นับว่าเป็นเรื่องน่ายินดีกันในวงการวิจัยและนวัตกรรมไทย เมื่อเราได้รัฐมนตรีคนใหม่ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นศาสตราจารย์นักวิจัยของแท้ที่มีชื่อของประเทศ วงการจึงตั้งความหวังไว้สูงว่าคราวนี้การวิจัยและนวัตกรรมของเราจะได้ไปถูกที่ถูกทางเสียที
ท่านรัฐมนตรีคนใหม่ได้ตั้งยุทธศาสตร์ไว้ 8 ประการ ในการนำ อว.ให้ เป็น “กระดูกสันหลัง” ของประเทศไทยสู่การเป็นรายได้สูงอย่างยั่งยืน ยุทธศาสตร์ทั้งแปดได้แก่ 1) ส่งเสริมให้เกิดระบบนิเวศนวัตกรรม 2) กำหนดให้เวลเนสส์เป็นสินค้าแชมเปี้ยน ที่ครอบคลุมทั้งการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การแพทย์แผนไทย การรักษามะเร็ง สมุนไพรและการทำสมาธิ ฯลฯ เชื่อมโยงไปถึงการทำชิปสำหรับเครื่องมือแพทย์ และ3) ยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์ประเทศไทย 4) ยุทธศาสตร์ AI, physical AI, driven Thailand 5) นวัตกรรมแนวหน้า 6) เทคโนโลยีความมั่นคง 7) เทคโนโลยีเพื่อต่อต้านคอร์รัปชั่นและมุ่งสู่รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ 8) พลิกโฉมมหาวิทยาลัยสู่ระดับโลก เมื่อเห็นภาพรวมแล้วผู้เขียนขออนุญาตให้ความเห็นอย่างสร้างสรรค์ในฐานะนักวิจัยสายสังคมศาสตร์คนหนึ่งและเคยเป็นผู้ที่เคยบริหารแผนงานวิจัยมาแล้ว
ประการแรก ไม่เห็นยุทธศาสตร์งานวิจัยสายสังคมศาสตร์อยู่ในยุทธศาสตร์ทั้งหลาย นวัตกรรมไม่ใช่มีแค่ของวิทยาศาสตร์เท่านั้น ศาสนาทั้งหลายต่างก็เป็นนวัตกรรมทางสังคมที่ยิ่งใหญ่ อีกทั้งนักวิจัยสังคมศาสตร์ในประเทศไทยนั้นมีจำนวนมากกว่านักวิจัยสายวิทยาศาสตร์มาก ปัญหาในประเทศไทยที่แก้ไขไม่ได้หรือไม่มีความรู้ให้แก้ไขก็เป็นปัญหาทางสังคมทั้งนั้น ส่วนปัญหาทางวิทยาศาสตร์นั้นแม้ว่าจะได้ทำวิจัยมากกว่าก็จริง แต่พอเอาจริงเข้าเราก็ไปซื้อเทคโนโลยีต่างประเทศ ยังขาดการประเมินการนำไปใช้เชิงพาณิชย์ซึ่งก็ต้องอาศัยนักสังคมศาสตร์เป็นผู้ประเมิน
ประการที่ 2 ขาดการประเมินคุณภาพงานวิจัย เพื่อให้มีการนำงานวิจัยไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้หลักผู้ใหญ่จะกล่าวหานักวิจัยสายสังคมว่าทำงานวิจัยเป็นเบี้ยหัวแตกหัวแหลก ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะวิธีการบริหารจัดการของเราเป็นอย่างนั้น เราปล่อยให้นักวิจัยของเราซึ่งมีประสบการณ์น้อย งบประมาณน้อย ความเข้าใจปัญหาน้อย เลือกหัวข้อเอาเอง แถมยังมีข้อกำหนดว่าต้องตีพิมพ์ด้วย นักวิจัยก็ไปเลือกหัวข้อเล็กๆ ที่จะตีพิมพ์ได้ แม้มีการกำหนดหัวข้อวิจัยก็กำหนดเป็นประเด็นที่กว้างมากแล้วก็ทำวิจัยซ้ำๆ ซากๆ เช่นเรื่องเกี่ยวกับการศึกษาและสังคมผู้สูงวัย
ขออนุญาตยกตัวอย่างเรื่องคุณภาพการศึกษาขึ้นมาก่อนเพราะเป็นเรื่องสำคัญมากที่สุด มีงานวิจัยมากมาย งานจำนวนมากเป็นวิทยานิพนธ์ บางงานก็มีคุณภาพดีมาก ปัญหาของงานวิจัยด้านการศึกษาก็คือไม่ได้ตอบโจทย์ปัญหาคุณภาพการศึกษาของไทย ซึ่งต่างชาติได้ประเมินทุก 2 ปีแล้วก็พบว่า คุณภาพการศึกษาวัดจากผลลัพธ์ของการสอบ PISA นั้นมีแนวโน้มต่ำมาโดยตลอด ทั้งนี้ เป็นเพราะงานวิจัยของเราเป็นงานวิจัยขนาดเล็กมาก เช่น เปรียบเทียบวิธีการสอน มีการเปรียบเทียบสำหรับทุกสาขาวิชาในวิธีการต่างๆ ที่ใช้สอนกันอยู่เช่น วิธีที่ 1 กับวิธีที่ 3 แล้วก็วิธีที่ 2 กับวิธีที่ 7 อีก แล้วยังมีวิธีที่ 3 กับวิธีที่ 9 แต่ถ้าถามเป็นภาพรวมแล้วว่าใน 11 วิธีนั้นวิธีไหนดีที่สุดก็ตอบไม่ได้ แล้วจะเอาไปใช้งานได้อย่างไร ปัญหาก็คือไม่มีองค์กรใดๆ หาใครสักคนเป็นหัวขบวนรวบรวมงานทั้งหมดนี้แล้ววิเคราะห์ออกมาให้มีความชัดเจน ถึงเวลาแล้วต้องมีการศึกษาที่อยู่ในระดับประเมินภาพรวม หรืออย่างน้อยก็เป็น meta analysis ของผลงานเล็กๆ ทั้งหมดให้สามารถตอบคำถามได้อย่างเป็นรูปธรรม
