ร้านอาหารไทยนั้นมีหลากหลายประเภท นับแค่ไทยภาคกลาง (รวมทั้งกรุงเทพฯ) ก็มีให้เลือกชิมได้มากมายจริงๆ และร้านที่จะแนะนำในครั้งนี้คือร้านอาหารไทยพื้นบ้านชนบทรสมือแม่ย่านชานเมืองกรุงเทพฯ บรรยากาศเหมือนอยู่ในบ้านสวน ร้านนี้มีชื่อว่า ต้อย (หนองจอก) เปิดมานาน 36 ปีแล้วตั้งแต่ พ.ศ.2533
ผู้แนะนำร้านนี้คือน้องอาร์ต ภาคภูมิ สุวรรณเตมีย์ หนึ่งในคณะกรรมการเชลล์ชวนชิมของเรา ผู้ซึ่งมีบ้านสวนอยู่ในเขตหนองจอกนานมากแล้ว และเป็นขาประจำร้านต้อยแห่งนี้มานานหลายสิบปี กินบ่อยมากที่สุด
ต้อยคือชื่อของคุณแม่เจ้าของร้านในปัจจุบัน ซึ่งเริ่มแรกคุณต้อยขายอาหารไทยพื้นบ้านอยู่ในเพิงไม้ในสวนบริเวณใกล้กัน จากนั้นลูกๆ ทั้ง 3 คน รวมทั้งหลานๆ นำสูตรอาหารรสมือแม่มาปรับให้ทันสมัยขึ้น (สมัยแม่ทำเป็นแกงหม้อใหญ่ๆ) ย้ายมาอยู่ในบ้านหลังใหม่สีเหลือง ตั้งแต่ปี 2564 ติดเครื่องปรับอากาศทั้งหลัง มีบ่อเลี้ยงปลาสวยงาม อยู่ในสวนร่มรื่น มีที่จอดรถสะดวกสบาย
ถ้าจะค้นหาเส้นทางไปในกูเกิลแมป ให้ค้นคำว่า ร้านต้อย หนองจอก ก็จะขึ้นคำว่า ร้านต้อย ให้เช็กก่อนว่าใช่ที่ตั้ง ถนนประชาสำราญ หรือไม่ เพื่อความถูกต้อง

การมาที่ร้านต้อยได้หลายทาง สะดวกสุดคือมาทาง ถนนศรีนครินทร์-ร่มเกล้า หรือที่รู้จักกันในชื่อ ถนนกรุงเทพกรีฑาตัดใหม่ ซึ่งถนนเส้นนี้กว้างขวางไม่มีจุดตัดสัญญาณไฟแดง ทำความเร็วได้ดี วิ่งมาเรื่อยๆและให้ตรงต่อไปตามป้ายถนนฉลองกรุง มาจนสุดทางที่ สามแยกเจ้าคุณทหาร และ เลี้ยวซ้ายเข้าถนนฉลองกรุง ตรงไปอย่างเดียว (ถนนจะเปลี่ยนชื่อเป็นถนนเชื่อมสัมพันธ์) จนมาสุดทางที่เขตหนองจอก วิ่งผ่านวงเวียนหอนาฬิกา ข้ามคลองมาจนสุดถนน แล้วเลี้ยวซ้าย ขับไปอีกประมาณ 6 กิโล บน ถนนประชาสำราญ (มีแค่สองเลน) ร้านต้อย จะอยู่ทางซ้ายมือ มีป้ายชื่อร้านสีแดงเห็นได้ชัด (ถ้าประตูบ้านปิดก่อนเวลา แสดงว่าอาหารหมด ร้านปิดแล้วนะจ๊ะ)

