หน้าแรก เด่นวันนี้ คอลัมน์ปิดหน้...

คอลัมน์ปิดหน้าออนไลน์ : เปิดทางรอดมนุษย์เงินเดือนสู้วิกฤตโลก รู้จักสินทรัพย์ลงทุน นักการเงินแนะแผน 8 ปี

4.05.26 | 11:07 น.

คอลัมน์ปิดหน้าออนไลน์ : เปิดทางรอดมนุษย์เงินเดือนสู้วิกฤตโลก รู้จักสินทรัพย์ลงทุน นักการเงินแนะแผน 8 ปี

ด้วยภาระเงินเฟ้อในปัจจุบัน ซึ่งเป็นภาวะที่ราคาสินค้าและบริการโดยทั่วไปมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้มูลค่าของเงินลดลง หมายความว่าเงินจำนวนเดียวกันสามารถซื้อสินค้าได้น้อยกว่าในอดีต ดังนั้นถ้าเราลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนน้อยกว่าระดับเงินเฟ้อ ก็แปลว่าเราไม่อาจรักษามูลค่าของเงินไว้ได้

นักลงทุนหน้าใหม่มักมีคำถามว่าแล้วเราเก็บเงินไว้ในบัญชีธนาคารไม่ได้หรือ คำตอบคือได้ แต่การลงทุนที่ดี ควรได้รับผลตอบแทนอย่างน้อยที่สุดก็ควรชนะเงินเฟ้อ แต่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์ในปัจจุบันไม่เพียงพอที่จะให้ผลตอบแทนชนะอัตราเงินเฟ้อได้ บัญชีดอกเบี้ยสูงอย่างบัญชี e-Savings หรือฝากประจำพิเศษที่ให้ดอกเบี้ยสูง ประมาณ 1.5- 2% ขึ้นไป ก็อาจจะช่วยลดผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อได้ แต่ก็มีข้อจำกัดในเรื่องวงเงินฝาก

ฉะนั้นการลงทุนจึงมีความสำคัญ นอกจากจะช่วยรักษามูลค่าของเงินหรือป้องกันเงินเฟ้อแล้ว ยังช่วยเพิ่มโอกาสในการหารายได้ที่นอกเหนือจากงานประจำ แถมยังช่วยให้บรรลุเป้าหมายทางการเงิน เช่น ลงทุนเพื่อนำเงินไปแต่งงาน ซื้อบ้าน ซื้อรถ ฯลฯ นอกจากนี้ยังสร้างความมั่งคั่งและเพิ่มโอกาสในการมีเงินไว้ใช้ในยามเกษียณ โดยเฉพาะการลงทุนเพื่อการเกษียณก่อนกำหนด หากเริ่มลงทุนตั้งแต่อายุยังน้อย ถึงแม้มีเงินไม่มาก แต่ระยะเวลาในการลงทุนไม่ต่ำกว่า 30-40 ปี ก็ทำให้ดอกเบี้ยทบต้น เกิดการงอกเงยของเงินเพิ่มเป็นทวีคูณได้

ก่อนการลงทุนควรกำหนดเป้าหมายของการลงทุน และควรทำประเมินเพื่อรับความเสี่ยงเพราะการลงทุนแต่ละผลิตภัณฑ์ มีความเสี่ยงแตกต่างกันไป ซึ่งสามารถเข้าไปทำแบบทดสอบประเมินความเสี่ยงได้ที่เว็บไซต์ของ สำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)ที่ได้ที่นี่ “แบบประเมินความเสี่ยงในการลงทุน

ทั้งนี้ สำนักงาน ก.ล.ต.ได้กำหนดประเภทของผลิตภัณฑ์ทางการเงินการลงทุนตามระดับความเสี่ยง ดังนี้

Advertisement

เสี่ยงต่ำ คือ สินทรัพย์ที่มีโอกาสสูญเสียเงินน้อยมาก แต่มักให้อัตราผลตอบแทนที่ต่ำกว่าสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งจะเหมาะกับผู้ลงทุนที่ต้องการรักษาเงินออมหรือสร้างผลกำไรในระยะยาว หรือผู้ลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยงได้น้อย ได้แก่
-เงินฝากธนาคาร
-เงินฝากประจำ
-เงินฝากประจำแบบพิเศษ หรือ เงินฝากปลอดภาษี
-สลากออมทรัพย์
-กองทุนรวมตลาดเงินที่ลงทุนในประเทศ (ประเภทความเสี่ยงต่ำ)

