‘บุหรี่ไฟฟ้า’ กำลังกลายเป็นภัยคุกคามสำคัญต่อเด็กและเยาวชนไทย ท่ามกลางการตลาดออนไลน์ที่เข้าถึงง่าย รูปแบบผลิตภัณฑ์ที่ดึงดูด และอิทธิพลจากเพื่อนที่ชักชวนให้ทดลองใช้ ทำให้การป้องกันไม่อาจพึ่งพาการบังคับใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้าง “ภูมิคุ้มกัน” ให้เด็กและเยาวชนรู้เท่าทันและตัดสินใจปฏิเสธได้ด้วยตนเอง โดยมีโรงเรียนเป็นพื้นที่สำคัญในการปลูกฝังการเรียนรู้และสร้างทักษะชีวิต

ด้วยเหตุนี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จึงจัดงาน “เวทีสื่อสารเชิงนโยบายเพื่อการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางสุขภาวะของเด็กและเยาวชน ผ่านการใช้ชุดสื่อและกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับครู” ภายใต้โครงการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางสุขภาวะของเด็กและเยาวชน ในการป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงต่อการสูบบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และผลการดำเนินงาน พร้อมขับเคลื่อนแนวทาง “โรงเรียนเป็นฐาน” ในการป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569

นางสาวรุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส. เปิดเผยถึงสถานการณ์ที่น่ากังวลว่า บุหรี่ไฟฟ้ามีการขยายตัวอย่างรวดเร็วผ่านช่องทางออนไลน์ถึง 88.3% ข้อมูลที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือพฤติกรรมการเลียนแบบและการชักชวนในกลุ่มเพื่อน โดยพบว่าเยาวชนถึง 75.9% มีเพื่อนที่สูบบุหรี่ไฟฟ้า และกว่า 85.3% เคยถูกเพื่อนชักชวนให้ทดลองสูบ นอกจากนี้ ยังพบบุหรี่ไฟฟ้าผสมยาเสพติด เช่น เคตามีน ไอซ์ และสารอีโทมิเดท รวมถึงพอดเค (K-pods) ซึ่งยากต่อการแยกแยะ
สสส. จึงมุ่งขับเคลื่อนการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันทางสุขภาวะของเด็กและเยาวชน ป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงต่อการสูบบุหรี่ไฟฟ้า โดยร่วมมือกับผู้ปกครอง ครอบครัว ครู สถานศึกษา และชุมชน มีกลุ่มเป้าหมายครอบคลุมทุกวัยเรียนตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงระดับอุดมศึกษา โดยผลสำรวจปี 2568 พบว่าโรงเรียนในเครือข่าย สสส. มีความตระหนักรู้อันตรายจากปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ สูงถึง 54.47% ซึ่งมากกว่าโรงเรียนนอกเครือข่ายที่มีอยู่เพียง 41%

“บุหรี่ไฟฟ้าขยายตัวอย่างรวดเร็วเข้าถึงเด็กเยาวชนได้อย่างก้าวกระโดด และยังมีการผสมน้ำยาที่อันตรายกว่าเดิมคือการใช้ยาเสพติดเข้ามามีส่วนร่วม สสส. ยืนยันว่าการสร้างความรอบรู้เกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าให้กับเด็กและเยาวชนจะเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี โรงเรียนที่มีนโยบายชัดเจน มีกิจกรรมการเรียนการสอน สร้างการมีส่วนร่วมของนักเรียน รวมถึงทำงานร่วมกับครอบครัวและชุมชน จะทำให้เด็กมีองค์ความรู้และปฏิเสธบุหรี่ไฟฟ้าได้มากกว่าโรงเรียนที่ยังไม่เริ่มทำ”

ดร.อรุณี จิรมหาศาล ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เน้นย้ำถึงบทบาทของสถานศึกษาในการเป็น ‘พื้นที่ปลอดภัย’ สำหรับเด็กและเยาวชน โดยยึดหลักการทำงานที่เน้นความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และการนำกิจกรรมสร้างสรรค์เข้ามาสอดแทรกในโรงเรียนต้นแบบเพื่อขยายผลสู่เครือข่ายวงกว้างต่อไป
สพฐ. มีแนวทางชัดเจนที่จะไม่สร้างความลำบากให้แก่บุคลากรทางการศึกษา โดยใช้วิธีการ “บูรณาการ” เรื่องบุหรี่ไฟฟ้าเข้ากับรายวิชาต่างๆ แทนการจัดทำหลักสูตรใหม่ที่ยุ่งยาก พร้อมทั้งส่งเสริมให้จัดเป็นกิจกรรมเสริมหลักสูตร เช่น ชมรมหรือกิจกรรมชุมนุม เพื่อให้เด็กเรียนรู้ด้วยความสมัครใจและไม่เกิดความเครียดจากการวัดผล
“เราจะนำกิจกรรมนี้ไปเผยแพร่ให้โรงเรียนอื่นๆ ได้รู้ โดยนำเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าไปบูรณาการเข้ากับการเรียนการสอนของทุกรายวิชา ไม่ใช่ไปจัดทำหลักสูตรใหม่ให้เกิดความยุ่งยากหรือสร้างภาระให้กับคุณครู เราจะทำเป็นกิจกรรมเสริม กิจกรรมชุมนุม หรือชมรมที่ไม่เอาไปวัดผลการเรียน เพื่อไม่ให้ครูและเด็กเกิดความเครียด แต่ให้ทำด้วยใจ”

ผศ.ดร.สุรศักดิ์ เก้าเอี้ยน อาจารย์ประจำภาควิชาวิจัยและจิตวิทยาการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัยฯ ได้ฉายภาพถึงปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เด็กเข้าสู่วงจรบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งมีทั้งปัจจัยส่วนบุคคล เช่น ภาวะวิตกกังวล และปัจจัยทางสังคม เช่น การถูกเพื่อนชักชวน หรือแม้แต่การที่ผู้ปกครองเป็นผู้หยิบยื่นให้เอง
โครงการจึงพัฒนาชุดสื่อและกิจกรรมสำหรับครูเพื่อใช้สื่อสารกับนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มศักยภาพครูในการบูรณาการองค์ความรู้เชิงสุขภาวะต่อการใช้บุหรี่ไฟฟ้าให้เข้ากับเนื้อหาในรายวิชาที่ครูรับผิดชอบ โดยให้เยาวชนมีส่วนร่วมในการออกแบบ เพื่อให้เข้าถึงเด็กด้วยกันเองได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งผลการดำเนินงานตลอด 18 เดือน พบว่า เด็กและเยาวชนกลุ่มเป้าหมายมีความรู้ต่อพิษภัยของบุหรี่ไฟฟ้าและทักษะป้องกันตัวเองเพิ่มขึ้น รวมถึงมีภูมิคุ้มกันทางสุขภาวะขยับขึ้นจากระดับปานกลางสู่ระดับสูง
ทั้งนี้ ครูและผู้ที่สนใจนำสื่อไปใช้งานสามารถเข้าถึงชุดสื่อดังกล่าวได้ทางเว็บไซต์ https://www.cydcenter.com/electronic-cigarette-project-list/