หรือจะมาจากถนนรามอินทรา ถึงแยกเมืองมีน (มีนบุรี) เลี้ยวเข้าถนนสุวินทวงศ์ ไปทางถนนประชาร่วมใจ และมิตรไมตรี ตรงมาที่หนองจอก เลี้ยวเข้าถนนประชาสำราญได้อีกทาง
ร้านต้อยนี้ยืนหนึ่งแห่งย่านหนองจอก เป็นร้านที่ใช้รับแขกและเลี้ยงรับรอง มีลูกค้าประจำทั้งบริษัทเอกชนและข้าราชการ ดังนั้นก่อนมาควรโทรมาจองโต๊ะและจองอาหารบางอย่างด้วยนะจ๊ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมนูปลาช่อน
ร้านนี้ทำกันในครอบครัว มีพี่สาวชื่อคุณรัตน์ นำทีม และน้องสาวอีกคนชื่อคุณดมหรือคุณอุดมพร และน้องอีกคนช่วยกันทำในครัว ซึ่งคุณดมมานั่งคุยกับพวกเราด้วย บอกว่าร้านนี้มีแต่ลูกหลานช่วยกัน ยกเว้นเด็กเสิร์ฟบางคนเท่านั้น
มาร้านต้อยต้องสั่ง เมนูปลาแม่น้ำต่างๆ สดอร่อยมาก ที่เป็นดาวเด่นคือ ปลาช่อน ตัวโตๆ และมี ปลาเนื้ออ่อน (ซึ่งบางครั้งก็จะเป็น ปลาน้ำเงิน ปลาแดง แต่เรียกรวมกันว่าปลาเนื้ออ่อน) อีกทั้ง ปลาคัง ถ้าปลาน้ำจืดหมดให้สั่ง ปลากะพง แทน

เมนูดังที่สั่งกันแทบทุกโต๊ะ ก็คือ ปลาช่อนผัดขึ้นฉ่าย (480 บาท) บอกเลยว่าห้ามพลาด ซึ่งน้องอาร์ทยกให้เป็นเบอร์ 1 ในดวงใจ ปลาช่อนตัวใหญ่ๆ ทอดกรอบ ผัดกับขึ้นฉ่าย ปรุงด้วยน้ำมันหอย ซอสปรุงรส (ไม่มีน้ำปลา) รสชาติเค็มนิดๆ หอมนุ่มนวลมากๆ อร่อยอย่าบอกใคร
ที่ร้านรับปลาช่อนจากเจ้าประจำ ส่งกันมานาน 25 ปีแล้ว อีกทั้งมีชาวบ้านมาส่งให้ด้วย ใช้ปลาช่อนนาและปลาช่อนเลี้ยงในบ่อหญ้าปลาสลิด เมนูนี้ขายดีมาก จนวันที่ไปครั้งแรกช่วงบ่าย 2 โมง ปลาช่อนหมด ต้องสั่งปลากะพงผัดขึ้นฉ่ายแทน มาครั้งที่สองตอนเปิดร้านถึงจะได้กินปลาช่อนสมใจ

เมนูห้ามพลาดอีกอย่าง แกงส้มปลาช่อนทอด (480 บาท) เสิร์ฟมาทั้งตัวบน หม้อไฟแป๊ะซะ จุดไฟอุ่นร้อนให้น้ำแกงเดือด น้ำแกงส้มเข้มข้นเปรี้ยวหวานเค็มครบสามรสเผ็ดกำลังดี โดยจะทำน้ำแกงส้มแยกไว้แล้ว ใช้พริกแกงทำเอง ปรุงด้วยมะขามเปียก เราสั่งให้ใส่ผักรวม มีทั้งดอกโสน (ตามฤดูกาล) กระเฉด ถั่วฝักยาว สายบัว กะหล่ำปลี
ถ้ามากันไม่กี่คน แนะนำว่าให้สั่งปลาช่อนทั้งตัวโตๆ แบ่งครึ่งทำแกงส้มปลาช่อนทอด (290 บาท) และปลาช่อนผัดขึ้นฉ่าย (290 บาท) ก็ได้ ซึ่งคนยังนิยมสั่งเป็นต้มยำปลาช่อน ปลาช่อนทอดกรอบ ปลาช่อนผัดพริกแกง และปลาช่อนเกยตื้นคือปลาช่อนทอดราดด้วยยำมะม่วงสับใส่มะม่วงหิมพานต์ หอมแดง กระเทียม กับพริกแห้ง

เมนูปลาแสนอร่อยอีกอย่าง ฉู่ฉี่ปลาเนื้ออ่อน (ราคาตามขนาด กิโลละ 980 บาท จานนี้ 650 บาท) ใช้ปลาเนื้ออ่อนตัวโตๆ ซึ่งบางครั้งก็จะเป็นปลาตระกูลเดียวกัน ทั้งปลาแดง ปลาน้ำเงิน (วันนี้เราได้ปลาน้ำเงิน) ตำพริกแกงเองหอมมาก ใช้กะทิคั้นสด คุณดมแนะนำว่าให้สั่งฉู่ฉี่ปลาเนื้ออ่อนอย่างไม่ทอด เพราะเนื้อปลาจะซึมซับเครื่องแกงเข้าไป หอมมันเข้มข้นอร่อยมากๆ มีรสอมหวานเล็กน้อย

