จุดเริ่มต้นของภาคการท่องเที่ยวไทยก่อนจะกลายมาเป็นเครื่องยนต์หลักที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศ เกิดขึ้นช่วงปี 2503 รัฐบาลในยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่เล็งเห็นความสำคัญของการสร้างรายได้เข้าประเทศ จึงจัดตั้งองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (อ.ส.ท.) เพื่อทำการโฆษณาประเทศไทยในต่างประเทศอย่างจริงจัง ควบคู่ไปกับการขยายโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ การสร้างทางหลวง และการเติบโตของการบินพาณิชย์ ก่อนที่ปัจจุบันองค์กรดังกล่าวจะถูกเปลี่ยนให้เป็นการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่มีพันธกิจมุ่งเน้นการเป็นผู้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เพื่อสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ทรงคุณค่าและยั่งยืน จนเห็นภาคการท่องเที่ยวไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด และร้อนแรงสู่จุดสูงสุดเมื่อปี 2562 ที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวไทยกว่า 40 ล้านคนสร้างรายได้จากตลาดต่างชาติ 1.9 ล้านล้านบาท และหากรวมตลาดไทยเที่ยวไทย จะทำรายได้ไปแตะที่ระดับ 3 ล้านล้านบาท
ไม่ว่าอะไรก็ตามย่อมร่วงโรยไปตามกาลเวลา ไม่เว้นแม้แต่ภาคการท่องเที่ยวที่ไม่ได้มีร่างกายให้จับต้องได้แบบเป็นรูปธรรม แต่ถือเป็นนามธรรมที่สามารถวัดผลได้จริงผ่านการเดินทาง การใช้จ่าย และประสบการณ์ที่ได้รับ โดยภาคการท่องเที่ยวไทยก็เคยมียุคทองเป็นของตัวเอง ขึ้นไปสู่จุดสูงสุดแล้ว ซึ่งคาดการณ์ว่าจะไม่สามารถกลับไปสู่จุดสูงสุดเดิม หรือกลับสู่ยุคทองของตัวเองได้อีกต่อไป
สัดส่วนรายได้ต่อจีดีพีวูบต่อเนื่อง
เหตุผลที่มองว่าเป็นเช่นนั้น สะท้อนจากข้อมูลของเว็บไซต์ visitthailandtoday.com ที่ระบุว่าสัดส่วนรายได้ภาคการท่องเที่ยวปัจจุบันของประเทศไทย ปี 2569 คิดเป็นประมาณ 12% ถึง 14.4% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) โดยข้อมูลสรุปผลการดำเนินงานในปี 2568 ที่ผ่านมา ภาคการท่องเที่ยวสร้างรายได้รวมประมาณ 2.7 ล้านล้านบาท ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 14.4% ของจีดีพี ขณะที่การคาดการณ์และภาพรวมเศรษฐกิจในปี 2569 ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์โลก ภาคการท่องเที่ยวคาดว่ายังคงรักษาเสถียรภาพและครองส่วนแบ่งอยู่ที่ประมาณ 12% ของจีดีพี แต่ถือว่าเป็นการปรับลดลเมื่อเทียบกับช่วงปีก่อนหน้า โดยหากมองย้อนกลับไปในอดีตพบว่า ภาคการท่องเที่ยวไทยเคยเติบโตและกินส่วนแบ่งของจีดีพีได้กว่า 18-20% ซึ่งถือเป็นเม็ดเงินมหาศาลที่กระจายตัวอยู่ในอุตสาหกรรมแวดล้อมตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ซึ่งภาพแบบนั้นคงไม่ได้เห็นอีกแล้วทั้งในปัจจุบัน และอนาคตจากนี้
ข้อมูลจาก ททท.พบว่า ในปี 2569 มีการปรับคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ภายใต้สมมุติฐานว่าสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางจะคลี่คลายภายใน 1-3 เดือน คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 30-34 ล้านคน ลดลง 18% จากเป้าหมายเดิม เนื่องจากมีปัจจัยหลักจากการชะลอตัวของตลาดตะวันออกกลาง ยุโรป และอเมริกา รวมถึงข้อจำกัดด้านเส้นทางบิน และความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก ขณะที่การเดินทางท่องเที่ยวของชาวไทย คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 206 ล้านคน-ครั้ง ลดลง 3% จากเป้าหมาย โดยภาพรวมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยคาดว่าจะสร้างรายได้รวมประมาณ 2.58 ล้านล้านบาท