เสี่ยงปานกลางค่อนข้างต่ำ คือ สินทรัพย์ที่มีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูงกว่าสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่มีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินมากกว่าสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ ได้แก่
-พันธบัตรรัฐบาล
-กองทุนรวมตลาดเงิน
-กองทุนรวมพันธบัตรรัฐบาล
-กองทุนรวมตราสารหนี้

เสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูง คือ สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูง เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยงได้ในระดับหนึ่งและต้องการโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้น ได้แก่
-หุ้นกู้
-กองทุนรวมผสม

เสี่ยงสูง คือ สินทรัพย์ที่มีโอกาสสูญเสียเงินได้มากกว่าสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ กล่าวคือ มีความเสี่ยงสูง แต่ก็มักให้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นเช่นกัน ได้แก่
-หุ้น
-กองทุนรวมหุ้น
-กองทุนรวมหมวดอุตสาหกรรม
-กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) และกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์
-LTF (Long Term Equity Fund) กองทุนรวมระยะยาว
-ETF (Exchange Traded Fund) คือ กองทุนรวมชนิดหนึ่ง ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เพื่อให้ซื้อขายได้สะดวกเสมือนหุ้น

เสี่ยงสูงมาก คือ สินทรัพย์ที่มีโอกาสสูญเสียเงินสูง เป็นสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูง ราคาอาจเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน แต่สินทรัพย์ประเภทนี้มักมีแนวโน้มให้ผลตอบแทนสูงเช่นกัน ได้แก่
-ทองคำ
-สัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Future Contract)
-Derivative Warrant (DW)
-Equity Crowdfunding (การระดมทุนจากบุคคลทั่วไป โดยผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนเป็น “หุ้น (Equity)” หรือ สิทธิความเป็นเจ้าของบริษัท
-กองทุนรวมที่มีการลงทุนในทรัพย์สินทางเลือก เช่น ดัชนีสินค้าโภคภัณฑ์ ทองคำ น้ำมันดิบ

ทำความรู้จักสินทรัพย์ที่สำคัญๆ

พันธบัตร/ตราสารหนี้: เป็นการลงทุนที่ผู้ลงทุนมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ของผู้ออกตราสาร และจะได้รับผลตอบแทนในรูปแบบดอกเบี้ยและเงินต้นเมื่อครบกำหนด โดยมีความเสี่ยงต่ำกว่าการลงทุนในหุ้น เหมาะสำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงได้น้อย
กองทุนรวม: กองทุนรวมเป็นการลงทุนที่รวบรวมเงินจากนักลงทุนหลายราย เพื่อนำไปลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ โดยมีผู้จัดการกองทุนมืออาชีพเป็นผู้บริหารจัดการ โดยข้อดีของการลงทุนในกองทุนรวม คือ มีประเภทของกองทุนรวมที่หลากหลาย สามารถเลือกลงทุนตามความเสี่ยงที่รับได้ และสามารถเริ่มต้นลงทุนด้วยเงินจำนวนน้อย ซึ่งกองทุนรวม มีทั้งกองทุนรวม กองทุนรวมต่างประเทศ กองทุนรวมเพื่อการออม กองทุน SSF และกองทุน RMF ที่สามารถใช้ลดหย่อนภาษี

หุ้น: การลงทุนในหุ้น คือ การซื้อส่วนแบ่งความเป็นเจ้าของในบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ผู้ลงทุนมีโอกาสได้รับผลตอบแทนในรูปแบบของเงินปันผล และกำไรจากส่วนต่างราคา การลงทุนในหุ้นมีความเสี่ยงสูงกว่าตราสารหนี้ แต่ก็มีโอกาสให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าเช่นกัน ปัจจุบันสามารถลงทุนหุ้นได้ทั้งในตลาดหุ้นไทย ตลาดหุ้นต่างประเทศ เช่น ตลาดหุ้นสหรัฐ ผ่านตลาดหุ้นไทยที่เรียกว่า DR ซึ่งจะได้รับผลตอบแทนตามหุ้นต้นทาง ทั้งกำไรจากราคา และเงินปันผล เสมือนลงทุนหุ้นนอกโดยตรง แต่ค่าธรรมเนียมและภาษีเทียบเท่าการลงทุนหุ้นไทย หรือสามารถลงทุนหุ้นในตลาดหุ้นต่างประเทศโดยเปิดบัญชีต่างประเทศและเทรดผ่านแอพพลิเคชั่นต่างๆ ก็ได้

ทองคำ: ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มีความมั่นคง ช่วยกระจายความเสี่ยงในพอร์ต และป้องกันเงินเฟ้อ