ทีเด็ดอีกอย่าง เมนูเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร ห้ามพลาดเช่นกัน กุ้งผัดพริกขี้หนู (1 กิโล 980 บาท) ใช้กุ้งก้ามกรามขนาด 10-11 ตัวต่อกิโล (เริ่มต้นที่ 490 บาทต่อครึ่งกิโล) ผัดไม่เหมือนใคร ใส่พริกจินดาแดง และพริกขี้หนูสวนจากสุพรรณเป็นพริกลูกโดดที่ไม่เผ็ดมาก ทั้งสีเขียวและแดง เคี้ยวเผ็ดพอเรียกเหงื่อได้ ใส่มะเขือเปราะเข้าไปด้วย อีกทั้งกะเพรา และใบมะกรูด เครื่องเยอะจริงๆ ปรุงด้วยน้ำปลาหอมๆ และน้ำมันหอย

ของกินอื่นๆ มี ปลาเนื้ออ่อนทอดกระเทียม (240 บาท) ตัวเล็กๆ โรยกระเทียมเจียวกรอบๆ มาเต็มชาม ทอดมันปลากราย (6 ชิ้น 180 บาท) ตีเองจนเนื้อเหนียวนุ่ม แกงคั่วหอยขม (แกะแต่เนื้อมาให้ 220 บาท) ใส่ใบชะพลูและชะอม เนื้อย่าง (220 บาท) หมักกับน้ำมันหอย ซอสปรุงรส น้ำตาล (ถ้าไม่ชอบหวานบอกได้) พริกป่นและข้าวคั่ว จิ้มน้ำจิ้มแจ่ว และ มะระผัดไข่กระเทียมโทน (180 บาท) ผัดไม่แห้งมาก ใส่น้ำกระเทียมโทนดองลงไปด้วยจึงมีรสอมหวาน ส่วนของหวาน ถ้าวันไหนมีคนมาส่ง วุ้นกะทิ ให้สั่งด้วยนะจ๊ะ
ควรยกโขยงมาที่ร้านต้อยกันเป็นหมู่คณะ เพราะอาหารที่นี่จานใหญ่มาก ร้านต้อย (หนองจอก) เปิดบริการ 10 โมงเช้าถึงบ่าย 4 โมง ถ้าขายหมดก่อนเวลาก็จะปิดร้านเลย (วันที่เราไปปิดบ่าย 3 โมง) และหยุดทุกวันอังคาร ทางที่ดีควรไปตั้งแต่ช่วงสายๆ ตอนเปิดร้าน และถ้าไปตอนกลางวันควรโทรจองโต๊ะก่อนเพราะคนแน่นมาก โทร 08-9011-5656 (คุณอุดมพร) และ 08-1171-7500 (คุณรัตนา) นะจ๊ะ
ข้อมูลร้าน
ร้านต้อย (หนองจอก)
โดย คุณรัตนา (รัตน์) พุ่มหิรัญ
ที่ตั้ง 16/6 ถนนประชาสำราญ แขวงคลองสิบสอง เขตหนองจอก กรุงเทพฯ 10530
โทร 08-9011-5656 (คุณอุดมพร) 08-1171-7500 (คุณรัตนา)
เปิดบริการ 10.00-16.00 น. พุธ-จันทร์
หยุด อังคาร (ถ้าตรงกับวันหยุดนักขัตฤกษ์จะไม่หยุด)
เฟซบุ๊ก ร้านอาหารต้อย หนองจอก
แนะนำ ปลาช่อนผัดขึ้นฉ่าย แกงส้มปลาช่อนทอด ฉู่ฉี่ปลาเนื้ออ่อน (แนะนำอย่างไม่ทอดปลา) กุ้งผัดพริกขี้หนู ปลาเนื้ออ่อนทอดกระเทียม ทอดมันปลากราย แกงคั่วหอยขม เนื้อย่าง มะระผัดไข่กระเทียมโทน




