เรียกได้ว่า น่าจับตาพอๆ กับเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.
เพราะมีผลกับประชาชนหมู่มาก และอาจกระทบวิถีชีวิตของใครหลายๆ คน
สำหรับ กรณี ‘ผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร’ ที่ผ่านการรื้อ แก้ ปรับ ถอน มาแล้วถึง 4 หน
หลังฟังเสียงประชาชน จนกระทั่งร่างเดินทางมาถึง ‘ไฟนัล ดราฟต์’

แต่ยังเหลือโอกาสไฟนัลคอล ขอความเห็นรอบสุดท้าย ก่อนผังเมืองรวมฉบับใหม่ จะมีผลบังคับใช้ได้จริงภายในปลายปี 2570
ยิ่งเกิดโศกนาฏกรรม รถไฟชนรถเมล์ใต้จุดตัดสถานีมักกะสัน ยิ่งตอกย้ำจุดบอดของ ‘ผังเมือง(เดิม)’ ว่ามีปัญหา ไม่ใช่แค่พฤติกรรมของคนเท่านั้น
ก่อน ‘ผังเมืองรวม’ จะกลายเป็นท็อปปิกออฟเดอะทาวน์ ไม่นานมานี้ วิศณุ ทรัพย์สมพล อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ตั้งวงแถลงความคืบหน้า การวางและจัดทำผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ปรับปรุงครั้งที่ 4)
18 ขั้นตอนแยกย่อย ปัจจุบันก้าวหน้าไปถึงขั้นที่ 10
ต่อไปนี้คือส่วนหนึ่งของดีเทล หลังปรับใหม่ ที่ขอยกมาให้เห็นเป็นกิมมิก
เปิด ‘ร่างผังเมือง’ เวอร์ชั่นอัพแพต ลดถนน ปรับใหญ่โซนนิ่ง
“คาดว่าจะปิดประกาศปลายเดือน มิ.ย.นี้ และรับฟังความคิดเห็นอีก 90 วัน จนถึงกันยายนนี้ กว่าจะผ่านขั้นตอนทั้งหมด ก็น่าจะประกาศใช้ตุลาคม 2570”

วิศณุเผยไทม์ไลน์คร่าวๆ ก่อนลงดีเทล 4 ประเด็น เป็นท็อปปิกซึ่งประชาชนสะท้อนเสียงกังวลใจเข้ามามาก ได้แก่
1.ยกเลิกแนวถนนโครงการ ตามร่างผังเมืองรวมฯ ซึ่งในขั้นตอนการปิดประกาศ 15 วัน ได้กำหนดถนนโครงการไว้ 148 สาย หลังรับฟังประชาชน ผ่านความเห็นของคณะกรรมการชุดต่างๆ เรียบร้อยแล้ว
คงเหลือ 96 สายเท่านั้น โดยยกเลิกถนนสาย ก (เขตทาง 12 เมตร) ถนนสาย ข (เขตทาง 16 เมตร) ออกไปหลายสาย โดยเฉพาะในเขตพญาไท ดินแดง จตุจักร และวัฒนา เป็นต้น
สำหรับถนนโครงการบางสายทางที่กำหนดให้มีขนาดเขตทาง 20 เมตร และ 30 เมตร ก็ได้ ปรับลดขนาดเขตทางให้เล็กลง เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนให้มากที่สุด แต่บางสายทางยังจำเป็นต้องคงไว้ เพื่อให้การสัญจรของเมืองยังปลอดภัยและได้มาตรฐาน
2.ปรับเปลี่ยนแผนผังการใช้ประโยชน์ที่ดินในบางบริเวณ เช่น การกำหนดพื้นที่เว้นขาวในบริเวณที่ทับซ้อนกับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมาย EEC การปรับระดับการพัฒนาเป็นพื้นที่พาณิชยกรรม (สีแดง) พ.8 บริเวณรอบสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ และบริเวณรอบสถานีมักกะสัน และการปรับเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง (สีส้ม) ย.7 (บางส่วน) เป็นพื้นที่พาณิชยกรรม (สีแดง) พ.5 บริเวณโดยรอบโครงการนอร์ธปาร์ค และสถานีทุ่งสองห้อง ตามศักยภาพของพื้นที่

