หน้าแรก เด่นวันนี้ คนไทยป่วยไตเร...

คนไทยป่วยไตเรื้อรังทะลุล้าน ! เร่ง “ลดเค็ม” สกัด NCDs ตั้งแต่ต้นทาง

20.08.26 | 06:00 น.

เมื่อ “โรคไตเรื้อรัง” กำลังกลายเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่คนไทยต้องเผชิญมากขึ้นเรื่อยๆ ตัวเลขผู้ป่วยที่พุ่งทะลุ 1.3 ล้านคน กำลังส่งสัญญาณสำคัญว่า การรับมือกับโรคอาจไม่สามารถพึ่งพาการรักษาที่ปลายทางเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องย้อนกลับมาจัดการกับปัจจัยเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง โดยเฉพาะพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่มีโซเดียมสูง ซึ่งเชื่อมโยงกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ทั้งความดันโลหิตสูง เบาหวาน และโรคไต


ข้อมูลจากระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ (Health Data Center: HDC) กระทรวงสาธารณสุข ปี 2569 พบว่า ประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง 1,321,111 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ถึง 175,928 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 จำนวน 634,289 คน ระยะที่ 4 จำนวน 167,244 คน และระยะที่ 5 ซึ่งต้องได้รับการล้างไตมากถึง 82,051 คน สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนภาระของโรคที่ไม่ได้กระทบเพียงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและครอบครัว แต่ยังหมายถึงภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในระยะยาวของประเทศ

รศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ อายุรแพทย์โรคไต โรงพยาบาลรามาธิบดี และประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม กล่าวว่า แม้ปัจจุบันวงการแพทย์จะมีแนวทางการรักษาที่ช่วยชะลอการเสื่อมของไตได้ดีขึ้น แต่จำนวนผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังทั่วโลกยังคงเพิ่มขึ้น โดยปัจจัยเสี่ยงสำคัญมาจากโรค NCDs โดยเฉพาะเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และภาวะอ้วน ซึ่งสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสม ทั้งอาหารหวาน มัน เค็ม อาหารแปรรูปและอาหารแปรรูประดับสูง (Ultra-processed Foods: UPFs) ตลอดจนเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง

Advertisement

นอกจากนี้ การสูบบุหรี่ การใช้ยาหรือสารบางชนิดที่อาจส่งผลกระทบต่อไต และการเข้าสู่สังคมสูงวัย ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ความเสี่ยงของโรคไตเพิ่มสูงขึ้น ทำให้การป้องกันจำเป็นต้องมองให้ไกลกว่าการรักษาผู้ป่วยเมื่อเกิดโรคแล้ว

“จากประสบการณ์ในหลายประเทศทั่วโลก พบว่า การให้ความรู้เพียงอย่างเดียวไม่สามารถลดจำนวนผู้ป่วยรายใหม่ได้ จึงจำเป็นต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ ควบคู่กับการเพิ่มการเข้าถึงอาหารสุขภาพ การจำกัดการตลาดและการเข้าถึงอาหารหวาน มัน เค็ม รวมถึงการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย” รศ.นพ.สุรศักดิ์ กล่าว พร้อมเสนอว่า ประเทศไทยควรยกระดับจากการขอความร่วมมือไปสู่มาตรการทางกฎหมาย เช่น การกำหนดค่าปริมาณโซเดียมสูงสุดในผลิตภัณฑ์อาหาร หรือ Maximum Sodium Levels รวมถึงการพิจารณาจัดเก็บภาษีโซเดียม เช่นเดียวกับมาตรการภาษีเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล

แนวคิดสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการบอกให้ประชาชน “กินเค็มให้น้อยลง” แต่ต้องทำให้การเลือกอาหารสุขภาพเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายขึ้นในชีวิตประจำวัน ทั้งจากตัวเลือกที่มีในตลาด การปรับสูตรอาหารของผู้ผลิต ตลอดจนสภาพแวดล้อมในชุมชน เพราะการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ การสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ และการรักษา ต้องเดินหน้าไปพร้อมกัน จึงจะช่วยลดความเสี่ยงโรคไตและ NCDs ได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน จึงร่วมกันขับเคลื่อนการลดการบริโภคเกลือและโซเดียม ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ลดการบริโภคโซเดียมในประเทศไทย (SALTS) โดยมีสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับเครือข่ายลดบริโภคเค็มและภาคีเครือข่าย ผลักดันมาตรการลดโซเดียมอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ระดับบุคคล ครอบครัว ชุมชน ไปจนถึงระดับนโยบาย

