หน้าแรก เด่นวันนี้ ‘ศุภจี สุธรรม...

‘ศุภจี สุธรรมพันธุ์’กางวิชั่น ลุยภารกิจเกมการค้าโลก ชูบริหารผ่านคลัสเตอร์

8.06.26 | 12:36 น.

 

หมายเหตุ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์พิเศษมติชน ถึงทิศทางการทำงานในช่วง 6 เดือนข้างหน้าหลังเข้ามาขับเคลื่อนภารกิจด้านเศรษฐกิจในหลายมิติ

ภาพใหญ่ เราใช้การทำงานแบบคลัสเตอร์และมีทีมไทยแลนด์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องท่องเที่ยว กีฬา บริการ หรือเรื่องอื่นๆ ตอนนี้หลายเรื่องแยกกันทำไม่ได้แล้ว อย่างท่องเที่ยว ไม่ได้พูดแค่เรื่องท่องเที่ยวหรือกีฬาอย่างเดียว บางเรื่องเกี่ยวกับเทคนิค การบริการ การบริหารงานของรัฐบาล ที่ต้องแบ่งบทบาทกันว่าใครดูอะไร บางเรื่องสำนักนายกฯหรือหน่วยงานกลาง ต้องเป็นคนดูแล ถ้ายกระดับภาคบริการ ต้องดูทั้งโครงสร้าง ตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง ปลายทาง ไม่ใช่แค่พูดว่าต้องเพิ่มนักท่องเที่ยว หรือเพิ่มจำนวนคนเข้าประเทศ ต้องดูจะเพิ่มมูลค่าอย่างไรด้วย ฉะนั้นทำคลัสเตอร์ต้องเชิญผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาประชุมพิเศษด้วย ทำเองคนเดียวไม่ได้

อย่างการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical Tourism) เราอยากโปรโมตว่าเมืองไทยมีเรื่องการแพทย์ มีบริการด้านสุขภาพ ก็ต้องไปคุยกับกระทรวงสาธารณสุข ว่าเราจะทำอย่างไรให้มีแพคเกจทำให้คนเข้าใจว่ามาเมืองไทยแล้วได้อะไร เช่น บริการทางการแพทย์ บริการด้านสุขภาพ หรือแพคเกจเชื่อมกับการท่องเที่ยว ถ้าจะทำจริง ต้องมีการบูรณาการ ต้องเชิญคนที่เกี่ยวข้องมาอยู่ในโจทย์เดียวกัน เราต้องการเพิ่มมูลค่าไม่ใช่เพิ่มแค่จำนวนนักท่องเที่ยว ไทยมักวัดจากจำนวนคนเข้าประเทศ เช่น ปีนี้คาด 30 ล้านคน แต่ประเด็นใหญ่คือต้องทำให้เขาอยู่นานขึ้น ใช้เงินมากขึ้น และไม่ได้ทำได้จากการตลาดปลายทาง ต้องทำตั้งแต่ต้นทางด้วย นี่คือบทบาทของรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลคลัสเตอร์ ต้องหยิบประเด็นพวกนี้ขึ้นมาดู ไม่ใช่ปล่อยให้แต่ละกระทรวงแยกกันทำ ซึ่งในฐานะรองนายกฯตนดูคลัสเตอร์ เน้นการผลิต การค้า และการบริการ