นอกจากนี้ ยังมีการปรับลดการใช้ประโยชน์ที่ดินบริเวณ พื้นที่ชายทะเลเขตบางขุนเทียน จากประเภทชนบทและเกษตรกรรม (สีเขียว) ก.2 เป็น (สีเขียว) ก.1 และการปรับเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทพาณิชยกรรม (สีแดง) พ.7 เป็นที่ดินประเภท ที่อยู่อาศัยหนาแน่นมาก (สีน้ำตาล) ย.15 ย่านอโศกมนตรี เขตวัฒนา เป็นต้น
3.ยกเลิกพื้นที่พักน้ำเพื่อการป้องกันน้ำท่วม จำนวน 5 บริเวณ ได้แก่ บึงหมู่บ้านชวนชื่น บางเขน บึงหมู่บ้านมณียา บึงสวนสยาม บึงหมู่บ้านชวนชื่นพาร์ควิลล์ และบึงหมู่บ้านเคซีเลควิว เนื่องจากไม่สอดคล้องกับสภาพ ปัจจุบันแล้ว
4.ยกเลิกมาตรการปรับอัตราส่วนพื้นที่อาคารรวมระหว่างแปลงที่ดิน หรือมาตรการโอนสิทธิการพัฒนา (TDR) ซึ่งเป็นมาตรการที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างเป็นธรรมให้กับประชาชน ให้สามารถปรับอัตราส่วนพื้นที่อาคารรวมระหว่างแปลงที่ดินภายในที่ดินประเภทเดียวกันและบริเวณเดียวกัน และปรับอัตราส่วนพื้นที่อาคารรวมระหว่างแปลงที่ดินโดยโอนจากแปลงที่ดินที่มีอาคารประวัติศาสตร์ หรือควรค่าแก่การอนุรักษ์ ไปยังแปลงที่ดินที่อยู่ภายในระยะ 500 เมตร รอบสถานีรถไฟฟ้า
ซึ่งกรมโยธาธิการและผังเมืองมีข้อห่วงใยถึงความชัดเจนในทางกฎหมายและในทางปฏิบัติ จึงเห็นควรหารือคณะกรรมการกฤษฎีกา ให้เรียบร้อยก่อนนำมาตรการนี้มากำหนดในผังเมืองรวมต่อไป และให้ยกมาตรการนี้ออกจาก ร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ปรับปรุงครั้งที่ 4) ไปก่อน

ถอดถนน-ขยับโซน EEC ลดผลกระทบชุมชน
“คีย์เวิร์ดของผังเมือง คือเป็นประโยชน์สาธารณะ นอกจากเศรษฐกิจ ยังต้องคำนึงถึงคุณภาพชีวิตที่ดีด้วย”
วิศณุยอมรับว่า ภาพรวมต้องใช้เวลา แต่จะพึงพอใจหรือไม่ ให้ประชาชนเป็นคนตอบจะดีกว่า
คอนเฟิร์มว่า จุดที่กระทบประชาชนส่วนใหญ่ อย่างการ เวนคืนที่ดิน เพื่อขยายถนน ได้ยกเลิกไปแทบทั้งหมดแล้ว
ไม่รอช้า อาสา ทองธรรมชาติ ผู้อำนวยการสำนักการวางผังและพัฒนาเมือง เปิดไมค์ชี้แจงถึงการปรับผัง ที่เป็นประเด็น คนกรุงเทพฯ เขตชั้นในกังวลมากที่สุด คือ ‘แผนผังคมนาคม’ ในส่วนถนนขนาดเล็ก ทั้ง ถนน ก. ที่มีขนาดเขตทาง 12 เมตร และ ถนน ข. ที่มีเขตทาง 16 เมตร
“กรุงเทพมหานครตระหนักดีถึงความสำคัญของเสียงพี่น้องประชาชน จึงนำเสนอต่อคณะกรรมการผังเมืองชุดต่างๆ ทั้งชุดที่มีคุณชัชชาติเป็นประธาน รวมถึงชุดของคณะโยธาฯ ที่มีหน้าที่ให้ความเห็นในการกำหนดผังและถนนต่างๆ
ก่อนนำความคิดเห็นของทั้ง 2 ชุด เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการผังเมืองจังหวัดกรุงเทพมหานคร ซึ่งชุดนี้มีปลัดฯมหาดไทยเป็นประธาน”