หนึ่งในแนวทางสำคัญคือ “มาตรการชุมชนลดเค็ม” ซึ่งปัจจุบันดำเนินการในพื้นที่นำร่องกว่า 50 ชุมชน และเตรียมขยายผลอีกกว่า 100 ชุมชน พร้อมติดตามประเมินผลด้านสุขภาพ เพื่อดูว่าการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคสามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ทางสุขภาพได้มากน้อยเพียงใด

แม้สถานการณ์ปัจจุบันคนไทยยังบริโภคโซเดียมเฉลี่ย 3,650 มิลลิกรัมต่อวัน สูงกว่าคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกเกือบ 1.8 เท่า แต่ผลการศึกษาจากมาตรการชุมชนลดเค็มร่วมกับการใช้ Salt Meter กลับพบผลลัพธ์ที่น่าสนใจ โดยสามารถลดการบริโภคโซเดียมได้เฉลี่ย 575 มิลลิกรัมต่อวัน และลดความดันโลหิตตัวบนได้เฉลี่ย 13.5 มิลลิเมตรปรอท ภายในระยะเวลาเพียง 12 สัปดาห์

ตัวเลขนี้ทำให้เห็นว่า การลดเค็มไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการเปลี่ยนรสชาติอาหาร แต่สามารถส่งผลต่อปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพได้โดยตรง และเมื่อขยายผลจากระดับบุคคลไปสู่ชุมชน ก็มีโอกาสสร้างผลกระทบในวงกว้างขึ้น

ขณะเดียวกัน “Salt Meter” ก็เข้ามามีบทบาทในฐานะเครื่องมือที่ช่วยเปลี่ยนเรื่องโซเดียมจากสิ่งที่มองไม่เห็นให้กลายเป็นข้อมูลที่ผู้บริโภคสามารถรับรู้และนำไปใช้ตัดสินใจได้ ปัจจุบันมีการนำ Salt Meter ไปใช้แล้วกว่า 28,000 เครื่อง ในโรงพยาบาล ชุมชน และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เพื่อช่วยตรวจวัดปริมาณโซเดียมในอาหาร และสนับสนุนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในพื้นที่

การลดโซเดียมยังถูกขยายไปสู่ฝั่งผู้ผลิตอาหาร โดย สสส. และภาคีเครือข่ายสนับสนุนความร่วมมือกับภาคเอกชนในการปรับสูตรผลิตภัณฑ์อาหารให้มีโซเดียมลดลง พร้อมส่งเสริมการขยายการรับรองสัญลักษณ์ “ทางเลือกสุขภาพ” หรือ Healthier Choice Logo (HCL) ไปยังผลิตภัณฑ์อาหารกลุ่มต่างๆ เพื่อให้ผู้บริโภคมีทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น รวมถึงการปรับปรุงเกณฑ์ปริมาณโซเดียมของสัญลักษณ์ดังกล่าวสำหรับอาหารกึ่งสำเร็จรูปประเภทเส้น

อีกด้านหนึ่ง เครือข่ายยังให้ความสำคัญกับการสร้างหลักฐานเพื่อรองรับการกำหนดนโยบายในอนาคต ผ่านการสนับสนุนการศึกษาวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์สุขภาพและฐานข้อมูลตลาดอาหาร เพื่อประเมินผลกระทบของมาตรการลดโซเดียม โดยเฉพาะแนวคิดเรื่อง “ภาษีโซเดียม” ซึ่งหากดำเนินนโยบายดังกล่าว อาจช่วยลดผู้ป่วยความดันโลหิตสูงได้กว่า 84,000 ราย และลดค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลได้กว่า 3,100 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 10 ปี

ท่ามกลางจำนวนผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การลดการบริโภคโซเดียมจึงกำลังถูกยกระดับจากเรื่องของพฤติกรรมส่วนบุคคล ไปสู่การจัดการปัจจัยเสี่ยงในระดับสังคม ตั้งแต่การสร้างความรู้ การปรับสภาพแวดล้อม การพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร การมีเครื่องมือช่วยตัดสินใจ ไปจนถึงการออกแบบมาตรการทางเศรษฐศาสตร์และกฎหมาย

เพราะในวันที่โรคไตเรื้อรังไม่ได้รอให้ใครป่วยก่อนแล้วจึงค่อยรักษา การป้องกันตั้งแต่ต้นทางจึงอาจเป็นคำตอบที่สำคัญกว่า และ “ลดเค็ม” อาจไม่ได้หมายถึงเพียงการลดเกลือในจานอาหาร หากแต่เป็นการลงทุนเพื่อไม่ให้คนไทยต้องเดินทางไปถึงปลายทางของโรคไตและ NCDs โดยไม่จำเป็น