อีกเรื่องคือการค้าระหว่างประเทศ ตอนนี้โลกเปลี่ยนเยอะมาก มีปัญหาภูมิรัฐศาสตร์เต็มไปหมด ทั้งอิสราเอล-อิหร่าน จีน-ไต้หวัน หรือความขัดแย้งอื่นๆ ในโลก การเจรจาการค้าก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว ในอดีต เวลาเราคุยการค้า สมมุติไทยคุยกับประเทศหนึ่ง ก็ดูว่าสิทธิประโยชน์ที่เขาให้เรา กับสิทธิประโยชน์ที่เราให้เขา สมเหตุสมผลไหม ถ้าสมเหตุสมผลก็จบ เป็น FTA หรือข้อตกลงการค้ากันไป แต่วันนี้มันไม่ใช่อย่างนั้นแล้ว ถ้าไทยคุยกับประเทศหนึ่ง ประเทศอื่นก็ดูอยู่ด้วยว่า ข้อตกลงนี้จะกระทบเขาหรือไม่ เช่น เราคุยกับจีน อียู หรือสหรัฐ ทุกประเทศต้องดูว่าเราคุยแต่ละประเทศอย่างไร เพราะทุกประเทศเป็นคู่ค้า ดังนั้น เวลาจะตกลงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ต้องดูให้ครบว่าเรื่องนี้ไม่ทำให้ไทยมีปัญหากับอียู จีน สหรัฐ หรือประเทศอื่นๆ นี่คือสิ่งที่ทำให้ต้องมีทีมไทยแลนด์ ซึ่งทีมไทยแลนด์หลักๆ คือเรื่องการค้าและต่างประเทศ ต้องมีกระทรวงการต่างประเทศกับกระทรวงพาณิชย์เดินคู่กัน ไม่ได้หมายความว่าเดิมไม่ดี แต่บริบทมันเปลี่ยน

Advertisement

⦁เงินลงทุนไหลเข้าไทยถึงสูงที่สุด

ตอนที่ไปดาวอส ได้ฟังผู้นำยุโรปพูดว่าโลกวันนี้ในเรื่องเศรษฐกิจและการค้าซับซ้อนมาก เขาพูดว่ากลุ่มประเทศที่ยุโรปอยาก Engage ด้วยมากขึ้นคือเอเชีย โดยเฉพาะอาเซียน เพราะมีความไม่แน่นอนสูงจากฝั่งสหรัฐ ช่วงนั้นสหรัฐมีประเด็นกับยุโรป เรื่องกรีนแลนด์ เรื่องภาษี และท่าทีหลายอย่าง ทำให้อียูรู้สึกว่าพึ่งพาแนวทางเดิมไม่ได้ ต้องหาประเทศอื่นที่คุยด้วยได้ และอาเซียนคือภูมิภาคที่เขามองในอาเซียน ประเทศที่เขาอยากคุยด้วยมาก คือประเทศไทย ซึ่งบางทีเราก็สงสัย คนไทยด่าประเทศตัวเอง
กันมากว่าไทยแย่ ไม่น่าอยู่ แต่ทำไมเงินลงทุนที่เข้ามาไทยถึงสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ความเด่นของไทย เรื่องแรกคือ Location ไทยอยู่ตรงกลางเอเชีย เป็นจุดที่ไม่มีใครแย่งได้ ไม่ว่าเรื่องภูมิประเทศหรือการเป็น Hub

อีกเรื่องหนึ่งคือไทยเป็นประเทศที่มีความเป็นกลาง เราไม่ได้ประกาศชัดว่าอยู่ข้างซ้ายหรือขวา ไม่ได้อยู่กับสหรัฐหรือจีนฝ่ายเดียว เราคุยได้กับทุกฝ่าย และนิสัยของคนไทยเป็นคนที่มองประโยชน์ร่วม ไม่ได้มองว่าจะเอาเปรียบใคร ทุกการเจรจาการค้าเรามองว่าเขาได้อะไร เราได้อะไร จะทำการค้ากับประเทศที่สามหรือสี่ร่วมกันอย่างไร ให้ไทยเข้าไปอยู่ตรงกลางห่วงโซ่อุปทานของเขาให้ได้

พูดเสมอว่า สำหรับการค้า Currency สำคัญที่สุดคือ Trust Currency คือสกุลเงินของความไว้วางใจ ประเทศไทย Offer Trust Currency ให้คู่ค้าได้ ถึงจะว่ากันเองว่าประเทศเราแย่ แต่มองตัวเลข ปีที่ผ่านมาเงินลงทุนที่เข้ามาขอบีโอไอประมาณ 1.8 ล้านล้านบาท ไตรมาสแรกจีดีพีโต 2.8% ตัวที่โตหลักๆ คือ Investment กับ Export ถามว่าดีที่สุดแล้วหรือยัง ตอบได้ว่ายัง เพราะการส่งออกยังมีจุดที่ต้อง Improve อย่างแรกเพราะการส่งออกยังกระจุกอยู่ในตลาดใหญ่ 2 ประเทศ คือ สหรัฐ ประมาณ 20% และจีนอีกกว่า 10% รวมกันประมาณ 1 ใน 3 ของการส่งออกที่ไทยพึ่งพา ซึ่งเป็น 2 ประเทศที่มีความเห็นหรือท่าทีตรงกันข้ามกัน ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศหนึ่งย่อมกระทบไทย เราจึงต้องหา Third Market ให้ใหญ่ขึ้นมาเทียบทานได้ ไม่ใช่ลดสหรัฐหรือจีน แต่ต้องเพิ่มตลาดอื่น เช่น อียู ตะวันออกกลาง