สรุปแล้วเคาะใหม่ให้ ‘เหลือถนน 96 สาย’ ออกหลายเส้น ตามข้อคิดเห็นว่าอาจได้รับผลกระทบ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นถนนขนาดเล็กที่อยู่ในเขตเมืองชั้นใน อย่างเช่น เขตพญาไท ถนน ก. ข. ที่เชื่อมถนนวิภาวดี ซอยอารีย์สัมพันธ์, เขตดินแดง มีถนน ก. ข. 2 สายหลักๆ ก็นำออกเช่นเดียวกัน คณะกรรมการไม่ได้นิ่งนอนใจ ในข้อคิดเห็นของประชาชน

จากนั้นหยิบยกตัวอย่าง เขตจตุจักร ส่วนหนึ่งที่จะเชื่อมกับระบบถนนของเขตดินแดง เมื่อเสียงส่วนใหญ่มีข้อกังวล ก็ได้นำออก เช่นเดียวกับส่วนที่อยู่ในพื้นที่ EEC
“อีกหนึ่งตัวอย่างที่สำคัญ อย่างเขตเมืองชั้นใน ย่านสุขุมวิท เขตวัฒนา ซึ่งเป็นถนน ก. ข. ที่พิจารณานำถนนออก ซึ่งไม่น่าจะติดขัดอะไร อาจมีทางเลือกเดินทางรูปแบบอื่นแทน”
หันไปดูอีกจุดเปลี่ยนสำคัญ คือ ‘เรื่องการกำหนดพื้นที่เว้นขาว ที่ทับซ้อนกับเขตเศรษฐกิจพัฒนาพิเศษ (EEC)’ ซึ่งมีกฎหมาย EEC เข้ามาเกี่ยวข้อง โดยจะมีถนนเป็นขายื่นเข้ามาในกรุงเทพฯ เพื่อเชื่อมต่อสนามบิน เข้าทางลาดกระบัง ไปยังดอนเมือง
“จุดเหล่านี้ กำหนดไว้เป็น ‘สีน้ำตาล’ ตามผัง EEC เป็นที่ดินประเภทเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ เขตส่งเสริมรถไฟความเร็วสูง เชื่อมสามสนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) โดยพื้นที่ส่วนนี้ผังของ กทม.จะเป็นสีขาว แต่ผังของ EEC คือ สีน้ำตาล”
อาสา อธิบายข้อสังเกตที่มีความทับซ้อนกันบางจุด โดยจุดที่เป็นประเด็นคือ บริเวณโดยรอบ EEC ในส่วนที่เป็นพื้นที่ กทม. โซนกรุงเทพอภิวัฒน์ ทั้งย่านหมอชิต ต่อเนื่องถึงเตาปูน ส่วนนี้ก็ปรับเปลี่ยนเป็น พ.8 (พื้นที่พาณิชยกรรม สีแดง)
อีกบริเวณคือ ‘มักกะสัน’ จะมีการปรับเปลี่ยนตัวสีแดง จาก พ.7 เป็น พ.8 บริเวณที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย และย่านพระราม 9 เช่นกัน
จากนั้น ผอ.สำนักการวางผังฯ ลงรายละเอียดอีกจุดที่มีคนค้านกันมาก คือ บริเวณโดยรอบโครงการนอร์ธปาร์คและสถานีรถไฟทุ่งสองห้อง ที่เปลี่ยนการใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง (สีส้ม) ย.7 (บางส่วน) ให้เป็นพื้นที่พาณิชยกรรม (สีแดง) พ.5
เดิมที กำหนดเป็นตัวขอบเขต ‘สีแดง’ เอาไว้ คลุมสถานีรถไฟฟ้าไปด้วย ซึ่งหลังติดประกาศ 15 วัน ก็มีข้อร้องเรียนข้อคิดเห็นหลายส่วน จากทั้งเจ้าของที่ดิน บุคคลทั่วไป ที่เห็นว่าตรงนี้ควรจะมีการปรับเปลี่ยน
“คณะที่ปรึกษาผังเมืองรวมกรุงเทพฯ คือ ท่าน(อดีต)ผู้ว่าฯชัชชาติ ก็เห็นว่าควรจะต้องถอยให้เหมือนกับตัวกฎกระทรวง จึงได้ถอนตัวนี้ออกไป เป็นส่วนที่เว้าแหว่งอยู่ พอเข้ากรมโยธาธิการและผังเมือง ก็เห็นว่าควรจะกลับไปเป็นฉบับ 15 วัน เพราะ สาธารณูปโภคเปลี่ยน มีระบบขนส่งมวลชนเข้ามาในพื้นที่ มีศูนย์ราชการด้วย มีอีกหลายเหตุผล ซึ่งล่าสุดได้ผ่าน คกก.ผังเมืองจังหวัดเรียบร้อยแล้ว”
