หน้าแรก เด่นวันนี้ ศูนย์‘กันก่อน...

ศูนย์‘กันก่อนท่วม’จุฬาฯชู 3 ทาง รับมือ Climate Change-พลิกชะตา ศก.ไทย

14.05.26 | 12:38 น.

 

มื่อฤดูฝนกำลังมา ความกังวลปัญหาน้ำท่วมก็เกิดขึ้นเหมือนเงาตามตัว 

ศูนย์ “กันก่อนท่วม” (Water Resilience Center) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เดินหน้าจัดเวทีเสวนา Water Resilience Forum 2026
ครั้งที่ 2 ภายใต้หัวข้อ “Water Economy: พลิกน้ำ สร้างชาติ” 

ชี้ 2 ปีไทยเผชิญภัยพิบัติเสียหาย 3 หมื่นล้าน

นายวิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในหัวข้อ “Water Economy: พลิกน้ำ สร้างชาติ” ว่า การพลิกคือการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส เราไม่สามารถควบคุมธรรมชาติได้ แต่เราสามารถควบคุมพลังของคนในประเทศไทยได้ ทั้งนี้ โครงการ ‘กันก่อนท่วม’ เป็นเรื่องของการป้องกันมากกว่าการแก้ไข ทุกปีเมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วม ต้องตามแก้ไขจนเรียกได้ว่า ‘แก้กันจนเบื่อแล้ว คือเกิดแล้วค่อยแก้’ แต่วันนี้เราไม่อยากให้เกิด เราอยากป้องกันเพราะการป้องกันจะทำให้เรื่องหนักกลายเป็นเบา

Advertisement

สิ่งที่เกิดขึ้นในปลายปีที่ผ่านมา และทุกปีที่มีน้ำท่วมจะมาพร้อมบทเรียนเสมอ โดยมหาอุทกภัยในปี 2554 สร้างความเสียหายสูงถึง 1.43 ล้านล้านบาท ขณะเดียวกันในปี 2555-2556 ระยะเวลา 2 ปี ไทยเผชิญภัยแล้งต่อเนื่อง เสียหายราว 3 หมื่นล้านบาท ประเทศไทยสูญเสียให้กับน้ำทุกปี ไม่ว่าจะน้ำแล้งหรือน้ำท่วม หากยังแก้แบบเดิมเราจะสูญเสียซ้ำไปเรื่อยๆ

แนวคิด Water Economy เปลี่ยนน้ำจากวิกฤตเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้จัดตั้งศูนย์ “กันก่อนท่วม” หรือ Water Resilience Center ภายใต้คณะวิศวกรรมศาสตร์ ร่วมกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง Massachusetts Institute of Technology และภาคเอกชน เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรมด้านการบริหารจัดการน้ำ โดยมุ่งเน้นการป้องกันก่อนเกิดภัย ลดความสูญเสีย และเพิ่มศักยภาพประเทศในการรับมือวิกฤตสภาพอากาศในระยะยาว

นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาแพลตฟอร์ม Water Data เพื่อรวบรวมข้อมูลปริมาณน้ำฝนและปัจจัยเสี่ยงต่างๆ สำหรับคาดการณ์สถานการณ์ล่วงหน้า แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ และวางแผนบริหารจัดการน้ำอย่างแม่นยำ โดยจะเปิดให้ทั้งภาครัฐและเอกชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน และหากระบบมีความพร้อม จะเสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อต่อยอดสู่การใช้งานเชิงนโยบายด้านป้องกันน้ำท่วม อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และพลังแห่งน้ำใจ เพื่อร่วมกันพลิกวิกฤตน้ำให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศ

นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. ให้ความเห็นในหัวข้อ “พลิกนโยบายน้ำ สร้างเศรษฐกิจ” ว่า ปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง น้ำทะเลหนุน และน้ำเสีย ยังคงเป็นวิกฤตซ้ำซากที่กระทบทั้งวิถีชีวิตประชาชนและระบบเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรม พลังงาน การคมนาคม และการท่องเที่ยว ขณะที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้สถานการณ์น้ำรุนแรงและคาดการณ์ได้ยากขึ้น ส่งผลให้ภาครัฐต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการเยียวยาและฟื้นฟู แทนการนำงบไปพัฒนาด้านอื่นของประเทศ

รัฐบาลได้มอบหมายให้ สทนช.เป็นหน่วยงานหลักบูรณาการทุกภาคส่วน พร้อมพัฒนาระบบพยากรณ์อากาศและแจ้งเตือนภัย เพื่อรับมือความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และลดภาระงบประมาณฟื้นฟูความเสียหายในอนาคต ขณะเดียวกัน ครม.เห็นชอบตั้งคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำครบ 76 จังหวัด เชื่อมการบริหารน้ำจากพื้นที่สู่ระดับประเทศ พร้อมเร่งพัฒนาแหล่งน้ำ ป้องกันน้ำท่วม และนำน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่ โดย สทนช.จับมือกว่า 50 หน่วยงาน รวมถึงภาคการศึกษาและเอกชน เพื่อยกระดับการแก้ปัญหาน้ำอย่างเป็นระบบ หวังลดผลกระทบต่อประชาชนและเสริมความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจระยะยาว

ไทยต้องเปลี่ยนวิธีคิดครั้งใหญ่ ชง 3 แนวทางรับมือ Climate Change

ขณะที่ นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส ที่ปรึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และรองประธานคณะกรรมการโครงการ “กันก่อนท่วม” ฉายมุมมองในหัวข้อ “Water Economy: พลิกน้ำ เปลี่ยนชะตาประเทศไทย” ว่า ประเทศไทยจำเป็นต้อง ‘เปลี่ยนวิธีคิด’ เรื่องการบริหารจัดการน้ำครั้งใหญ่ เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมาประเทศยังใช้แนวทางเดิมในการแก้ปัญหา แต่ผลลัพธ์กลับไม่สามารถสร้างความมั่นคงได้ ปัจจุบันโจทย์ด้านน้ำของไทยเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว จากช่วงก่อนหน้าที่หลายพื้นที่เผชิญน้ำท่วมหนัก อาทิ หาดใหญ่และเชียงราย ขณะที่ปัจจุบันกลับต้องกังวลเรื่องภัยแล้งและอุณหภูมิที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครที่มีแนวโน้มจะเป็นหนึ่งในเมืองที่ร้อนที่สุดในอาเซียนในอีก 10-20 ปีข้างหน้า

“ผมถามผู้มีความรู้เรื่องน้ำว่า ถ้าร้อนที่สุดแปลว่าต้องแล้งที่สุดไหม คำตอบคือ ‘ไม่เสมอไปแต่ส่วนใหญ่ก็ใช่’ คำถามคือว่าโจทย์ตรงนี้เปลี่ยนไปไหม 2-3 เดือนที่แล้วเราเจอเรื่องน้ำท่วม ตอนนี้ต้องมาเจอแล้ง ถ้าบอกว่าเปลี่ยนไป ‘น้ำท่วมเราก็เยียวยา น้ำแล้งเราก็เยียวยา’ ก็คือโจทย์เปลี่ยนไป แต่แท้จริงแล้วคือเรื่องเดียวกัน คือการบริหารจัดการน้ำ น้ำคือเรื่องเศรษฐกิจเต็มๆ เลย” นายรุ่งโรจน์กล่าว

สิ่งที่น่ากังวลคือ หลังเกิดภัยพิบัติ เศรษฐกิจต้องใช้เวลากี่ปีถึงจะกลับไปเท่าเดิม ทั้งภาคท่องเที่ยว การลงทุน และภาคบริการ ทุกครั้งที่เกิดน้ำท่วมหรือภัยแล้ง กลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือประชาชนกลุ่มเปราะบางและธุรกิจในหลายจังหวัดที่ได้รับความเสียหายจนฟื้นตัวได้ยาก

อย่างไรก็ตาม หากในอนาคตเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญและภาวะ Climate Change ต่อเนื่อง 2 ปี ปริมาณฝนจะลดลง 20-30% ทำให้เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากน้ำเป็นปัจจัยสำคัญต่อภาคการเกษตรและอุตสาหกรรม ขณะที่อุตสาหกรรมยุคใหม่อย่างดาต้าเซ็นเตอร์และเซมิคอนดักเตอร์ต้องใช้น้ำและพลังงานจำนวนมาก ท่ามกลางความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องเร่งพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำเพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต

การขับเคลื่อนแนวคิด Water Economy ชี้ไทยมีต้นแบบบริหารจัดการน้ำที่ประสบความสำเร็จแล้ว อาทิ จังหวัดกาญจนบุรี ที่ใช้การบริหารเขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณ์ ร่วมกับระบบกระจายน้ำแบบ “ก้างปลา” และ “แก้มลิงธรรมชาติ” ลดผลกระทบน้ำหลากก่อนเข้าสู่พื้นที่เศรษฐกิจ ขณะที่ต่างประเทศอย่างโครงการเขื่อนสามผาของจีน สะท้อนว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำสามารถสร้างเสถียรภาพเศรษฐกิจระยะยาวได้ อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญของไทยคือ การขาดการเชื่อมต่อจากโมเดลพื้นที่สู่ระดับประเทศ ทำให้ศักยภาพที่มีอยู่ยังไม่ถูกขยายผลอย่างเต็มที่

ศูนย์ “กันก่อนท่วม” และภาคเอกชน พร้อมสนับสนุนการขับเคลื่อน Water Economy ผ่าน 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่ 1.ยกระดับ “วิกฤตน้ำ” เป็นวาระแห่งชาติอย่างแท้จริง โดยปรับโครงสร้างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำให้เป็นเอกภาพ และบูรณาการร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2.สร้าง “Water Smart Community” เพื่อสนับสนุนชุมชนและภาคประชาสังคมให้มีองค์ความรู้และบริหารจัดการน้ำเองได้ และ 3.ลงทุนระบบข้อมูลน้ำแห่งชาติ (National Water Data Platform) ที่ใช้ Real-time Data เพื่อคาดการณ์ เตือนภัย และวางแผนเชิงรุก 

เพราะถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องมีการบริหารจัดการน้ำอย่างจริงจัง เพื่อรองรับความเสี่ยงจาก Climate Change และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว