หมายเหตุ – นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คนที่ 17 สมัยที่ 2 เข้าร่วม “พิธีเข้ารับตำแหน่งและมอบหมายงานในหน้าที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร” อย่างเป็นทางการ พร้อมนำแถลงเปิดตัวทีมงาน “คณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร” บริเวณสนามหญ้า ด้านหน้าหอพระพุทธนวราชบพิตร ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) เขตพระนคร
ขอบคุณที่มาในการเริ่มงานวันแรกของเรา ฤกษ์ดีมีชัยวันที่ 9 ส่วนที่ผู้บริหารของเราอาจจะมีการปรับนิดหน่อย ผมก็เป็นผู้ว่าฯเหมือนเดิม มี “รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร” 4 ท่าน ได้แก่ รศ.ดร.วิศณุ ทรัพย์สมพล (ดูแลด้านโครงสร้างพื้นฐานโครงข่ายจราจร และการระบายน้ำ), รศ.ดร.ทวิดากมลเวชช (ด้านสาธารณสุข การแพทย์ และการจัดการภัยพิบัติ), นายศานนท์ หวังสร้างบุญ (ด้านการศึกษา พัฒนาสังคม วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว) และ นายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ อดีตที่ปรึกษาของผู้ว่าฯ และผู้บริหารด้านความยั่งยืนของกรุงเทพมหานคร (Chief Sustainability Officer: CSO) โดยส่วนใหญ่แล้วจะทำหน้าที่เดิม
ส่วนที่ปรึกษามี 2 ส่วน คือ “ที่ปรึกษาที่เป็นตำแหน่งการเมือง” 9 ตำแหน่ง และที่ปรึกษาที่แต่งตั้งตามมาตรา 49 (3) ซึ่งเป็น ‘ที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ’ โดยที่ปรึกษาการเมืองคือ มีเงินเดือน เป็นข้าราชการการเมือง มีอยู่ 9 ท่าน โดยมี นายจักกพันธุ์ ผิวงาม เป็นประธานที่ปรึกษา จะดูภาพรวมทั้งเรื่องงบประมาณ การประสานงานกับ ส.ก. การขับเคลื่อนตามนโยบายลงเขตต่างๆ รวมถึงดูเรื่องหาบเร่แผงลอยด้วย
ส่วน “ที่ปรึกษา” อีก 8 ท่าน ก็จะมี 1.พล.ต.อ.อดิศร์ งามจิตสุขศรี ดูเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น การปราบส่วย และความโปร่งใสของข้าราชการในพื้นที่ต่างๆ 2.ดร.นรรธพร จันทร์เฉลี่ย เสริบุตร ที่ช่วยเรามาตั้งแต่สมัยที่แล้วในเรื่องการศึกษา ขับเคลื่อนเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพการศึกษา 3.พล.อ.อ.นพ.ทวีพงษ์ ปาจรีย์ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลภูมิพล ที่ท่านกรุณามาช่วยด้านการสาธารณสุข ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนงาน ร่วมกับอาจารย์ทวิดา 4.ดร.สุภรธรรม มงคลสวัสดิ์ ซึ่งจะช่วยดูในเรื่องผู้พิการที่จะต้องขับเคลื่อน ไม่ว่าการจ้างงาน การเดินทาง การอบรม ให้ความรู้พฤติกรรมต่างๆ 5.เอกวรัญญู อัมระปาล อดีตโฆษก กทม. ซึ่งจะทำเรื่องการสื่อสาร คราวที่แล้วเป็นผู้ช่วยเลขาฯด้วย 6.ดนุดาจิวจินดา ซึ่งทำเรื่อง Traffy Fondue ได้ดีมากเมื่อสมัยที่แล้ว ทำให้เป็นตัวหลักในการกระจายอำนาจให้แก่ประชาชน ปีนี้ก็จะมาช่วยขยายผลต่อให้เป็นในเชิงรุก เพื่อเสริมการกระจายอำนาจให้แก่ประชาชนมากขึ้น 7.ลัพธวรรณ ลีรพงษ์กุล คือคนที่ดูเรื่องชุมชนอย่างละเอียด เฉพาะกลุ่มเปราะบางและชุมชนแออัด บ้านมั่นคงต่างๆ 8.ณัฐพัชร ทวีวรรณบูลย์ ที่ดูในเรื่องกฎหมาย ซึ่งเรามีกฎหมายต่างๆ ที่จะต้องปรับปรุงรวมถึงการออกข้อบัญญัติต่างๆ