อสังหาริมทรัพย์/REITs: การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เป็นวิธีสร้างผลตอบแทนระยะยาว โดยสามารถเลือกลงทุนได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะการปล่อยเช่า ซื้อขาย หรือ ลงทุนผ่านกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ แต่การลงทุนประเภทนี้ มักใช้เงินลงทุนสูง และมีสภาพคล่องต่ำกว่าลงทุนอื่น ๆ

สำหรับผลตอบแทนจากการลงทุน มีทั้งในรูปแบบเงินปันผล กำไรจากส่วนต่างราคาสินทรัพย์ (Capital Gain) และดอกเบี้ย

จะเห็นได้ว่าสินทรัพย์เพื่อการลงทุนนั้น มีอยู่มากมาย ดังนั้นในฐานะมือใหม่หัดลงทุน ก็อาจเริ่มจากสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำหรือเสี่ยงปานกลางก่อน และเมื่อมีความชำนาญแล้ว ก็ค่อยขยับไปลงทุนที่มีเสี่ยงเพิ่มขึ้น และเมื่อเริ่มลงทุนแล้ว ควรต้องมีความสม่ำเสมอและมีวินัยในการลงทุนที่เรียกว่า DCA (Dollar-Cost Averaging) ซึ่งเป็นการทยอยลงทุนเป็นงวดๆ ด้วยจำนวนเงินเท่ากันทุกเดือนหรือทุกไตรมาส โดยจะช่วยลดความเสี่ยงจากการจับจังหวะผิดพลาด และสร้างวินัยในการลงทุนระยะยาว

คุณสุจารี จันทร์สว่าง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน เวลท์ รีพับบลิค จำกัด ซึ่งมีประสบการณ์ในด้านการเงิน การลงทุนในอุตสาหกรรมกองทุนรวมมากกว่า 25 ปี กับบริษัทจัดการกองทุนชั้นนำหลายแห่ง เปิดเผยว่า ด้วยยุคเศรษฐกิจในปัจจุบัน มีความจำเป็นต้องออมและลงทุนด้วยเหตุผล 7 ประการด้วยกัน ได้แก่ 1.ค่าครองชีพสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากเงินเฟ้อ หากคุณไม่ออมและไม่ลงทุน มูลค่าเงินจะลดลงทุกปี แม้คุณจะทำงานหนักเท่าเดิม แต่กำลังซื้อจะน้อยลง

คุณสุจารี จันทร์สว่าง

2.รายได้จากงานประจำมีข้อจำกัด เงินเดือนเติบโตช้า ขณะที่ภาระเพิ่มขึ้นเร็ว การออมและการลงทุนจึงเป็น “ทางเลือกจำเป็น” ในการสร้างรายได้เพิ่มเติมและความมั่นคงทางการเงิน 3.เป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับวัยเกษียณด้วย เพราะการลงทุนช่วยให้เงิน “ทำงานแทนคุณ” ผ่าน ดอกเบี้ยทบต้น ยิ่งเริ่มเร็ว ยิ่งได้เปรียบแบบทวีคูณและควรทำควบคู่กับการทำงานตั้งแต่ระยะแรก

4.ความไม่แน่นอนของชีวิต เหตุฉุกเฉิน สุขภาพ หรือการงาน เป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ การออมคือ “กันชนทางการเงิน” การลงทุนคือ “เครื่องมือฟื้นตัวและเติบโต” 5. อิสรภาพทางการเงินต้องถูกสร้าง หากไม่มีทรัพย์สิน คุณจะต้องแลก “เวลา” เพื่อ “เงิน” ไปตลอด การลงทุนช่วยเปิดโอกาสไปสู่ อิสรภาพทางการเงิน ได้เร็วขึ้น 6. โอกาสเป็นของคนที่พร้อม หลายโอกาสในชีวิตต้องใช้เงินก้อน ผู้ที่มีวินัยในการออมและลงทุน จะมี “ทางเลือก” มากกว่า และ 7. โครงสร้างสังคมและชีวิตที่เปลี่ยนไป อายุเฉลี่ยยืนยาวขึ้น ครอบครัวเดี่ยวและการใช้ชีวิตโสดเพิ่มขึ้น
ทำให้แต่ละคนต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของตัวเองมากขึ้นในระยะยาว

“กล่าวโดยสรุป การออมช่วยปกป้องความเสี่ยงในชีวิต การลงทุนช่วยสร้างโอกาสและอิสรภาพในอนาคต”