จากนั้น อาสา ยังกล่าวถึง บริเวณพื้นที่ชายทะเลบางขุนเทียน ซึ่งมีการอัพโซน จากที่ดินประเภทชนบทและเกษตรกรรม (สีเขียว) ก.2 ให้เป็น ก.1 ซึ่งจะช่วยจำกัดสิ่งปลูกสร้าง เพิ่มความเข้มข้นในการอนุรักษ์ชายฝั่งในอนาคต
ส่วนข้อร้องเรียนที่ ‘ย่านอโศก’ ก็มีการดาวน์โซน พี่น้องประชาชนบอกว่าตรงนี้ให้เป็นพื้นที่อยู่อาศัยหนาแน่นมากดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องปรับให้เป็น ‘สีแดง’ ซึ่งถามคณะกรรมการทั้ง 3 ชุด เห็นควรว่าควรปรับให้
เป็น ‘สีน้ำตาล’ ใกล้เคียงกับของเดิม
“อยากเรียนว่า เราไม่ได้นิ่งนอนใจ นำความเห็นประชาชนมาปรับปรุงให้เกิดประโยชน์สูงสุด” ผอ.สำนักการวางผังฯเน้นย้ำ
แห่คอมเมนต์ 1.5 หมื่นความเห็น ปรับผังเมืองเก่า ให้ไทยเท่าทันโลก
ผ่านมาแล้วถึง 4 ดราฟต์ แอบถามถึงข้อจำกัด
อาสา ตอบชัดว่า มีข้อคิดเห็นเข้ามามากถึง 15,000 ราย จัดเป็น 800 ประเด็น ทำให้การพิจารณาต้องใช้เวลายืดยาวออกไป
“ผังเมืองปี’56 ค่อนข้างเก่าแล้ว ไม่ทันโลก อย่างไรก็ดี ผังเมืองเป็นกลไกการพัฒนาเมืองที่สำคัญ ทำให้เราสามารถแข่งขันกับเมืองต่างๆ ของโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำคัญคือเราทำเพื่อทุกคน ให้เป็นเมืองน่าอยู่อย่างยั่งยืน”
ถามถึงบริเวณคลองเตย ที่คนอยู่อาศัยหนาแน่น มีการปรับเป็น ‘สีแดง’ เน้นเชิงพาณิชย์ หรือไม่?
อาสาตอบตรงๆ ว่า ขยับเล็กน้อย ตรงศูนย์ท่าเรือคลองเตย (สีน้ำเงิน) ให้เชื่อมต่อกับถนนสาทร นราธิวาส เพื่ออนาคตในระยะยาว
อาสาเน้นย้ำจุดประสงค์หลักๆ ของการปรับผังเมืองใหม่ เนื่องด้วย กทม.มีระบบพื้นฐานรถไฟฟ้าค่อนข้างเยอะ โครงสร้างประชากรค่อนข้างเปลี่ยน รวมถึงปัจจัยเรื่องสิ่งแวดล้อม โลกรวน จึงต้องปรับให้สอดคล้องกับสภาพที่แปรเปลี่ยนไป
“ส่วนใหญ่ที่ได้รับผลกระทบ เป็นเรื่อง ‘ถนนหน้าบ้าน’ ซึ่งเราสงวนพื้นที่เอาไว้เพื่อรองรับการพัฒนาในอีก 10-20 ปีข้างหน้า เพื่อให้ลูกหลานมีถนน ทางเท้า ร่มไม้ ให้เดินได้สะดวก ไม่ต้องมาเดินในร่องตัววี
“เราสงวนสิทธิระบบถนนเอาไว้ เพื่ออนาคต ในกรณีประชาชนสร้างบ้านต่อเติม อาจใช้บังคับ กฎหมายควบคุมอาคาร แทน” อาสาชี้แจงข้อกังวล
ปรับ 20 จุดใหญ่ เปิดช่องคอมเมนต์ ‘แก้ผังรอบสุดท้าย’
ด้าน พรสรร วิเชียรประดิษฐ์ ที่ปรึกษา คณะกรรมการผังเมืองฯ
เชื่อว่า ทุกข้อคิดเห็น เมื่อปรับแล้วจะทำให้เมืองมีการใช้ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
โดยภาพรวม ปรับประมาณ 20 จุดหลัก เพื่อรองรับระบบโครงสร้างพื้นฐานที่เปลี่ยนไป เช่น กำหนดการเว้นที่โล่งตามกฎหมาย เพื่อปลูกต้นไม้ 50% ให้น้ำระบายออกได้ ส่วนเรื่องของถนนมีหลายวัตถุประสงค์ เช่น
เพื่อเชื่อมต่อ ตามนโยบายเส้นเลือดฝอย แต่ประชาชนส่วนใหญ่มองว่า ใหญ่เกินไป จึงถอดออกและปรับใหม่
