ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจโลกในยุคปัจจุบันที่เศรษฐกิจโลกในระยะนี้ขยายตัวในอัตราที่ชะลอตัวลง ควบคู่ไปกับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้นอย่างก้าวกระโดด เช่น มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ของสหภาพยุโรป และการบังคับใช้เกณฑ์การตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานอย่างเข้มงวด (Due Diligence) ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ “ต้นทุนความยั่งยืน” (Sustainability Costs) ของผู้ประกอบการพุ่งสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สำหรับภาคอุตสาหกรรมไทย ซึ่งส่วนใหญ่ยังพึ่งพาการผลิตในรูปแบบดั้งเดิม (Original Equipment Manufacturer: OEM) และมีการใช้ทรัพยากรเข้มข้น แรงกดดันรอบทิศนี้ทำให้เกิดภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ในด้านหนึ่งโรงงานต้องเผชิญกับราคาพลังงานและวัตถุดิบที่ผันผวน แต่อีกด้านหนึ่งกลับไม่สามารถปรับราคาขายสินค้าขึ้นได้เนื่องจากการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดโลก
สภาวะเช่นนี้บีบคั้นให้โรงงานบางกลุ่ม โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) รวมถึงโรงงานรีไซเคิลที่ไม่ได้มาตรฐาน เลือกที่จะลดต้นทุนในส่วนที่คิดว่าตรวจสอบยาก นั่นคือระบบบำบัดและกำจัดของเสียจากกระบวนการผลิต
พรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ให้ข้อมูลว่า ประเทศไทยมีปริมาณกากอุตสาหกรรม ทั้งประเภทที่ไม่เป็นอันตรายและกากอันตรายเกิดขึ้นรวมกันมากกว่าหลายสิบล้านตันต่อปี ตามกฎหมายและหลักการสากล กากของเสียเหล่านี้จะต้องถูกติดตามผ่านระบบเอกสารหรือระบบอิเล็กทรอนิกส์ (Manifest System) ตั้งแต่ต้นทางคือโรงงานผู้ก่อกำเนิด ผ่านผู้ขนส่ง ไปจนถึงปลายทางคือโรงงานบำบัดและกำจัด
ทว่าในความเป็นจริง ข้อมูลจากการตรวจสอบของ กรอ.พบ “ส่วนต่าง” ของปริมาณกากอุตสาหกรรมที่สูญหายไปจากระบบจำนวนมหาศาลในแต่ละปี สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงขบวนการลักลอบจัดการขยะพิษที่มีความซับซ้อนและเป็นระบบมากขึ้นเรื่อยๆ โดยสามารถแบ่งรูปแบบความผิดปกติออกเป็นหลายลักษณะ เช่น
1.ขบวนการสวมสิทธิและใบอนุญาตบังหน้า : การตั้งโรงงานรีไซเคิลหรือโรงงานคัดแยกขยะเถื่อน โดยใช้ใบอนุญาตประเภทประกอบกิจการรับทำการบำบัดหรือกักเก็บเป็นฉากบังหน้า แต่แท้จริงแล้วกลับไม่มีกระบวนการบำบัดจริง มีเพียงการนำของเสียมากองสุมหรือฝังกลบอย่างมักง่ายเพื่อรับเงินค่ากำจัด
2.การเช่าโกดังร้างเพื่อซุกซ่อนสารเคมี : ขบวนการนายหน้าจะทำการเช่าอาคารพานิชย์หรือโกดังร้างในพื้นที่ห่างไกลชุมชน จากนั้นจะระดมขนย้ายถังสารเคมีอันตราย เช่น ตัวทำละลายอินทรีย์ กากกรด หรือน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้ว มาทิ้งไว้จนเต็มโกดัง ก่อนจะละทิ้งสถานที่และขาดการติดต่อ ทิ้งภาระให้เจ้าของที่ดินและรัฐบาลต้องแบกรับ
3.การลักลอบเทกองและฝังกลบในที่ดินส่วนบุคคล : การจ้างวานรถบรรทุกให้นำกากของเสียอันตรายและเศษอิเล็กทรอนิกส์ที่แอบนำเข้าอย่างผิดกฎหมาย ไปแอบฝังกลบในพื้นที่เกษตรกรรม ที่ดินรกร้าง หรือพื้นที่ห่างไกลในยามวิกาล เพื่อหลีกเลี่ยงการจับกุมของเจ้าหน้าที่
