ควรมีเกณฑ์ชัดว่าเป็นการผลิตจากผู้ผลิตในประเทศที่ถูกต้องจริง อีกทั้ง การจัดซื้อของภาครัฐ โดยเฉพาะสิ่งทอหรือเครื่องแบบ ควรใช้ made in Thailand สิ่งเหล่านี้จะผลักดันให้เห็นชัดเจนภายในวาระ 2 ปีของตน