ปัญหาสุขภาพจิตและสุขภาวะทางเพศยังคงเป็นความท้าทายสำคัญของเด็กและเยาวชนไทย ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสังคมและปัจจัยเสี่ยงที่ซับซ้อนมากขึ้น การสร้างภูมิคุ้มกันและพื้นที่ปลอดภัยให้เยาวชนจึงไม่ใช่เพียงหน้าที่ของครอบครัวหรือสถานศึกษาเท่านั้น แต่ต้องเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้มีส่วนร่วมในการสื่อสาร เรียนรู้ และร่วมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงด้วยตนเอง

ด้วยเหตุนี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) จัดกิจกรรม “Vocational Youth Health Showcase 2026” เวทีสรุปผลการดำเนินโครงการพัฒนาศักยภาพผู้นำ เพื่อสร้างเครือข่ายการสื่อสารด้านสุขภาวะทางเพศและสุขภาพจิตในกลุ่มเยาวชนระดับอาชีวะ
ภายในงานประกอบด้วยเวทีเสวนา “Beyond Content Creators”, การนำเสนอผลงานของตัวแทนทั้ง 8 ทีมจาก 8 ภูมิภาค, การมอบโล่เกียรติยศแก่สถานศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ, มอบประกาศนียบัตรแก่ครูที่ปรึกษา และการประกาศรางวัล “Best of The Best Project” ให้กับผลงานที่สามารถสื่อสารประเด็นสุขภาวะได้อย่างสร้างสรรค์

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุน สสส. ได้สะท้อนถึงสถานการณ์ความเปราะบางของสุขภาวะวัยรุ่นไทยในปัจจุบัน โดยเฉพาะสถิติโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในกลุ่มเยาวชนอายุ 15-24 ปี ที่พุ่งสูงขึ้นเกือบ 3 เท่า ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา การตั้งครรภ์ในวัยรุ่น รวมถึงปัญหาทางสุขภาพจิตที่ทวีความรุนแรงขึ้น ทั้งความเครียด ภาวะซึมเศร้า และการพยายามฆ่าตัวตาย ซึ่งมีสาเหตุมาจากปัจจัยรอบด้านทั้งการเรียน สภาพสังคม และการถูกกลั่นแกล้ง
โดยเน้นย้ำว่าการแก้ปัญหาต้องทำทั้งเชิงระบบและการให้ความรู้ แต่จะดีกว่าหากสร้างการมีส่วนร่วมของเยาวชนตั้งแต่กระบวนการคิด การสื่อสาร และการบอกต่อในกลุ่มเพื่อน เป็นที่มาของการทำงานร่วมกับเครือข่ายทั้ง 8 ภูมิภาค นำเด็กและเยาวชนเข้ามาพัฒนาศักยภาพ เพื่อสร้างเครือข่ายที่สามารถนำองค์ความรู้ไปสื่อสาร เปลี่ยนบทบาทจากผู้รับสารให้กลายเป็นผู้ส่งสารที่ทรงพลัง ขยายผลสู่เพื่อน ครอบครัว สถานศึกษา และชุมชนของตนเอง
“ความคาดหวังสูงสุดเลยคือเด็กเยาวชนมีพฤติกรรมทางเพศ ทางสุขภาพจิต หรือปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ลดลง จนไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ซึ่งการเปลี่ยนพฤติกรรมเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่องค์ความรู้ ปัจจัยแวดล้อม และที่สำคัญกว่าคือระบบกลไกภาครัฐที่จะต้องหนุนนโยบาย เราต้องการให้เด็กมีศักยภาพมาช่วยให้ความรู้ในกลุ่มเน็ตเวิร์กด้วยกันเอง ผ่านการทำสื่อหรือการพูดต่อ ขณะเดียวกันเขาสามารถที่จะส่งเสียงให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงระบบโครงสร้างนโยบายได้ด้วย ไม่ใช่ทำแค่ประกวดสื่อ แต่ต้องการสร้างกลไกเด็กเยาวชนที่มาร่วมขับเคลื่อนการทำงานป้องกันปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ”

นายจักรพันธ์ พุทธวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านพัฒนาระบบการจัดการ และผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ สอศ. เน้นย้ำว่า ภารกิจของอาชีวศึกษาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการผลิตกำลังคนสายวิชาชีพเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการพัฒนาทักษะชีวิตเพื่อให้เยาวชนก้าวสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน ทุกผลงานที่ได้นำเสนอในวันนี้ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของเยาวชนอาชีวศึกษา ทั้งการคิดวิเคราะห์ การทำงานเป็นทีม ความคิดสร้างสรรค์ และการสื่อสารประเด็นที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม พร้อมกล่าวชื่นชมคณะครูที่ปรึกษาที่ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงคอยให้คำปรึกษา ผลักดันศักยภาพของลูกศิษย์อย่างใกล้ชิด
“วันนี้ทั้ง 8 สถานศึกษาไม่ได้มาแข่งขันกัน แต่ได้มาร่วมวิธีคิด สร้างกิจกรรมดีๆ หวังอย่างยิ่งว่าผลงานที่เกิดขึ้นสามารถที่จะนำไปพัฒนาต่อยอด สร้างภาคีเครือข่าย เยาวชนอาชีวศึกษาไทยทุกคนจะต้องมีศักยภาพเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านวิชาชีพ และเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของประเทศ สอศ. พร้อมที่จะสนับสนุนโครงการลักษณะนี้ตลอดไป”