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความจำเป็นในการปรับกลยุทธ์การตลาดจากการมุ่งเน้นเชิงปริมาณ สู่การสร้างคุณค่า (Value over Volume) โดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มมูลค่าต่อการเดินทาง การพัฒนาสินค้าและประสบการณ์ท่องเที่ยวคุณภาพสูง การสื่อสารภาพลักษณ์ด้านความคุ้มค่า ความปลอดภัย ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทย ภายใต้บริบทเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความเปราะบางอย่างต่อเนื่อง
สารพัดเรื่องลบเกิดถี่ไม่พัก
ในระหว่างที่หน่วยงานด้านการตลาดทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถ ทั้งการจัดแคมเปญกระตุ้นการเดินทาง มหกรรมอีเวนต์เปิดงานขายงานเซลทุกแขนง รวมถึงผนึกกำลังร่วมกับพันธมิตรทั้งในและนอกประเทศแบบ 360 องศา บวกอีก 365 วัน แต่สถานการณ์ดูจะไม่ได้เป็นบวกกับภาคการท่องเที่ยวของไทยมากขึ้นนัก เนื่องจากต้องยอมรับว่านับตั้งแต่โควิด-19 คลายตัวหลังปี 2564 เป็นต้นมา ไทยเกิดเหตุการณ์ที่เป็นปัญหาเฉพาะตัวขึ้นแบบไม่พัก เรียกได้ว่าหัวกระไดไม่เคยแห้งจนแทบเรียงลำดับไม่ถูกว่า ควรแก้ไขปัญหาในเรื่องอะไรก่อนหรือหลังกันแน่
เรื่องใหญ่สุดๆ ที่ส่งผลกระทบจนถึงปัจจุบัน ยังหนีไม่พ้นกรณีการลักพาตัวนักแสดงชาวจีนซิงซิง ที่ถือเป็นเรื่องสะเทือนขวัญไปทั้งประเทศจีน รวมถึงหลายประเทศในเอเชีย เรื่องนี้แพร่กระจายไปทั่วโซเชียลมีเดียของจีนและอินฟลูเอนเซอร์นำไปฉายซ้ำ จนเกิดภาพจำว่าประเทศไทยขาดระบบความปลอดภัยที่รัดกุม เหตุรุนแรงต่อเนื่องจากอดีต ที่มีแผลเป็นขนาดใหญ่ของผลกระทบจากเหตุกราดยิงในห้างสรรพสินค้าใจกลางกรุงเทพฯ ที่เป็นเมืองหลวงของประเทศไทย จนทำให้กราฟนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉพาะจีนลดฮวบลงอย่างน่ากังวล
ภาพลักษณ์เมืองไร้ความปลอดภัย
เคราะห์ซ้ำกรรมซ้ำซัดเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อเกิดเหตุการณ์พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินหญิง (แอร์โฮสเตส) สายการบินไทย ซึ่งถือเป็นสายการบินแห่งชาติของประเทศไทย ได้ลักลอบขนเฮโรอีนน้ำหนักกว่า 1 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 11 ล้านบาท ข้ามประเทศไปยังออสเตรเลีย ก่อนถูกจับกุมที่สนามบินเมลเบิร์น ส่งผลกระทบในเชิงลบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและภาพลักษณ์ระบบการบินของประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการตั้งคำถามถึงระบบการตรวจสอบคัดกรองผู้โดยสารในสนามบินสุวรรณภูมิที่ปล่อยให้ยาเสพติดหลุดรอดไปถึงสนามบินปลายทางได้อย่างไร ตอกย้ำให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยถึงความปลอดภัยของประเทศไทยมากเข้าไปอีก