สาเหตุสำคัญที่ทำให้ปัญหานี้ยังคงเติบโตเป็นเงาตามตัวไปกับภาคอุตสาหกรรม คือ ผลประโยชน์ส่วนต่างด้านราคาที่สูงมาก ต้นทุนการกำจัดกากสารเคมีอย่างถูกต้องตามมาตรฐานอุตสาหกรรมอาจสูงถึงหลักพันหรือหลักหมื่นบาทต่อตัน แต่หากส่งให้ขบวนการลักลอบทิ้ง โรงงานต้นทางอาจเสียค่าใช้จ่ายเพียงไม่กี่ร้อยบาทต่อตัน ช่องว่างด้านราคานี้จึงกลายเป็นสิ่งล่อใจให้เกิดการละเมิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง
การจัดการกากอุตสาหกรรมที่ไม่ถูกต้องและการลักลอบทิ้งสารเคมีอันตราย ไม่ได้สร้างความเสียหายทางกายภาพต่อพื้นที่ที่เกิดเหตุเท่านั้น แต่ส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ลุกลามไปทำลายรากฐานทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในอย่างน้อย 4 มิติ ได้แก่
1.ต้นทุนการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมที่ตกเป็นของภาษีประชาชน : เมื่อเกิดเหตุลักลอบทิ้งกากพิษ ภาครัฐจำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณแผ่นดินจำนวนหลายสิบหรือหลายร้อยล้านบาทต่อหนึ่งพื้นที่ เพื่อนำมาใช้ในการขนย้ายสารเคมีและบำบัดฟื้นฟูดินและน้ำที่ปนเปื้อน เม็ดเงินเหล่านี้แทนที่จะถูกนำไปใช้ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ หรือส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต กลับต้องสูญเสียไปกับการตามเช็ดล้างผลกระทบที่เกิดจากความเห็นแก่ตัวของกลุ่มทุนบางกลุ่ม
2.ภาระผูกพันด้านสาธารณสุขและต้นทุนทางสังคม : ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ปนเปื้อนต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพทั้งแบบเฉียบพลันจากการสูดดมสารระเหย และแบบเรื้อรังจากการบริโภคน้ำและอาหารที่มีสารพิษสะสม สิ่งนี้แปรเปลี่ยนเป็นภาระค่าใช้จ่ายด้านการแพทย์ของรัฐบาล และบั่นทอนกำลังการผลิตของประชากรในวัยแรงงาน
3.วิกฤตการณ์ความปลอดภัยด้านอาหารและภาคเกษตรกรรม : เมื่อกากอุตสาหกรรมจำพวกโลหะหนัก หรือสารเคมีระเหยง่ายถูกฝังกลบหรือเททิ้งอย่างไม่ถูกต้อง สารพิษเหล่านี้จะชะล้างและรั่วซึมลงสู่ชั้นน้ำบาดาลรวมถึงแหล่งน้ำผิวดินที่ชุมชนใช้ร่วมกัน ทำให้เกิดการสะสมของสารพิษในห่วงโซ่อาหาร ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความเชื่อมั่นด้าน “อาหารปลอดภัย” (Food Safety) ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมส่งออกหลักที่สร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศไทย
4.การสูญเสียขีดความสามารถในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (FDI) : ในยุคที่ทุนข้ามชาติพิจารณาความพร้อมของประเทศเป้าหมายจากโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวและความโปร่งใส การที่ประเทศไทยมีข่าวคราวการลักลอบ
ทิ้งขยะพิษระดับวิกฤตบ่อยครั้ง ย่อมส่งผลลบต่อภาพลักษณ์ในเวทีสากลอย่างรุนแรง นักลงทุนคุณภาพสูงที่มีมาตรฐาน ESG เข้มงวด อาจมองว่าประเทศไทยเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงด้านการกำกับดูแลสิ่งแวดล้อม และเลือกที่จะย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศคู่แข่งที่มีระบบการจัดการที่โปร่งใสและปลอดภัยกว่า
อธิบดีพรยศระบุด้วยว่า การแก้ปัญหากากอุตสาหกรรมท่ามกลางแรงกดดันของเศรษฐกิจโลก ไม่สามารถทำได้ด้วยวิธีการเดิมๆ หรือการไล่จับกุมเป็นรายกรณีได้อีกต่อไป แต่จำเป็นต้องมีการปฏิรูปเชิงนโยบายและการบังคับใช้กฎหมายอย่างบูรณาการ ผ่านแนวทางสำคัญ 4 ประการที่ กรอ.กำลังเร่งรัดดำเนินการ ดังนี้