ผศ.ศิวนารถ หงษ์ประยูร คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ในฐานะหน่วยงานที่ส่งเสริมทักษะด้านการสื่อสารและการผลิตสื่อสร้างสรรค์ ให้ข้อมูลว่า ตลอดเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ทีมงานจากคณะนิเทศศาสตร์ได้เดินทางไปจัดกิจกรรม Workshop อบรมเชิงปฏิบัติการอย่างเข้มข้นให้กับน้องๆ อาชีวะจำนวน 80 ทีม จาก 8 ภูมิภาคทั่วประเทศ โดยในแต่ละภูมิภาคจะมี 1 วิทยาลัยที่ได้รับรางวัล The Best Project พร้อมเงินทุนสนับสนุนจำนวน 10,000 บาท เพื่อให้น้องๆ นำไปจัดกิจกรรมจริงร่วมกับเพื่อนในวิทยาลัยและเครือข่ายชุมชนรอบข้าง
เป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงแค่การสอนผลิตสื่อ แต่คือการให้ความรู้ที่ถูกต้องด้านสุขภาวะทางเพศและสุขภาพจิต เพื่อเปลี่ยนบทบาทของเยาวชนจากการเป็นเพียงคนผลิตสื่อ ให้กลายเป็นผู้ที่รู้จักคิด ค้นคว้า ลงมือสร้างสรรค์ น้องๆ จะได้เรียนรู้ทักษะสำคัญอย่างการทำงานเป็นทีม การรับฟังความเห็นที่แตกต่าง และการสื่อสารที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือกระบวนการสร้างแกนนำเยาวชนที่เรียกว่า “Beyond Content Creator” สามารถใช้พลังของการสื่อสารสร้างคุณค่าให้กับตนเองและสังคมได้
“ในยุคที่ใครๆ ก็เป็นสื่อได้ และไม่ได้มีการตรวจสอบข้อมูลที่ถูกต้อง โครงการนี้จึงตอบโจทย์ เพราะช่วยให้นักเรียนได้รับองค์ความรู้ที่ถูกต้อง และอีกสิ่งที่เชื่อว่าสร้างพลังได้คือการสื่อสารจากตัวเขาเอง จากคนที่เข้าใจประเด็นเป็นแกนนำที่สื่อสารกับเพื่อนเขา การที่เพื่อนพูดกับเพื่อนทำให้มีความน่าเชื่อถือมากกว่า ยิ่งในยุคนี้สิ่งที่ AI ไม่มีคือ Human Touch เชื่อว่าสิ่งนี้จะสร้างพลังทางสังคมได้จริง”

ด้านตัวแทนจากวิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย เจ้าของรางวัล “Best of The Best Project” จากโครงการ “SELFVERSE : Chiang Rai Safeverse” ได้แบ่งปันประสบการณ์การใช้ ‘ศิลปะ’ เป็นเครื่องมือสื่อสารที่สอดรับกับการเป็นเมืองสร้างสรรค์ของจังหวัดเชียงราย พวกเขาเปลี่ยนข้อจำกัดที่เด็กๆ ไม่กล้าเดินเข้ามาหาพื้นที่ปลอดภัย ให้กลายเป็นการทำงานเชิงรุกด้วยการพา ‘พื้นที่ปลอดภัย’ ออกไปหาเยาวชนในรูปแบบ Pop-up Space ตามจุดต่างๆ ในเมือง เช่น เซ็นทรัล ถนนคนเดิน โดยใช้ ‘กำแพง Mind Monster’ เป็นพื้นที่ระบายความรู้สึก
“เยาวชนเชียงรายบางคนอาจจะรู้ว่ามีพื้นที่ปลอดภัยแต่ไม่กล้าเดินเข้ามาหา เราเลยเกิดความคิดว่าถ้าเขาไม่เดินมาหาเรา ทำไมเราไม่เดินไปหาเขาล่ะ จึงเกิดเป็นโครงการนี้ขึ้นมา บางทีเด็กเขาวาดรูปไปเขาก็หลุดพูดบางอย่างออกมาเหมือนเขาได้ระบาย แล้วผู้ปกครองที่มารอก็ได้รับฟัง แค่มันเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น เหมือนพื้นที่ตรงนี้มันได้ทำหน้าที่แล้วค่ะ” ตัวแทนเยาวชนพูดทิ้งท้าย