สร้างเงินล้านใน 8 ปี ด้วยกองทุนรวม

คุณสุจารี ยังมีเทคนิคสำหรับมนุษย์เงินเดือนในการสร้างเงินล้านใน 8 ปี ด้วยกองทุนรวม โดยคุณสุจารี ระบุว่า การเก็บเงินให้ได้ 1 ล้านบาทใน 8 ปี หลายๆ คนมองว่าเป็นเรื่องยาก เรามีเทคนิคการลงทุนที่ทำให้คุณไปถึง 1 ล้านด้วยกองทุนรวม

อันดับแรกคือการตั้งเป้าหมาย

เงิน 1 ล้านจะใช้เพื่ออะไร การตั้งเป้าหมายทำให้เรามีวินัยและความมุ่งมั่น คนแต่ละวัยมีเป้าหมายที่ต่างกันสำหรับเงิน 1 ล้านบาท ลองมาดูการตั้งเป้าหมายของคนแต่ละวัย
-เงินแต่งงานในอีก 8 ปี ของคนวัย 25
-เงินดาวน์บ้านหลังแรก ของคนวัย 30
-ทุนการศึกษาให้ลูก อายุ 5 ขวบ สำหรับการเรียนประถม-มัธยม
-ของขวัญวันแต่งงานให้ลูกวัย 30 นำไปลงทุนสร้างครอบครัว
-งบท่องเที่ยวเติมเต็มความฝันของคนวัย 40
-งบซ่อมแซมบ้านของคนวัย 50
-เงินดูแลสุขภาพหลังเกษียณของคนวัย 52

อันดับที่สองคือการมีวินัยและความสม่ำเสมอ

การลงทุนให้บรรลุเป้าหมาย ต้องใช้หลัก “เก็บก่อนใช้” รายได้ที่ได้แต่ละเดือนต้องกำหนดสัดส่วนการออมเพื่อการลงทุนขั้นต่ำ 15-20% และควบคุมค่าใช้จ่ายให้เพียงพอ การก่อภาระหนี้สินควรจำกัดไว้ไม่เกิน 25% เพื่อให้มีเงินใช้จ่ายในระดับที่เหมาะสมและเพียงพอ

– รายได้ 100%
– ลงทุนต่อเดือน 20%
– ภาระเงินกู้ยืมอื่นต่อเดือน 25%
– ภาระค่าใช้จ่ายต่อเดือน 45%

อันดับที่สามคือการเลือกลงทุนในกองทุนหุ้น แบบ DCA

การลงทุนในกองทุนหุ้นมีข้อดีคือให้ผลตอบแทนที่สูง แต่ในระยะสั้นอาจมีความผันผวนในระดับสูงเช่นกัน กลยุทธ์การทยอยลงทุนในจำนวนเงินที่เท่าๆอย่างสม่ำเสมอ หรือ Dollar-Cost-Average (DCA) จะช่วยให้นักลงทุนไม่พลาดโอกาสหากตลาดปรับตัวขึ้น ในขณะที่หากตลาดหุ้นตกลงเนื่องจากสถานการณ์ต่างๆ นักลงทุนก็จะได้ต้นทุนในการลงทุนที่ต่ำลง ซึ่งหมายถึงโอกาสที่จะได้กำไรจากการลงทุนมีมากขึ้น นอกจากนี้ การลงทุนแบบ DCA จะช่วยลดขั้นตอนการตัดสินใจของนักลงทุนว่าควรลงทุนช่วงไหนดี และช่วยลดความเสี่ยงจากการตัดสินใจผิดพลาดในการลงทุนโดยการจับจังหวะตลาด (market timing) เพราะนักลงทุนเพียงแค่ลงทุนตามกำหนดเวลาที่ตั้งไว้เท่านั้น

หลักการลงทุน 3 ข้อ คือการตั้งเป้าหมาย การลงทุนอย่างมีวินัยและสม่ำเสมอ และการลงทุนในหุ้นแบบ DCA จึงเป็นเครื่องมือที่จะทำให้ทุกคนไปสู่เป้าหมายเงินล้าน

เป้าหมาย 1 ล้านบาท

-ผลตอบแทนคาดหวัง 10%
-ระยะเวลา 8 ปี
-ลงทุนแบบ DCA เดือนละ 7,300 บาท
-การลงทุนดังกล่าว เหมาะสำหรับผู้ที่มีเงินเดือนขั้นต่ำ 37,000 บาท โดยออม 20% เท่ากับ 7,400 บาทต่อเดือน

คุณสุจารี ตบท้ายว่า สุดท้าย “สิ่งสำคัญที่สุดคือการเริ่มต้นในวันนี้และเดี๋ยวนี้”