1.ยกระดับกฎหมายและการบังคับใช้หลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (PPP) กรอ.ได้เร่งปรับปรุงพระราชบัญญัติโรงงานและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยเพิ่มบทลงโทษทางอาญาและทางแพ่งขั้นรุนแรง เพื่อให้ต้นทุนของการทำผิดกฎหมายสูงกว่าต้นทุนการทำถูกกฎหมายอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ จะบังคับใช้หลักการ “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” (Polluter Pays Principle: PPP) อย่างเคร่งครัด โดยกำหนดให้โรงงานผู้ก่อกำเนิดกากต้องมีส่วนรับผิดชอบร่วมในทางกฎหมายและทางแพ่งต่อขยะพิษของตน จนกว่าจะได้รับการทำลายอย่างเสร็จสิ้นสมบูรณ์ ไม่สามารถผลักภาระให้ผู้ขนส่งหรือผู้รับกำจัดเพียงฝ่ายเดียวได้
2.ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการกำกับดูแล (Digital Traceability) กรอ.มีการนำระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการวิเคราะห์พฤติกรรมการผลิตและการแจ้งปริมาณกากขยะของโรงงานแต่ละประเภท ควบคู่ไปกับการบังคับติดตั้งระบบติดตาม (GPS Tracking) และกล้องวงจรปิดที่เชื่อมโยงกับศูนย์ควบคุมบนรถขนส่งวัตถุอันตรายทุกคัน ซึ่งจะช่วยป้องกันการนำกากขยะไปเททิ้งระหว่างทางได้อย่างเบ็ดเสร็จ
3.กรอ.เร่งขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เปลี่ยนมุมมองที่มีต่อ “กากของเสีย” จากสิ่งที่เป็นภาระให้กลายเป็น “ทรัพยากรที่มีมูลค่า” โดย กรอ.จะให้สิทธิประโยชน์และการสนับสนุนแก่โรงงานที่ปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตเพื่อลดการเกิดของเสียตั้งแต่ต้นทาง (Waste Minimization) และส่งเสริมอุตสาหกรรม Symbiosis หรือการพึ่งพาอาศัยกันระหว่างโรงงาน โดยนำของเสียจากโรงงานหนึ่งไปใช้เป็นวัตถุดิบทดแทน (Secondary Raw Materials) ของอีกโรงงานหนึ่ง ซึ่งนอกจากจะช่วยลดปริมาณขยะแล้ว ยังช่วยลดต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบของผู้ประกอบการในภาวะเศรษฐกิจผันผวนได้อีกด้วย
4.สร้างเครือข่ายภาคประชาชนและการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส เปิดโอกาสให้ชุมชนและภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการเป็นหูเป็นตา ผ่านการเข้าถึงข้อมูลการขออนุญาตและการเคลื่อนย้ายกากอุตสาหกรรมอย่างโปร่งใส พร้อมทั้งจัดตั้งระบบการคุ้มครองและให้รางวัลแก่ผู้แจ้งเบาะแส (Whistleblower) เพื่อทำลายเครือข่ายอิทธิพลท้องถิ่นที่ให้การช่วยเหลือขบวนการลักลอบทิ้งกากพิษอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
“ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกที่มุ่งหน้าสู่ความยั่งยืน ภาคอุตสาหกรรมไทยไม่อาจเติบโตและอยู่รอดได้ด้วยการใช้โมเดลธุรกิจแบบเดิมที่เน้นผลกำไรระยะสั้นโดยละเลยต้นทุนทางสิ่งแวดล้อม ปัญหาการจัดการกากอุตสาหกรรมอย่างไม่ถูกต้องและการลักลอบทิ้งขยะพิษ ไม่ใช่เพียงแค่ปัญหามลพิษทางกายภาพ แต่คือ บททดสอบสำคัญด้านธรรมาภิบาลและความสามารถในการแข่งขันในเวทีสากลของประเทศไทย”
กรอ.มุ่งแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจังและเด็ดขาด ไม่เพียงแค่เพื่อช่วยปกป้องฐานทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพของประชาชนไทยให้ปลอดภัยเท่านั้น แต่ยังเป็นการปรับโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมไทยให้ยืดหยุ่น มีศักดิ์ศรี และพร้อมที่จะก้าวขึ้นเป็นฟันเฟืองสีเขียวที่ทรงคุณค่าในห่วงโซ่อุปทานโลกยุคใหม่อย่างยั่งยืนแท้จริง” อธิบดีพรยศกล่าวทิ้งท้าย