แม้เหตุการณ์นี้จะไม่ใช่อาชญากรรมที่ทำร้ายนักท่องเที่ยวในประเทศโดยตรง แต่การที่ระบบเอกซเรย์ฝั่งไทยปล่อยให้สัมภาระที่มีการซุกซ่อนหลุดรอดไปถึงปลายทางได้ ทำให้เกิดการตั้งคำถามในเวทีโลกเกี่ยวกับระบบตรวจสอบและความปลอดภัยเชิงโครงสร้างของสนามบินไทย โดยข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร่วมกับสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) ทำการสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชน ได้สะท้อนในเรื่องภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยที่ตกต่ำของประเทศไทย พบว่าผู้ประกอบการกังวลเรื่องภาพลักษณ์ด้านลบที่สะสมมาจากอดีต รวมถึงปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และคดีสิ่งผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นตัวฉุดรั้งขีดความสามารถทางการแข่งขันในเวทีโลก
ยันเป็นความผิดเฉพาะบุคคล
นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า กรณีแอร์สาวขนเฮโรอีนเข้าประเทศออสเตรเลีย ถือเป็นการกระทำความผิดเฉพาะบุคคล ไม่ใช่การกระทำในระดับองค์กร และไม่พบว่าสายการบินมีส่วนเกี่ยวข้อง รู้เห็น หรือสนับสนุนการกระทำดังกล่าวแต่อย่างใด โดยเชื่อว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อมาตรฐานการให้บริการของสายการบินไทย หรือความเชื่อมั่นในการเดินทางของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เนื่องจากประเทศไทยยังคงมีระบบกำกับดูแลด้านความปลอดภัยในการบินและการคมนาคมทางอากาศที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล พร้อมทั้งมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด
นายสุรศักดิ์กล่าวว่า เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวในระดับสูงสุด กระทรวงท่องเที่ยวฯได้ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานด้านการบินและหน่วยงานความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง เพื่อเน้นย้ำให้สายการบินทุกแห่งเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบบุคลากรและลูกเรือ ทั้งเที่ยวบินขาเข้าและขาออก รวมถึงยกระดับมาตรการป้องกันและเฝ้าระวังการกระทำผิดที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของระบบการบินไทย ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการรักษามาตรฐานความปลอดภัยในทุกมิติของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เพราะความเชื่อมั่นคือ หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน
“รัฐบาลจะไม่ปล่อยให้การกระทำผิดของบุคคลเพียงรายเดียวส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศหรืออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย เราจะดำเนินการอย่างจริงจังในการป้องกันและปราบปรามสิ่งผิดกฎหมาย พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรักษามาตรฐานความปลอดภัยและความเชื่อมั่นของประเทศไทยในสายตานักท่องเที่ยวทั่วโลก” นายสุรศักดิ์กล่าว
เร่งรัฐยกระดับมาตรฐานไทย