อีกมิติ คือ เรื่องผู้ประกอบการ ไทยมีผู้ประกอบการที่จดทะเบียนส่งออกประมาณ 30,000 ราย ในส่วนนี้เป็นรายเล็กกว่า 22,000 ราย ที่เหลือ 7,000 กว่าเป็นรายใหญ่ แต่แง่มูลค่าส่งออก รายใหญ่ครองสัดส่วนเกือบ 90% รายเล็กแค่ 12% ฉะนั้นต่อให้จีดีพีโต 2.8% ต่อให้ส่งออกดี คนก็ยังรู้สึกว่าเขายังจน ยังไม่มีเงินในกระเป๋า เพราะผลประโยชน์มันไม่ได้กระจายลงไปถึงคนส่วนใหญ่ของประเทศ

เศรษฐกิจบ้านเราเป็นเค้กที่โตไม่เท่ากัน คนรวยก็รวยมาก บริษัทใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์โตเป็น 10% ก็แยะ แต่คนตัวกลาง ตัวเล็ก ไมโครเอสเอ็มอี รายย่อย เกษตรกร บางส่วนยังติดลบ แม้จีดีพีบวก 2.8% ไม่ได้แปลว่าทุกคนดีขึ้น แต่จีดีพีที่โตก็ดีกว่าไม่โต เพราะถ้าไม่โต ภาษีก็เก็บไม่ได้ รัฐก็ไม่มีเงินไปทำเรื่องอื่น สิ่งที่รัฐบาลควรเน้นมาก คือ ดูแลคนตรงกลาง คนตัวเล็กตัวน้อย เกษตรกร อย่างภาคเกษตร ไทยมีแรงงานในภาคเกษตรกว่า 30% หรือ 1 ใน 3 ของแรงงานรวม แต่สร้างรายได้ให้ประเทศเพียง 8% ถ้าเราแก้ตรงนี้ได้ ทำให้เกษตรกรกว่า 30% สร้างรายได้มากกว่า 8% ได้ จะช่วยคนจำนวนมาก ส่วนเรื่องส่งออกดี แต่ยังขาดดุล เพราะนำเข้ามากกว่าส่งออก ซึ่งขาดดุลจากน้ำมันราคาสูงและวัตถุดิบเพื่อผลิตส่งออก สิ่งที่ต้องแก้คือทำให้ผู้ประกอบการไทยเข้มแข็งขึ้น เพิ่ม Local Content ให้มากขึ้น ไม่ใช่นำเข้ามาแล้วส่งออกไปโดยได้มูลค่าเพิ่มนิดเดียว ต้องทำให้มูลค่าในประเทศเพิ่มขึ้น

ขณะที่เรื่องกลไกปกป้องการบริโภคภายในประเทศ ทั้งเรื่องนอมินี สินค้านำเข้าด้อยคุณภาพ และกฎหมายต่างๆ ช่วงที่ผ่านมาเรามีการทำ MOU กับ 23 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามสินค้าด้อยคุณภาพและ
นอมินี โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเป็นหัวหอก บางคนมองว่าเซ็น MOU แค่พิธี แต่จริงๆ ก่อนเซ็นเราทำงานล่วงหน้ากันมาแล้ว มั่นใจว่าทำจริงและทำอะไรไปแล้วบ้าง สิ่งที่กระทรวงพาณิชย์พยายามทำ อาจไม่ใช่วิธีปกติของนักการเมืองหรือของคนทั่วไป เพราะเราพยายามป้องกันก่อนปัญหาเกิด ถ้าปัญหาไม่เกิด คนก็ไม่รู้สึกอะไร เพราะชีวิตปกติ แต่ถ้าปล่อยให้ปัญหาเกิดแล้วค่อยไปแก้ คนจะเห็นภาพว่าเราเป็นคนเข้าไปช่วยเป็นฮีโร่ แต่พาณิชย์ไม่อยากให้ปัญหาเกิด ตัวอย่างเช่นเรื่องการจดทะเบียนบริษัท กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเชื่อมข้อมูลกับหน่วยงานอื่น ก่อนรับจดทะเบียนบริษัท ถ้าคนที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมายื่นขอจดทะเบียนบริษัท ก็ต้องถามว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะถ้าเขาถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แปลว่าเขาควรเป็นผู้มีรายได้น้อย แล้วทำไมมาจดทะเบียนบริษัทได้ อาจเป็นไปได้ว่าเขาไม่ได้จนจริง หรืออาจถูกมิจฉาชีพหลอกมาใช้ชื่อเป็นนอมินี พอเราถาม ส่วนมากก็หายไปแทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์

อีกเรื่องคือบัญชีม้า เรามีข้อมูลบัญชีม้าประมาณ 98,000 ราย และมีนิติบุคคลในฐานข้อมูลกรมพัฒนาธุรกิจการค้าประมาณ 980,000 บริษัท เราก็นำข้อมูลมาดูว่ามีกรรมการบริษัทคนใดอยู่ในรายชื่อบัญชีม้าหรือไม่ ถ้ามีก็ไม่ให้จดทะเบียน และส่งข้อมูลไปให้ต้นทางดำเนินการ

เรายังตรวจสอบต่อกับข้อมูลผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกว่า 13 ล้านคน ว่ามีใครเป็นกรรมการบริษัทในระบบหรือไม่ ถ้ามีก็ต้องดูว่าเสียภาษีถูกต้องไหม ทำไมยังถือบัตรสวัสดิการอยู่ ตรงนี้ต้องเชื่อมกับสรรพากรด้วย สมัยนี้เราใช้ AI ช่วยดึงข้อมูล ไม่จำเป็นต้องเอาข้อมูลทั้งหมดไปรวมใน Warehouse เดียวกันเหมือนเดิม แค่หน่วยงานต่างๆ ยอมให้เราเชื่อมดูข้อมูล ก็เขียนโปรแกรมไปดึงและเชื่อมโยงได้ นี่คือการทำงานแบบบูรณาการจริงๆ เพื่อไม่ให้ปัญหาเกิด

เรื่องทุเรียนเป็นอีกตัวอย่างที่เราพยายามทำก่อนปัญหาเกิด ตั้งแต่ต้นปีเราเห็นข้อมูลจากกรมวิชาการเกษตรว่าผลผลิตทุเรียนปีนี้จะมากกว่าปีก่อนประมาณ 30% คาดว่าจะมีผลผลิตจำนวนมาก ถ้าคิดเฉลี่ยลูกละประมาณ 2 กิโลกรัม ก็เป็นพันกว่าล้านลูก ซึ่งเยอะมากในประเทศเราบริโภคได้ประมาณ 300,000-400,000 ตัน ที่เหลือต้องส่งออก และปกติทุเรียนไทยส่งออกเป็นผลสดเป็นหลัก ตลาดหลักคือจีน โดยเฉพาะจีนฝั่งตะวันออกที่มีกำลังซื้อสูง ปัญหาคือทุเรียนไทยต้องส่งผ่านลาวและเวียดนาม ขณะที่เวียดนามเป็นคู่แข่งสำคัญด้านทุเรียน ถ้าเวียดนามดักทุเรียนไทยไว้ที่ด่านสัก 1-2 อาทิตย์ เราก็แย่ เพราะทุเรียนเป็นสินค้าสด ถ้าแตกในตู้คอนเทนเนอร์ ลูกอื่นก็เสียไปด้วย กระทรวงพาณิชย์จึงส่งทีมกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศไปเคลียร์หน้าด่านกับเวียดนามล่วงหน้า เพื่อ Facilitate ให้ทุเรียนไทยผ่านได้ และนอกจากจีนฝั่งตะวันออก เราก็เริ่มทำตลาดจีนฝั่งตะวันตก เช่น คุนหมิง ซึ่งเป็นตลาดที่เราไม่เคยทำมาก่อน ปีนี้เรารู้ด้วยว่าทุเรียนจะมีไซซ์เล็กเยอะ เพราะแล้ง ลูกอาจเล็ก ถ้าขายตลาดพรีเมียมไม่ได้ เราก็ต้องหาตลาดที่รับไซซ์เล็กหรือไซซ์คละได้ จึงต้องทำตลาดล่วงหน้า

เดือนเมษายนเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่สินค้าเกษตรกลับมาบวก 17.9% ทุเรียนบวก 109.5% เงาะก็โต สินค้าอื่นก็โตด้วย เรารู้สึกดีใจ เพราะพยายามช่วยเกษตรกรมา 3-4 เดือน แต่ก็มีคนวิจารณ์ว่า เดือนมีนาคมยังไม่มีทุเรียน เดือนเมษายนมีทุเรียนก็ต้องโตสิ ดิฉันก็บอกว่า ตัวเลขส่งออกที่รายงานเป็นการเทียบปีต่อปี คือเมษายนปีนี้เทียบกับเมษายนปีก่อน ไม่ใช่เทียบกับมีนาคม ผลที่สำคัญคือชาวสวนแฮปปี้ อย่างตอนนี้ชาวสวนทางใต้เริ่มมีปัญหาที่ชุมพร เราเห็นอาการก็รีบเอาล้งไปช่วยซื้อ ไปซื้อนำตลาด ทำให้สถานการณ์เบาลง แต่เรื่องพวกนี้ คนอาจไม่เห็น เพราะถ้าไม่มีปัญหาเกิด คนก็คิดว่าเป็นเรื่องปกติ ทั้งที่เราทำงานป้องกันล่วงหน้า อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เราทำเรื่องทุเรียนหรือผลไม้หลายอย่างยังเป็นการแก้ปลายทาง คือการตลาด การเปิดตลาด การซื้อนำตลาด แต่จริงๆ ต้องแก้ตั้งแต่ต้นทางด้วย เช่น พันธุ์ การผลิต คุณภาพ และการแปรรูป

⦁คลัสเตอร์ 6 เดือนข้างหน้าต้องมอนิเตอร์อะไร

ต้องมอนิเตอร์ความคืบหน้าของแต่ละเรื่อง เช่น เรื่องสินค้าเกษตร ภายในไม่กี่เดือนนี้ต้องมีโมเดลออกมาให้ได้ ว่าจะเลือกพื้นที่เป้าหมายตรงไหน ผลิตภัณฑ์อะไร กระบวนการเป็นอย่างไร ต้องใช้งบประมาณหรือไม่ ซึ่งจะผนวกกับงบประมาณปี 2570 ด้วย บางส่วนอาจใช้งบเพื่อการศึกษา หรือดูโมเดลก่อน โดยเป็นความร่วมมือหลายกระทรวง ไม่ใช่แค่พาณิชย์ มีทั้งกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวง อว. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และอีกหลายส่วนงาน เพราะเรื่องแปรรูป เรื่องมาตรฐาน เรื่องตลาด มันเกี่ยวข้องกันหมด

การเฝ้าระวังนั้น ต้องดูทุกตัวที่เป็นพืชเศรษฐกิจ เรามีปฏิทินพืชผลอยู่แล้ว ซึ่งจะรู้ว่าเมื่อไหร่สินค้าไหนจะออก ต้องมีมาตรการดูแล โดยเฉพาะกลุ่มพืชเศรษฐกิจสำคัญๆ อย่าง ข้าวเป็นสินค้าส่งออกสำคัญมาตั้งแต่ในอดีต แต่ตอนนี้ผลไม้มีศักยภาพสูงมากขึ้น อย่างทุเรียนปีก่อนส่งออกมูลค่าประมาณ 1.4 แสนล้านบาท ปี 2569 นี้ เราตั้งเป้าประมาณ 1.7-1.8 แสนล้านบาท รวมผลไม้อื่น เช่น มังคุด ลำไย ยิ่งเห็นว่าผลไม้มี Potential สูงมาก แต่ปัญหาคือเรายังจัดการกลางน้ำไม่ได้ ว่าจะยืดอายุอย่างไร แปรรูปอย่างไร ทำตลาดสินค้า Processed อย่างไร ไม่ใช่ขายสดอย่างเดียว