โดยหากท่านเป็นผู้มีส่วนได้เสีย หรือเป็นผู้ที่มีความเห็นอันมีค่ากับการพัฒนาเมือง
พรสรร เชื้อชวนให้ร่วม ‘ยื่นคำร้อง’
“ผู้มีส่วนได้เสียที่มีสิทธิยื่นคำร้องในกรณีที่ 2 ก็จะเป็น 1.ผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน หรือทรัพย์สินที่อยู่ติดกับที่ดินนั้น 2.บุคคลอื่นใดที่แสดงตนได้ว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสีย ซึ่งหากไม่แน่ใจสามารถปรึกษา นักการวางผังฯ ก่อนได้”
เมื่อผ่านกระบวนการทั้งหมด ก็จะมีการตอบกลับคำร้องทางไปรษณีย์ ให้ผู้มีส่วนได้เสียทุกท่าน
ทั้งนี้ สามารถยื่นคำร้องขอแก้ไข หรือยกเลิกข้อกำหนดได้ด้วยตนเอง ทางไปรษณีย์ หรือเว็บไซต์ ‘สำนักการวางผังและพัฒนาเมืองกรุงเทพมหานคร’ ซึ่งเปิดศูนย์รับคำร้องตลอดช่วงปิดประกาศ 90 วัน
ปลายปี’70 ได้ใช้ชัวร์ เปลี่ยนผู้บริหารไม่มีผล-มีกลไกสำรอง
ในช่วงท้าย อดีตรองผู้ว่าฯวิศณุยืนยันด้วยว่า หากมีการเปลี่ยนคณะผู้บริหารชุดใหม่ ก็ไม่มีผลแต่อย่างใด
เพราะเรื่องนี้เรียกได้ว่า 10 กว่าปีมาแล้ว เพียงแต่ยังติดอยู่ในกระบวนการรับฟังความคิดเห็น และปรับแก้
“ดังนั้น ผู้บริหารชุดนี้ (ชัชชาติ) ไม่เกี่ยวข้อง อยู่ใน Process ที่เดินไปได้ สมมุติว่ามีผู้บริหารชุดใหม่เข้ามา ก็ไม่สามารถออกคำสั่งให้ระงับร่างผังเมืองฉบับนี้ได้ เพราะผู้ว่าฯมีอำนาจน้อยมาก เป็นได้แค่ที่ปรึกษาผังเมือง ต้องขึ้นอยู่ที่ระดับกระทรวงขึ้นไป”
ไล่ถามไปถึง Worst-case หากทางสภา กทม.ไม่อนุมัติ? ก็ยังมีกลไกรองรับอยู่ โดยเรื่องจะถูกชงกลับไปที่กรมโยธาธิการและผังเมือง ซึ่งจะนำเรื่องเข้าสู่คณะกรรมาธิการและผังเมือง เพื่อออกเป็น ‘ประกาศกระทรวง’ (มหาดไทย) ไปบังคับใช้แทน ไม่ต้องย้อนไปถึงขั้นรับฟังความเห็นใหม่
โดยในขั้นตอนต่อไป จะดำเนินการติดประกาศ ‘ร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร’ พร้อมข้อกำหนด เป็นเวลา 90 วัน ช่วง มิ.ย.-ก.ย.2569 ขอเชิญชวนประชาชนร่วมกันตรวจสอบได้ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ทั้ง 2 แห่ง รวมถึงสำนักวางผังและพัฒนาเมือง, กรมโยธาธิการและผังเมือง, สำนักการโยธา กทม., 50 เขต, ศูนย์บริการสาธารณสุข โรงพยาบาล สวนสาธารณะ และสำนักงานที่ดิน ของกทม. รวมถึงเว็บไซต์ webportal.bangkok.go.th/cpud และ plan4bangkok.com
“หลังจากนั้นเข้าสู่การของที่ปรึกษาผังเมือง กรุงเทพมหานคร และกรรมการผังเมืองจังหวัด ไปที่กรมโยธาธิการ ซึ่งยังต้องผ่านอีกหลายขั้นตอน ก่อนเข้าสู่การพิจารณาของสภากรุงเทพมหานคร (อีก 6 เดือน) เพื่อออกเป็นข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร (ก.ย.2570) ก่อนประกาศในราชกิจจานุเบกษา ต่อไป” วิศณุทิ้งท้าย
อธิษฐาน จันทร์กลม