ประการที่ 3 ใช้วิธีการประเมินในปัจจุบันที่ไม่ถูกต้องและเหมาะสมกับประเทศและประเภทของการวิจัย การประเมินผลงานซึ่งตอนนี้คร่ำเคร่งที่จะประเมินโดยใช้ผลตอบแทนทางการเงินและสังคม เพราะผู้ให้ทุน (อ้างว่าถูกบังคับโดยฝ่ายการเมือง) เคี่ยวเข็ญให้แสดงผลตอบแทนในอนาคตเป็นตัวเงินกันตั้งแต่ยังไม่เริ่มวิจัย แต่งานวิจัยไม่ใช่กิจกรรมที่สร้างรายได้ เป็นกิจกรรมที่สร้างความรู้ การเอาตัวเงินมาวัดจึงไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง (ยกเว้นว่างานวิจัยนั้นเป็นงานที่สร้างผลิตภัณฑ์หรือสินค้าที่จะไปขายในตลาด ซึ่งการประเมินแค่ผลตอบแทนก็น่าจะพอแล้วไม่ต้องไปประเมินผลตอบแทนทางสังคมเพิ่มทำให้เสียงบประมาณไปอีก) ข้อบังคับเช่นนี้สร้างแรงจูงใจให้สร้างตัวเลขที่สูงเกินจริง ถ้าทำได้จริงเราทำวิจัยมาหลายสิบปีแล้ว ด้วยตัวเลขผลตอบแทนที่สูงขนาดนั้น ป่านนี้ไทยน่าจะเจริญก้าวหน้าเกินญี่ปุ่น เกินไต้หวันไปแล้ว ไม่ถูกเวียดนามหายใจรดต้นคออยู่อย่างเช่นทุกวันนี้
สำหรับการประเมินวิจัยสายสังคมศาสตร์โดยใช้วิธีการประเมินผลตอบแทนทางสังคม (SROI) การประเมินนี้เป็นวิธีการที่ดี แต่ถ้าจะทำให้ดีจริงๆ ต้องใช้งบประมาณมากและต้องคอยหลังจากที่งานวิจัยเสร็จแล้วระยะหนึ่ง ซึ่งจะต้องลงพื้นที่จริงหาผู้ได้รับผลประโยชน์จริงเป็นคนให้ข้อมูล ไม่ใช่มานั่งคิดเอาเอง ถ้าหากบังคับให้มาใช้พร่ำเพรื่อไม่ถูกที่ถูกเวลาอย่างทุกวันนี้จะจูงใจให้เกิดคอร์รัปชั่นเชิงตัวเลขที่ได้ ส่วนใหญ่วิธีการนี้ใช้ประเมินโครงการต้นแบบที่เราคิดว่าจะนำไปใช้ซ้ำๆ หลายที่เพื่อให้แน่ใจว่าจะมีผลประโยชน์รวมเท่าไหร่ ตอนนี้วิธีการประเมินนี้ก็เลยเป็นช่องทางการหากินมากกว่าเป็นช่องทางการประเมินคุณภาพที่ถูกต้อง
ประการที่ 4 ขาดความสนใจและการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ นโยบายสาธารณะเป็นผลผลิตที่สำคัญของงานวิจัยสายสังคมศาสตร์ แต่ต้องการการฝึกปรือโดยเฉพาะอย่างยิ่งอาจารย์มหาวิทยาลัย แม้จะเป็นสายสังคมศาสตร์มักจะไม่ค่อยเข้าใจกฎหมายต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการเปลี่ยนแปลง การวิจัยเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่จะสร้างนักนโยบายสาธารณะ แต่เราไม่มีโปรแกรมวิจัยที่สร้างนักนโยบายสาธารณะเลย ได้แต่อาศัยอาจารย์ที่สามารถทำนโยบายสาธารณะได้มาขอทุน แต่การจะได้ทุนก็เป็นเรื่องยากเพราะทุนมีน้อยและผู้ให้ทุนหาว่าไม่มีผู้ใช้ เพราะหน่วยงานของรัฐในปัจจุบันก็มักจะมีนโยบายสาธารณะจากนักการเมืองก็เลยไม่สนใจนโยบายสาธารณะที่ดีที่ผู้เสนอไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน
ประเด็นที่กล่าวมานี้อยากให้ท่านรัฐมนตรีใหม่นำไปพิจารณา เพื่อแสวงหาทิศทางที่เหมาะสมที่จะให้สังคมไทยมีความมั่นคงและยั่งยืนในอนาคต
มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด
มูลนิธิสถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ

