ยังคงเป็นปัญหาเรื้อรังที่ยากจะปิดสวิตช์ให้จบโดยง่าย แม้มีความพยายามมานานนับทศวรรษ
สำหรับเหตุความไม่สงบทางภาคใต้ของไทย ซึ่งล่าสุด กลับมาปะทุอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี มีทั้งผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก จากมกราคม บึ้ม 11 จุด ผู้ก่อเหตุอาวุธครบมือ กระจายตัววางระเบิดในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส
ถัดมาในเดือนมีนาคม บุคคลไม่ทราบกลุ่มและจำนวนออกมาก่อเหตุเคลื่อนไหวสร้างสถานการณ์หลายจุดในพื้นที่อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา ก่อนจะลอบวางระเบิดซ้ำ คืนเดียว 3 จุด ในปั๊มน้ำมันสายบุรี ยะหริ่ง เมืองยะลา
กรกฎาคม เกิดการระเบิดไปป์บอมบ์กราดยิงในอำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ก่อนเผารถก่อเหตุทำลายหลักฐาน
สิงหาคม เจ้าหน้าที่ความมั่นคงยิงปะทะกับกลุ่มคนร้าย บริเวณด้านหลังสถานีตำรวจภูธรหลังใหม่ จังหวัดยะลา
ยังไม่นับเหตุการณ์ย่อยที่เกิดขึ้นแทบรายวัน
นับเป็นอีกช่วงเวลาที่ต้องหันมาจับตาอย่างเข้มข้น และทบทวนถึงทางออกอีกครั้ง

ห่วงเจรจาเป็นหมัน ถ้ารัฐไทยปูพรมใช้มาตรการ ‘แข็งกร้าว’
ประเด็นเช่นนี้ ต้องสอบถามไปยัง ซากีย์ พิทักษ์คุมพล อดีตสมาชิกวุฒิสภาชุดที่ 12 อดีตอาจารย์ประจำสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ เริ่มที่ท่าทีและมาตรการของฝ่ายความมั่นคงในขณะนี้ว่าตอบโจทย์หรือไม่?
“ผมว่ามันต้องแยกเป็นสองส่วน ส่วนที่ 1 ที่อยากจะคุยคือตอนนี้ ณ วันนี้ เจ้าหน้าที่รัฐมีความเชื่อมั่นว่ามาตรการการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น เป็นทางออกที่ดีที่สุดของสถานการณ์ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมเองค่อนข้างที่จะกังวล
เนื่องจากว่าถ้าดูสถานการณ์เราจะเห็นว่า อีกฝ่ายโดยเฉพาะฝ่ายที่เขาเห็นต่างจากรัฐ เขาใช้วิธีในลักษณะนี้ ในการที่จะก่อกวน และจะทำให้กระบวนการโดยเฉพาะอย่างยิ่งกระบวนการของการพูดเป็นหมัน
ซึ่งถ้าทุกองคาพยพของรัฐ เดินตามแนวทางนี้ โดยที่ไม่มีหน่วยงานไหน ที่ถ่วงดุลหรือทําหน้าที่ในการที่จะเห็นต่าง หมายถึงหน่วยงานของรัฐด้วยกัน ที่จะเห็นต่างในเรื่อง
ของการใช้มาตรการ ผมคิดว่าการใช้มาตรการที่แข็งกร้าวในทุกพื้นที่ อาจจะเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง” คือคำตอบของซากีย์
นักวิชาการท่านนี้ ยังชวนให้ทำความเข้าใจว่า ‘รัฐ’ ไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกันทุกภาคส่วน ยกตัวอย่าง เช่น กอ.รมน. (กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร) กับ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ควรเล่นในบทบาทที่แตกต่างกัน
“ถ้าทุกคนมาเล่นบทบาทในลักษณะที่เน้นเรื่องการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด ทุกหน่วยงานเห็นตรงกันหมด อันนี้อันตราย
ถ้าอันตรายมันก็จะเข้าทางของฝ่ายที่เขาต้องการ ที่จะยั่วยุฝ่ายรัฐ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าองค์กรที่รับผิดชอบเรื่องปัญหาภาคใต้มันไม่ใช่แค่องค์กรเดียว มันมี กอ.รมน. มีสภาความมั่นคง มันมีคนอีกหลายคนที่ควรจะถ่วงน้ำหนัก” ซากีย์ฝากไว้ให้พิจารณา
‘ไอโอ’ องคาพยพสำคัญ ต้องระวังสร้างปัญหาระยะยาว
อีกประเด็นสำคัญในยุคร่วมสมัย คือบทบาทของ ‘ไอโอ’ ที่ย่อมาจาก Information Operation ซึ่งขยันเดินหน้าปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารอย่างแข็งขันจนน่ากังวล
ซากีย์มองว่า องคาพยพหนึ่งที่สําคัญคือ บทบาทของ IO ในพื้นที่และนอกพื้นที่ ณ วันนี้เราปฏิเสธไม่ได้ว่าไอโอมีบทบาทสำคัญที่ทำให้เกิดแรงกระตุ้นหรือโน้มน้าวความเห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ส่วนหนึ่งของความเห็นในพื้นที่โซเชียลมีเดีย ให้ใช้มาตรการที่เด็ดขาด