สำหรับ “ที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ” จะมี นายต่อศักดิ์ โชติมงคล เป็นประธานที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ ดูแลเรื่องเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ต่างๆ นอกจากนี้ จะมีผู้ทรงคุณวุฒิประมาณ 18 ท่าน (ซึ่งจะมีรายชื่อออกมาภายในวันพรุ่งนี้) อันนี้ไม่ได้เกี่ยวกับการเมืองแล้ว แต่จะเป็นผู้มีประสบการณ์ในด้านต่างๆ เช่น ด้านสาธารณสุขที่เพิ่มเติมเข้ามา ด้านเศรษฐกิจเมืองที่จะเข้ามาช่วยเราในเชิงยุทธศาสตร์ ส่วน “เลขาฯผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ” ได้แก่ นายคุณานพ เลิศไพรวัลย์ ซึ่งแต่ก่อนเป็นผู้ช่วยเลขาฯ รวมถึง “ผู้ช่วยเลขาฯ” ได้แก่ นายสิทธิชัย อรัณยกานนท์ ซึ่งจะช่วย พล.ต.อ.อดิศร์ ดูแลเรื่องเทศกิจ มอเตอร์ไซค์ การผิดกฎจราจร, นายยุทธนา ปัญจธนศักดิ์ ช่วยนายวิศณุ รองผู้ว่าฯ, น.ส.ภาพพิมพ์พิมมะรัตน์ ช่วยนายคุณานพ (เลขาฯ) ดูด้านนโยบาย และ น.ส.นริศรา สื่อไพศาล ที่จะช่วยดูในเรื่องการสื่อสารมวลชน จะเห็นได้ว่าทีมของเรามีคนรุ่นใหม่เข้ามาเยอะ เชื่อว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องผ่องถ่ายให้คนรุ่นใหม่ที่มีความคิดสร้างสรรค์ต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง และมีผู้มีประสบการณ์อย่างนายจักกพันธุ์ หรือพี่ต่อศักดิ์ ช่วยกำกับและประสานงานด้วย
การปรับโครงสร้าง “ตำแหน่งประธานที่ปรึกษาผู้ว่าฯ” เพื่อเป็นการลบล้างคำร่ำลือเรื่องระบอบอากงหรือไม่ ผมว่าไม่มีนะ เชื่อว่าประชาชนคลายกังวลลง ไม่ได้กังวลเรื่องนี้แล้วพอดูจากผลเลือกตั้งหรือแม้กระทั่งตอนที่เปิดเผยเรื่องระบอบอากงมาคะแนนนิยมของเราก็ไม่ได้ลดลง ผมเชื่อว่าประชาชนเข้าใจที่เราชี้แจง แต่ก็คงจะมีคนติดใจอยู่บ้าง เป็นหน้าที่เราที่ต้องพิสูจน์ตัวเอง ส่วนนายต่อศักดิ์ยังมีความสำคัญอยู่ในแง่เชิงยุทธศาสตร์ ก็เลยให้ท่านไปอยู่ใน “ทีมที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ” ซึ่งเดี๋ยวจะมีพี่ชายผม หมอฉันชาย (รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย) มาเป็นที่ปรึกษาด้วยทางด้านการแพทย์ มีอีกหลายคนเลย เดี๋ยวเปิดชื่อมาก็คงจะตื่นเต้นเหมือนกัน
เราไม่เคยพูดเรื่องการซื้อ-ขายตำแหน่ง ทั้งสิ้น และเราอยู่ตรงนี้ได้ก็เพราะมีความโปร่งใส ทำทุกอย่างด้วยเหตุผล ความยุติธรรม ฝากพี่น้องข้าราชการว่า ระบบ การโยกย้ายต่างๆ ไม่มีเรื่องการซื้อตำแหน่งอะไรทั้งสิ้น ทุกคนต้องมาด้วยความสามารถ ต้องรับใช้พี่น้องประชาชนได้เป็นอย่างดี ถึงได้รับการเลื่อนตำแหน่ง ดังนั้น ต้องนึกถึงบุญคุณพี่น้องประชาชน และห้ามไปยุ่งเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นเลย เน้นย้ำ ผมอยากจะให้เป็นวาระแห่งชาติ