เมื่อฝ่ายบริหารงานจากภาครัฐบาลให้คำมั่นแบบนี้ก็ต้องสลับไปฟังเสียงจากฝั่งผู้ประกอบการ ที่ถือเป็นด่านหน้าตัวจริงในการสื่อสารกับผู้ประกอบการในแต่ละประเทศ โดยนายศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร ในฐานะประธานที่ปรึกษา และนายกกิตติมศักดิ์สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่า ตั้งแต่เกิดเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยในอดีตจนถึงปัจจุบัน ผลกระทบยังไม่หมดไป ก็มีเรื่องใหม่มาส่งผลกระทบเพิ่มอีก ทำให้สิ่งที่รัฐบาลต้องดำเนินการคือ ทำอย่างไรก็ได้ให้ความเชื่อมั่นกลับคืนมา โดยเฉพาะความเชื่อมั่นในด้านความปลอดภัย และความมั่นคงของประเทศไทย หากความเชื่อมั่นกลับมาได้ แนวโน้มท่องเที่ยวไทยจะเป็นบวกมากขึ้น แต่หากความเชื่อมั่นไม่กลับมา ท่องเที่ยวไทยก็จะย่ำอยู่ที่เดิม
นายศิษฎิวัชรกล่าวว่า การขับเคลื่อนภาคการท่องเที่ยว หากรัฐบาลมองว่าท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือปั๊มรายได้ของเศรษฐกิจไทยจริงๆ จะต้องมีแผนการขับเคลื่อนท่องเที่ยวอย่างชัดเจน ว่าจะพัฒนาในด้านใด ส่งเสริมและสนับสนุนรูปแบบใดอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงคำพูดหรือประกาศแคมเปญออกมาเท่านั้น ต้องมีแผนดำเนินการ อาทิ การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว สร้างห้องน้ำต่างๆ แม้ไทยมีธรรมชาติที่สวยงามอยู่แล้ว แต่ยังจำเป็นต้องพัฒนา เพื่อเสริมให้มีความสวยงามมากขึ้น เพราะต้องยอมรับว่าประเทศไทยมีความโชคดี จึงกินบุญเก่าในภาคการท่องเที่ยวมาอย่างต่อเนื่อง แต่ต้องไม่ลืมว่าประเทศอื่นโดยเฉพาะประเทศคู่แข่งที่สำคัญ อาทิ เวียดนาม ญี่ปุ่น มีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน เป็นผลให้เกิดการแย่งนักท่องเที่ยวต่างชาติกระจายไปในประเทศต่างๆ เหล่านั้นมากขึ้น แถมยังดึงดูดคนไทยให้ไปเที่ยวและใช้จ่ายในประเทศเหล่านั้นมากขึ้นเช่นกัน ประเทศไทยจึงต้องมีการพัฒนาเพื่อรักษาฐานลูกค้าไว้
หมดยุคขายแต่ของเดิมหน้าเดิม
นายศิษฎิวัชรกล่าวว่า เมืองไทยที่ผ่านมาได้บุญเก่าขายแต่ของเดิมๆ ขณะที่ประเทศอื่น ซึ่งเป็นคู่แข่งเรา อย่างเวียดนาม พัฒนาเร็วมาก ญี่ปุ่น จีน ก็มีการพัฒนาตลอด นักท่องเที่ยวมากขึ้น ไทยถูกแย่งชิงตลาดไป โดยหากยังเป็นแบบนี้ต่อจะเป็นเรื่องที่น่าวิตกมาก เพราะวันนี้คนจีนไปเที่ยวญี่ปุ่นมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนการท่องเที่ยวของญี่ปุ่นแซงไทยไปแล้ว ซึ่งจริงๆ มีอีกประเทศที่น่ากลัวคือ เมียนมา แต่บังเอิญช่วงนี้มีปัญหาภายใน ทำให้ปัจจัยลบหรือคู่แข่งของไทยหายไปหนึ่งประเทศ แต่มองว่าแหล่งท่องเที่ยวของไทย ควรต้องมีการพัฒนาอย่างจริงจัง จะขายเพียงธรรมชาติความสวยงามของเกาะ หรือทะเลไปตลอดไม่ได้ จำเป็นต้องเข้าไปดูแล ซึ่งต้องบูรณาการความ ร่วมมือกับทุกภาคส่วน
อีกเรื่องที่สำคัญคือ รัฐบาลควรต้องมองการลงทุนด้านการท่องเที่ยวอย่างจริงจัง มีการลงทุนที่ชัดเจน ไม่ใช่คิดแต่เรื่องแจกเงิน ทั้งๆ ที่ควรจะนำเงินไปลงทุนในสิ่งกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริงมากกว่านี้ เพราะการจะหวังการลงทุนของเอกชนเป็นหลักคงทำไม่ได้ เอกชนเพียงแต่เป็นไม้เป็นมือได้เท่านั้น การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว โครงสร้างพื้นฐาน หรือความปลอดภัย ต้องเป็นหน้าที่ของรัฐบาลในการสนับสนุนเรื่องต่างๆ เหล่านี้
จากคำแนะนำสะท้อนให้เห็นถึงโลกการท่องเที่ยวยุคใหม่ ที่เน้นความปลอดภัย ถือเป็นหัวใจสำคัญ ต่อให้มีแคมเปญกระตุ้นการท่องเที่ยวเลิศเลอเพียงใด หากแก้ไขต้นตอปัญหาไม่ได้ เครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยอาจต้องจอดสนิทตลอดไป