ดัชนีชี้วัดผลงาน (เคพีไอ) คือ ความเป็นอยู่ของเกษตรกรที่ดีขึ้น เราต้องรู้ว่าต้นทุนของเขาคืออะไร แล้วทำให้ราคาสินค้าอยู่เหนือหรือต้องคุ้มกับต้นทุน ถ้าต้นทุนไม่เกินราคาที่ขายได้ เกษตรกรอยู่ได้ นั่นคือเป้าหมาย และถ้าดีขึ้นกว่านั้นก็ยิ่งดี ต้นทางต้องทำโซนนิ่ง ไม่ใช่พอเห็นทุเรียนดี ทุกคนปลูกทุเรียนหมด ปีนี้ราคาดี ปีหน้าทุเรียนจะเยอะกว่านี้อีก ดังนั้นต้องดูว่าพื้นที่ไหนเหมาะกับว่าปลูกอะไรและเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) มั้ย พื้นที่ไหนควรปลูกอะไร กลางน้ำก็ต้องดูเรื่องการรวบรวม คัดแยก จัดเก็บ ขนส่ง ยกตัวอย่างข้าว เรามีคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ดูแล ตอนนี้ตั้งเป้าเข้าไปดูอย่างน้อย 200 ชุมชน ว่าแต่ละชุมชนขาดอะไร เช่น เครื่องสี เครื่องแพคสุญญากาศ เครื่องวัดความชื้น หรือไม่ได้ขาดเครื่องมือแต่อยากให้ช่วยทำแบรนดิ้ง ทำ Story ทำ Business Matching เรามีโครงการข้าวประณีต ไม่ได้หมายถึงพันธุ์ข้าวอะไร แต่หมายถึงการดูแลตั้งแต่ต้นน้ำให้ดี มี Story ของตัวเอง เช่น Low Carbon ข้าวรักษ์โลก ข้าวสุขภาพ ปลูกในน้ำแร่ หรือเรื่องเล่าอื่นๆ แล้วเราช่วยทำตลาดให้ จับคู่กับร้านอาหารหรือผู้ซื้อ เช่น ร้านอาหาร แบรนด์ต่างๆ ให้มาซื้อจากชุมชนโดยตรง โดยมี นบข.เป็นเจ้าภาพ และพาณิชย์จังหวัดกับเกษตรจังหวัด ช่วยกันชี้เป้า
ว่าชุมชนไหนพร้อมหรือขาดอะไร

กรณีมะพร้าว มีคนร้องเรียนว่าล้งกดราคา เราจึงพูดเรื่องล้งชุมชน ซึ่งไม่ได้หมายความว่าพาณิชย์เอาเงินไปตั้งล้งเอง เพราะรัฐทำล้งเองไม่ได้ และไม่ควรบิดเบือนตลาด สิ่งที่เราทำคือทำหนึ่งตัวอย่างให้ชุมชนที่พร้อม ช่วยเขาเรื่องความรู้ เครื่องมือ การคัดแยก คุณภาพ มาตรฐาน และตลาด เพื่อให้เขารวบรวมผลผลิตเองได้บางส่วน ต้องเรียนว่าล้งไม่ใช่คนไม่ดีทั้งหมด ล้งถูกต้องมีเยอะ เขาต้องรับผิดชอบทั้งค่าขนส่ง ความเสียหาย ประกัน ความเสี่ยงตลาด ไม่ใช่เห็นว่าซื้อหน้าสวน 15 บาท แล้วขายปลายทาง 40-50 บาท แล้วสรุปว่าเขากำไรเกินควร ต้องดูต้นทุนของเขาด้วย