ส่วนงานวันแรก หัวใจแรกคือ ต้องถอด 261 นโยบายออกมาเป็นแผนปฏิบัติงาน หรือ action plan แล้วกำหนดตัวชี้วัด ให้ข้าราชการ ลูกจ้าง ทุกคนทั้ง 70,000 คน ต้องรู้หน้าที่ตัวเอง ตื่นขึ้นมาแล้วรู้ว่าต้องทำอะไร อาจจะมีโครงการต่างๆ ที่ค้างมา เช่น การออกกฎระเบียบต่างๆ อาทิ เรื่องศูนย์เด็กเล็ก, ศูนย์บริการสาธารณสุข การปรับระบบรอนัดหมอต่างๆ ที่ต้องเร่งทำ 100 วันแรก แต่ละโครงการจะมีความก้าวหน้าขึ้นมา รวมทั้งเรื่องที่ค้างมาจากสมัยในช่วงหาเสียง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคนที่ยังกังวล ความทุจริตโปร่งใสเกี่ยวกับลู่วิ่งที่ต้องไปดำเนินการต่ออย่างเข้มงวด เรื่องการเปิดเผยข้อมูลต่างๆ โรงขยะอ่อนนุช เรื่องจีนเทา เรื่องต่างด้าวที่เข้ามาแย่งงานเรา เหล่านี้ต้องเร่งหยิบมาดำเนินการเพื่อให้ตอบโจทย์ประชาชนให้มากที่สุด
ถ้าถามว่า “แผน 100 วันแรก” เรื่องที่จะจัดการอย่างเร่งด่วนคืออะไร ถ้าพูดถึงวันนี้เลยก็จะมีการออกคำสั่ง 2-3 เรื่องคือ เรื่องการเปิดเผยข้อมูลต่างๆ จริงๆ แล้วเรามีคำสั่งมาแล้ว เมื่อสมัย 4 ปีก่อนแต่จะมีการอัพเดตรายละเอียด เปิดเผยข้อมูลเพื่อให้เกิดความโปร่งใส เป็น Machine-Readable Format สามารถใช้เอไอเข้าไปอ่านและเอามาประมวลผลได้ ซึ่งช่วงที่หาเสียงจะมีคนพูดถึงเรื่องนี้กันเยอะเลย เรื่องเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลโรงขยะอ่อนนุช E-Nose ที่เป็นจมูกอัจฉริยะ ก็จะเปิดให้ประชาชนเห็นเลยว่าสถานการณ์ฝุ่น และสถานการณ์ความเหม็นเป็นอย่างไรบ้าง
อีกระเบียบที่จะต้องเร่งทำเลยคือ ”ระเบียบศูนย์เด็กเล็ก“ ซึ่งเรามีข้อบัญญัติแล้วก็ต้องเร่งออกเป็นระเบียบ เพื่อให้เอกชนเข้ามาสนับสนุนได้ รวมถึงการรับจำนวนผู้ป่วยเพิ่มในศูนย์บริการสาธารณสุข เรามีนโยบายเพิ่มบัตรทองให้เป็น 1.3 ล้านคน รวมถึงปรับระบบรอหมอ ที่เราสัญญาไว้ว่าจะรอไม่เกิน 1 ชั่วโมงสำหรับเคสนัดหมาย โดยคาดว่าไม่เกิน 100 วันน่าจะทำได้สำเร็จ
เรามีนโยบายปลูกต้นไม้ 2 ล้านต้น คิดว่า 100 วันแรก ต้องปลูกอย่างน้อย 100,000 ต้นให้ได้ นอกจากนี้ เราจะต้องดูเรื่องฝุ่นด้วยเลย เพราะเดี๋ยวฤดูฝุ่นก็จะมาแล้ว โดยจะตั้งศูนย์จัดการการเผาแบบครบวงจร ดูแลทั้งกรุงเทพฯและปริมณฑล ขยาย Low Emission zone ให้ครอบคลุมทั้งรถปิกอัพ และรถ 4 ล้อด้วย มีการเพิ่มระบบไฟจราจรอัจฉริยะแบบ Adaptive Control อีก 10 ทางแยก ซึ่งมีโครงการอยู่แล้วโดยจะเร่งรัด และปรับปรุงป้ายรถเมล์อีก 300 จุด โดยเป็นป้ายเสาเดี่ยว 200 ป้าย และแบบศาลาอีก 100 หลัง ส่วน ‘จุดเสี่ยงน้ำท่วม’ 737 จุด จะแก้ไขเพิ่มอีก 100 จุดภายใน 100 วันนี้ รวมถึงเตรียมความพร้อมรอบอุโมงค์ระบายน้ำประเวศ ที่จะทำเชื่อมกับคลองประเวศบุรีรมย์ไปยังบึงหนองบอน โดยจะเร่งดำเนินการเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในเขตลาดกระบัง
ในส่วนของ Traffy Fondue จะเริ่มทำเชิงรุกคือ ใช้ระบบออกไปตรวจควบคู่กับให้ประชาชนแจ้งเข้ามาในระบบ โดยสามารถตรวจสอบความคืบหน้า การสอบสวนเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นของข้าราชการ เพื่อให้ประชาชนสามารถติดตามความคืบหน้าของแต่ละเคสได้ และมีการ “เดินหน้าเสนอข้อบัญญัติเข้าสู่สภา กทม.” เช่น 1.ข้อบัญญัติเกี่ยวกับการปรับปรุงอาคารเก่า 2.ข้อบัญญัติสนับสนุนโรงเรียนผู้สูงอายุ ซึ่งปัจจุบันส่วนมากเป็นของเอกชนแต่เรายังสนับสนุนเขาไม่ได้ รวมถึง 3.ข้อบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการดูแล “คนไร้บ้าน” เนื่องจากปัจจุบันเราไม่สามารถเข้าไปดูแลคนไร้บ้านที่นอนข้างถนนได้ ก็จะพยายามดูว่าจะช่วยนำส่งเขาโดยมีพื้นที่ที่เหมาะสมได้อย่างไร มีข้อบัญญัติเกี่ยวกับ “การจัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง” ส่วนเรื่อง “หาบเร่แผงลอย” ก็จะเร่งประชุมคณะกรรมการหาบเร่แผงลอยให้เร็วที่สุด เพื่อจะดูเกี่ยวกับการเพิ่มพื้นที่ค้าขายที่เหมาะสม
อาจจะมีจุดผ่อนผันขนาดย่อยต่างๆ แล้วทั้ง 261 นโยบาย 100 วัน ต้องมีผลงานทุกอัน แต่อันนี้พูดถึงในส่วนหลักที่เสนอเข้ามาก่อน
ในส่วนของเมกะโปรเจ็กต์ โครงการสะพานคนเดินข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา (สะพานคนเดิน-จักรยาน) ได้มอบหมายให้นายวิศณุไปทบทวนเรื่องสิ่งที่ต้องทำตามกฎหมาย คงต้องขึงแผนแล้วดูว่าจะต้องทำอะไรบ้าง ซึ่งคงแบบต้องมาก่อน แล้วทำ EIA สอบถามความเห็นพี่น้องประชาชนว่าเห็นชอบด้วยไหม รูปแบบเป็นอย่างไร แต่คิดว่าเรื่องนี้ต้องเดินหน้าต่อ ในเชิงงานค้าง กทม.มี ‘ร่างผังเมืองรวมฉบับใหม่’ (ร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ปรับปรุงครั้งที่ 4) พ.ศ. …) ตอนนี้อยู่ที่กรมโยธาธิการและผังเมืองแล้ว จากนั้นจะรับฟังความคิดเห็นประชาชนอีก 60 วัน ก่อนส่งกลับมาให้เราพิจารณาอีกครั้ง จะเร่งดำเนินการเลย คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในต้นปีหน้า และจะมีขั้นตอนสุดท้ายคือนำเข้าสู่สภา กทม.เพื่อผ่านการอนุมัติ
ส่วน “รถไฟฟ้าสายสีเขียว” ที่จะหมดสัมปทานในปี พ.ศ.2572 นั้นเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมากต่ออนาคตของ กทม. เพราะปัจจุบันต้องเรียนว่าค่าจ้างเดินรถแพงมาก เราขาดทุนอยู่ประมาณเกือบปีละ 5,000 ล้านบาท พอถึงปี 2572 ส่วนไข่แดง จะกลับมาเป็นของ กทม. แต่ ณ เวลานั้นก็มีสัญญาจ้างเดินรถส่วนไข่แดงต่อไปเลยถึงปี 2585 เป็นการเซ็นสัญญาล่วงหน้าไป 30 ปี ฉะนั้น พอถึงเวลานั้นเราก็ยังไม่ได้เป็นอิสระอย่างเต็มที่ เพราะยังมีสัญญาของส่วนไข่แดง ซึ่งรวมแล้วปีหนึ่งประมาณ 18,000 ล้านบาท ที่ต้องจ้างเขาเดินรถจนถึงปี 2585 ซึ่งรายได้เผลอๆ ใกล้เคียงกันเลย ดังนั้น หัวใจตอนนี้คือ อยู่ในขั้นตอนที่ต้อง ‘เจรจา พ.ร.บ.ร่วมทุน’ ซึ่งคาดว่าทางที่ปรึกษาจะสรุปได้ภายในประมาณ 1-2 เดือนนี้ว่าจะเจรจาอย่างไร เท่าที่ผมมองคือ ‘ต้องเจรจาค่าจ้างเดินรถให้ถูกลงกว่านี้’ จะได้มีเงินเหลือกลับคืนมาให้พี่น้องประชาชน แต่จะเป็นรูปแบบไหนคงต้องดูอีกทีหนึ่ง ต้องดูนโยบายรัฐบาลด้วย ซึ่งก็มีนโยบายที่จะปรับราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้าลดลง คงจะหาทางร่วมกัน