“ผมไม่อยากใช้คำว่า ใบอนุญาตในการที่จะให้ฆ่าคนที่เห็นต่างจากรัฐและปฏิเสธการเจรจา วันนี้ความน่ากลัวของไอโอไปถึงขั้นว่าใครที่เห็นต่างจากรัฐ ถูกติดว่าเป็นฝ่าย BRN ไปหมด
อันนี้ผมว่าน่ากลัว
เรากําลังเข้าไปสู่ในสถานการณ์ที่คนที่เป็นพื้นที่กลางหรือทําหน้าที่เหมือนกับคนกลางในการท้วงติงทั้งฝ่ายรัฐและฝ่าย BRN วันนี้พื้นที่ของคนตรงนี้บีบแคบมากขึ้น เนื่องจากการปฏิบัติงานของไอโอ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก
มันจะทําให้ความเห็นนี้ไปไม่ซ้ายสุดก็ขวาสุด ซึ่งผมคิดว่ารัฐต้องเข้ามาจัดการกับปัญหาเรื่องไอโอให้มีความจริงจังมากกว่าที่เป็นอยู่ และหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องไอโอ ผมคิดว่าควรลดนโยบายเรื่องพวกนี้ลง เพราะว่าท้ายที่สุดมีแต่จะสร้างปัญหาในระยะยาว” นักวิชาการสันติวิธีกล่าว
วาทะ ‘ฝ่ายความมั่นคง’ กระทบเพื่อนบ้าน หวั่นความร่วมมือ ‘ไทย-มาเลย์’ ถดถอย
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีแง่มุมที่ต้องตระหนักถึงความละเอียดอ่อน นั่นคือ การให้สัมภาษณ์โดย ‘ฝ่ายความมั่นคง’ ที่มักกระทบประเทศเพื่อนบ้าน
ซากีย์รับว่า เรื่องนี้คือสิ่งที่ตน ‘ไม่ค่อยสบายใจ’
“การให้สัมภาษณ์ของผู้รับผิดชอบโดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายความมั่นคง มันมีนัยที่พูดออกมาแล้วกระทบไปยังเพื่อนบ้านอยู่ตลอดเวลา กรณีของการโจมตีด่าน ที่อำเภอระแงะ
ชัดเจนว่ามันมีระดับผู้บริหารระดับสูงของ ทบ. (กองทัพบก) พูดเหมือนในลักษณะว่า ประเทศเพื่อนบ้านเรา โดยเฉพาะมาเลเซียเป็นประเทศที่ให้ที่พักพิง ซึ่งผมคิดว่าเรื่องพวกนี้มันไม่ควรพูดออกมาในสื่อ
เราจะไว้ใจมาเลเซียหรือไม่ไว้ใจมาเลเซีย ก็เป็นเรื่องภายในของเรา แต่ไม่ควรที่จะมาสื่อสาร ในลักษณะที่ทำให้ความร่วมมือระหว่างไทยกับมาเลเซียถดถอยลงไป”
สงคราม ‘อสมมาตร’ การข่าวต้องแม่น
นอกจากนี้ ซากีย์วิเคราะห์ด้วยว่า นี่คือลักษณะของสงคราม ‘อสมมาตร’
“แบบนี้คือฝ่ายกองกำลังที่แม้เห็นต่างจากรัฐอย่างไร เขาก็ไม่มีกองทัพหรือคนที่เทียบเท่ากับกองทัพไทย ดังนั้นยุทธวิธีในการเลือกสู้รบคือ ใช้แทคติคที่เรารู้กันว่าเมื่อใดที่คุณเผลอ เขาก็จะออกไปโจมตี ซึ่งอันนี้เป็นไซเคิลที่เกิดขึ้นปกติตลอด 20 ปีที่ผ่านมา จะให้เขามาประจันหน้ากัน คงไม่เกิดขึ้น
เพราะฉะนั้น สิ่งที่ต้องระวังเมื่อเกิดสงครามแบบนี้คือ ต้องจำกัดการปฏิบัติงานทางด้านการทหารหรือการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดให้แคบที่สุด ซึ่งผมคิดว่า อันนี้เป็นเรื่องที่อาจจะต้องออกมาพูดคุยกันอีกครั้งหนึ่ง ไม่เช่นนั้นแล้วมันจะยิ่งทําให้ฝ่ายนั้นเขาได้มวลชนไปโดยปริยาย” ซากีย์แนะ
ส่วน ‘การข่าว’ นักวิชาการท่านนี้ย้ำว่าต้องมีความแม่นยำ ซึ่งเชื่อว่าในช่วงหลัง การข่าวของฝ่ายรัฐแม่นมากขึ้น
“เมื่อด้านการข่าวเราแม่นมากในการจำกัดพื้นที่หรือการกำจัดเป้าหมายที่จะต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด จึงมีความจำเป็น เพราะว่าเรื่องนี้เราไม่ควรที่จะทำให้ฝ่ายที่ต่อต้านรัฐได้รับการสนับสนุน หรือความเห็นอกเห็นใจจากประชาชน
เนื่องจากเขาเห็นคนเหล่านี้เป็นลูกหลาน ไม่ได้หมายความว่าเขาเห็นด้วยกับอุดมการณ์ แต่หมายความว่าคนเหล่านี้อยู่ในชุมชนของเขา หากไปปะทะกับเจ้าหน้าที่ การที่เป็นความสัมพันธ์ของคนในชุมชน มันก็ย่อมมีความรู้สึก
ถ้าเราลดสิ่งเหล่านี้ลงมาให้ได้น้อยที่สุดหรือจำกัดให้แม่นที่สุด ผมคิดว่าจะช่วยได้ และการนำเสนอหลักฐานอย่างตรงไปตรงมา ว่าทำไมรัฐจึงจำเป็นที่จะต้องวิสามัญ ถ้าเกิดว่า มันมีความจำเป็น
มันมีการปฏิบัติตามขั้นตอน โปรโตคอลของฝ่ายรัฐในการที่จะให้เขาเข้ามามอบตัวแล้ว แต่เขาปฏิเสธ” ซากีย์ทิ้งท้าย
สถานการณ์นับจากนี้ ทั้งระยะสั้นและยาวจะเป็นอย่างไร ยังต้องจับตา
พรหมพร เจริญกิจชัชชวาล