ถ้าล้งทำผิดกฎหมาย ทำผิดกติกา เป็นนอมินี หรือกดราคาเกินเหตุ ก็ต้องจับ ต้องจัดการ แต่ถ้าทำถูกต้อง เขาก็คือส่วนหนึ่งของระบบตลาด

⦁การค้าระหว่างประเทศ 6 เดือนข้างหน้า

อียูต้องมีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ กำลังเจรจารอบที่ 9 ในเดือนมิถุนายนนี้ ส่วนเรื่องอื่นๆ เช่น อาเซียน มีการปรับปรุงรายการสินค้าและข้อมูลระหว่างกัน ต้องติดตามให้มีผลบังคับใช้ เพราะไทยได้ประโยชน์จากตรงนี้

⦁อุปสรรคช่วงฤดูโยกย้ายอีก 2-3 เดือนข้างหน้า

ทุกอย่างมีบริบทของมัน ทูตพาณิชย์ได้รับโจทย์ใหม่ว่าการค้าไม่เหมือนเดิมแล้ว ต้องเน้นผลักดันภาคบริการด้วย เช่น อาหาร Wellness Medical การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ เรื่องเหล่านี้ทูตพาณิชย์ต้องช่วยกระจายเนื้อหา ช่วยขายภาพใหม่ของไทย เช่นเดียวกับพาณิชย์จังหวัดต้องปรับต้องใช้เทคโนโลยี เช่น เรื่องข้าวต้องใช้ Dashboard ให้รู้ว่าอุปสงค์ในแต่ละพื้นที่ เพื่อแก้ก่อนเกิดเหตุ นี่คือวิธีทำงานของเรา ส่วนองค์การคลังสินค้า (อคส.) ก็ต้องปรับเหมือนกัน ตอนนี้ผู้อำนวยการลาออกกำลังหาคนใหม่ แต่เชิงวิธีการ อคส. ต้องมีบทบาทซื้อนำตลาดที่ Active มากขึ้น และต้องซื้อแล้วขายได้ทันที ซึ่งเรามีกลไก ไทยช่วยไทยพลัส ไปรษณีย์ไทย เป็นช่องทางกระจายสินค้า หรือกุ้งที่มาเลเซียห้ามนำเข้า กระทรวงพาณิชย์จะช่วยระบายเข้าห้างหรือร้านรับไทยช่วยไทยพลัส ส่วนทูตพาณิชย์หาตลาดอื่นๆ อาจใช้เวลา 2-3 สัปดาห์ หลายเรื่องพาณิชย์เป็นปลายทาง ปัญหาเกิดจากต้นทางหรือจากประเทศคู่ค้า แต่สุดท้ายผลผลิตกระทบเกษตรกรหรือผู้ประกอบการ พาณิชย์ต้องเข้าไปช่วยระบาย แล้วคนก็มักมองว่าพาณิชย์ต้องรับผิดชอบทั้งหมด ทั้งที่ต้นเหตุไม่ได้อยู่ที่พาณิชย์ทั้งหมด

⦁แนวทางแก้ต่างมาตรา 301 ของสหรัฐ

เรื่อง 301 สหรัฐประกาศประเด็น Forced Labor หรือแรงงานบังคับ แบ่งประเทศออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่ม 1 เจอภาษี 10% กับ 14 ประเทศ อีกกลุ่มเก็บ 12.5% รวมถึงไทย ต้องอธิบายก่อนว่า เขาไม่ได้บอกว่าไทยมีปัญหา Forced Labor โดยตรง แต่เขาบอกว่าไทยยังไม่มีกฎหมายในการควบคุมหรือห้ามนำเข้าสินค้าจากประเทศที่สามที่อาจมีปัญหา Forced Labor ตอนที่เราไป Technical Consultation เราส่งข้อมูลไปว่าเราไม่ได้มีการนำเข้าสินค้าจากประเทศที่มีปัญหา Forced Labor แต่สิ่งที่เขาตีมาคือ เรายังไม่มีกฎหมายห้ามนำเข้า ขณะที่ 14 ประเทศเจอภาษี 10% มีบางประเทศที่มีกฎหมายแบบนี้ แต่บางประเทศในกลุ่ม 10% ที่ไม่ได้มีกฎหมายห้ามนำเข้าเหมือนกัน แต่เขาได้ 10% เพราะไปเซ็น ART กับสหรัฐแล้ว เหมือนเขาตกลงอยู่ในมาตรฐานของสหรัฐไปแล้ว เรื่องนี้กระทรวงแรงงานกำลังดูแล มีประเด็นหลัก 2 เรื่อง คือ 1.กระทรวงแรงงานจะเสนอแผนการดำเนินงานในการพัฒนาและเสริมสร้างการป้องกันการนำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับ รวมถึงพิจารณาแนวทางกฎหมาย และระบบกำกับดูแลตรวจสอบให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และ 2.จะเดินหน้าหารือกับสหรัฐอย่างใกล้ชิดเรื่องการป้องกันแรงงานบังคับในห่วงโซ่อุปทาน จากนี้ กระทรวงแรงงานต้องไปพิจารณาแนวทางกฎหมายและมาตรการกำกับดูแล คือทำให้มีสิ่งที่เรายังไม่มีในระบบ แต่ต้นเรื่องคือกระทรวงแรงงาน ส่วนกระทรวงพาณิชย์ เป็นหน่วยเจรจา เรามีหน้าที่รวบรวมข้อมูลจากกระทรวงต่างๆ มาเป็น Position ของประเทศ แล้วเอาไปเจรจา อธิบายให้เขาฟัง เราไม่ได้เป็นคนออกกฎหมายแรงงาน แต่เราต้องไปอธิบายและเจรจาให้

เราถูกสอบสวน 2 เรื่อง เรื่องแรกคือ Forced Labor อีกเรื่องคือ Excess Capacity หรือกำลังการผลิตส่วนเกิน เรื่องหลังยังไม่ประกาศผลออกมา แต่คาดว่าจะตามมา ภาพเดิมคือไทยอยู่ที่อัตรา 19% ที่เคยตกลงไว้กับสหรัฐ แต่มีเงื่อนไขว่าเราต้องตกลง ART ให้ได้ ถ้าตกลง ART ได้ เราจึงจะได้ 19% จริงๆ แต่ถ้าตกลงไม่ได้ อาจกลับไปที่ 36% ต่อมาเมื่อเดิมมันเดินไม่ได้ สหรัฐจึงใช้มาตรา 122 ชั่วคราว เก็บ 10% ไว้ก่อน ซึ่งมาตรา 122 ใช้ได้ถึงวันที่ 24 กรกฎาคม ตอนนี้เหมือนไทยยังได้ส่วนต่างอยู่ 9% เมื่อเทียบกับ 19% แต่เขาบอกชัดว่าต้องคุย ART ให้จบ ถ้าคุยไม่จบก็เจอแน่

จากนั้นเขาก็ออกมาตรการ 301 ซึ่งเป็นการ Stack เพิ่ม ตอนนี้ Forced Labor ของไทยอยู่ที่ 12.5% แต่เป็น Preliminary เรายังมีสิทธิชี้แจงได้ ถ้ากระทรวงแรงงานมีแผนชัดเจนว่ามุ่งมั่นจะออกกฎหมายหรือมาตรการภายในเมื่อไหร่ เขาอาจพิจารณาให้กลับไปที่ 10% ได้ ส่วน Excess Capacity ถ้าออกมาอีก สมมุติว่าเป็น 15% แล้วเอามา Stack กับ 12.5% จะยิ่งเกินระดับ 19% ไปอีก ตรงนี้จึงเป็นสัญญาณว่าเขาต้องการให้เรากลับไปเจรจา ART กับเขา เราตั้งใจจะคุยเรื่อง ART ให้มีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญภายในสิ้นเดือนมิถุนายนนี้ ก่อนที่มาตรา 122 จะหมดอายุวันที่ 24 กรกฎาคม ถ้า ART มีความคืบหน้า เรายังมีโอกาสอยู่ในกลุ่มที่พอมีทางรอด ไม่ให้ภาษี Stack แล้วสูงเกินไป เพราะตอนนี้มีหลายเรื่องที่ยังค้างอยู่ ต้องเร่งคุยให้จบหรือให้คืบหน้ามากที่สุด